ท้องเสีย ป่วนหนูเบบี๋


ท้องเสียในเด็กทารกขวบปีแรก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย หากได้รับการดูแลรักษาที่ไม่เหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนเป็นอันตรายต่อเด็กได้ และมีโอกาสเกิดปัญหาอุจจาระร่วงยืดเยื้อหรือเรื้อรังตามมา ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกอย่างมาก

สาเหตุท้องเสียในหนูขวบแรก
1. การติดเชื้อในลำไส้ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งอาจเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส สำหรับทารก 6 เดือนแรกมักเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) หรือ E.coli ฯลฯ ส่วนทารกเกิน 6 เดือน จะพบสาเหตุจากเชื้อไวรัสได้บ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรต้าไวรัส ซึ่งในบ้านเราจะพบได้บ่อยในช่วงฤดูหนาว

2. การแพ้นมวัวหรือแพ้อาหารอื่นๆ เช่น ไข่ขาว อาหารทะเล ฯลฯ โดยที่ทารกขวบปีแรกมักพบการแพ้นมวัวบ่อยกว่าอาหารอื่นๆ หากท้องเสียนานกว่าปกติร่วมกับมีอาการอื่นๆ ที่บ่งชี้ถึงภูมิแพ้ เช่น ผื่นคันที่แก้มเป็นๆ หายๆ เป็นต้น ก็จะทำให้คิดถึงภาวะนี้มากขึ้น และทารกที่มีคุณพ่อคุณแม่เป็นภูมิแพ้ ก็มีโอกาสเกิดภาวะแพ้นมวัวหรือแพ้อาหารได้สูงขึ้น

3. ยา ยาบางชนิดที่ลูกได้รับอาจทำให้ทารกบางรายท้องเสียได้ เช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิด amoxycillin, amoxycillin / clavulanic acid, erythromycin ฯลฯ หรือยาที่คุณแม่กิน หากให้ลูกกินนมแม่ ยาบางชนิดจะผ่านน้ำนมแม่และอาจทำให้ลูกท้องเสียได้ เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่ม penicillin และ cephalosporin

4. ความผิดปกติแต่กำเนิด ของการย่อย การดูดซึม และความผิดปกติของลำไส้เล็ก ทารกมักจะมีอาการท้องเสียตั้งแต่แรกเกิดและมักเป็นเรื้อรัง

5. อาหารบางชนิด เช่น กินน้ำผลไม้ปริมาณมากเกินไป หรือการชงนมเข้มข้นกว่าปกติ อาจทำให้ท้องเสียได้

แบบไหน ใช่ท้องเสีย

โดยทั่วไปจะถือว่ามีอาการท้องเสียก็เมื่อถ่ายอุจจาระเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งต่อวันขึ้นไป หรือถ่ายเป็นน้ำมากกว่า 1 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายมีมูกหรือมูกเลือด 1 ครั้งขึ้นไปค่ะ

ทารก 3-4 เดือนแรก มักจะถ่ายอุจจาระบ่อยครั้งกว่าเด็กโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกที่กินนมแม่มักจะถ่าย 4-5 ครั้งต่อวัน บางคนอาจจะบ่อยกว่านี้ โดยที่ลักษณะอุจจาระนิ่มเหลว อย่างนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ในทางปฏิบัติหากคุณแม่สังเกตว่าลูกถ่ายบ่อยกว่าปกติ หรือเหลวกว่าปกติ หรืออุจจาระมีน้ำมากกว่าปกติ ก็ควรสงสัยว่าลูกกำลังเริ่มท้องเสียค่ะ

เด็กที่ท้องเสียอาจมีอาการต่างๆ ร่วมด้วย เช่น ไข้ อาเจียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อโรต้าไวรัส เด็กมักจะอาเจียนมาก


ท้องเสียปล่อยไว้ อันตราย!!

ท้องเสียในเด็กเล็ก หากได้รับการดูแลไม่เหมาะสมก็ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่
  • ภาวะขาดน้ำ จากการเสียน้ำและเกลือแร่ออกไปทางอุจจาระและอาเจียน ทารกขวบปีแรกจะเกิดภาวะขาดน้ำได้ง่าย หากเป็นรุนแรงอาจทำให้ช็อก ไตวายและเป็นอันตรายถึงชีวิต

  • ภาวะขาดอาหาร หากท้องเสียต่อเนื่องเป็นเวลานานมากกว่า 1-2 สัปดาห์ ทำให้เกิดภาวะขาดอาหาร ซึ่งเป็นผลเสียต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง

  • การติดเชื้อลุกลาม เชื้อในลำไส้บางชนิดอาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อซัลโมเนลลาในเด็กทารก อายุต่ำกว่า 6 เดือน ซึ่งเป็นภาวะที่อันตราย หากรักษาไม่ทันท่วงทีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
สัญญาณบอก อาการขาดน้ำ
  • อาการขาดน้ำเล็กน้อย ปากแห้ง กระหายน้ำ
  • อาการขาดน้ำปานกลางถึงรุนแรง ปากแห้งมาก กระหายน้ำมาก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ตาโหล กระหม่อมบุ๋ม ซึม กระสับกระส่าย ปัสสาวะออกน้อยลงและสีเข้ม อ่อนเพลียมาก ถ้าเริ่มมีมือเท้าเย็นและซีด แสดงว่าอาจมีอาการช็อกแล้ว
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเมื่อลูกท้องเสีย
  • พ่อแม่มักเข้าใจว่าลูกต้องงดอาหาร เพื่อพักลำไส้เป็นเวลา 1-2 วัน ซึ่งทางการแพทย์ว่าการงดอาหารจะยิ่งทำให้ลำไส้ฟื้นตัวช้า

  • พ่อแม่มักเข้าใจว่าลูกต้องใช้ยาแก้ท้องเสีย ซึ่งทั่วไปไม่มีความจำเป็นใดๆ สำหรับท้องเสียเฉียบพลัน ยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อเด็ก การให้สารน้ำและอาหารที่เหมาะสมเป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด ส่วนยาปฏิชีวนะอาจจำเป็นในบางราย

  • พ่อแม่มักเข้าใจว่าเมื่อลูกเริ่มท้องเสีย ลูกควรจะหยุดถ่ายในเวลา 1-2 วัน หลังจากเริ่มรักษา ความจริงแล้วอาการท้องเสียอาจจะใช้เวลาประมาณ 3-6 วันจึงจะหาย ดังนั้นหากลูกสดชื่น เล่นได้ กินได้ ไม่มีอาการขาดน้ำ ไม่มีไข้ แม้ว่ายังถ่ายเหลวอยู่บ้าง ก็ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ

  • การให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ ควรใช้ช้อนป้อนตัก หากให้ลูกดูดขวด อาจจะถ่ายมากขึ้น เพราะเวลาเด็กขาดน้ำจะดูดเร็วมาก เกินกำลังที่ลำไส้เล็กจะดูดซึมทัน

  • หากลูกมีอาการขาดน้ำ การให้กินแต่น้ำเปล่าจะไม่เพียงพอในการชดเชย เนื่องจากเวลาท้องเสีย ลูกจะเสียทั้งเกลือแร่และน้ำไปทางอุจจาระ ในน้ำเปล่าไม่มีเกลือแร่ จึงไม่เหมาะสมในการนำมาชดเชยภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ ควรใช้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ ซึ่งปัจจุบันมีขายตามร้านขายยาและโรงพยาบาลอย่างแพร่หลาย
ดูแลลูกช่วงท้องเสีย

หัวใจสำคัญ 2 ประการคือ การให้สารน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันและรักษาภาวะขาดน้ำ และการให้อาหารที่เหมาะสม
  • การให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส (ORS) มีวัตถุประสงค์ 2 อย่าง ประการแรกคือ การป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยให้กินสารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส ชดเชยปริมาณ 2-3 ออนซ์ เมื่อลูกถ่ายเหลวหรือเป็นน้ำแต่ละครั้ง แต่ถ้าหากปริมาณที่ถ่ายเพียงเล็กน้อยหรือกะปริดกะปรอย ไม่จำเป็นต้องให้สารละลายเกลือแร่โออาร์เอสชดเชยก็ได้

    วัตถุประสงค์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส เพื่อรักษาหรือแก้ไขภาวะขาดน้ำ ซึ่งกรณีนี้คุณพ่อคุณแม่มักจะไปปรึกษาแพทย์แล้ว แพทย์มักจะแนะนำว่า ใน 4-6 ชั่วโมงแรกให้ลูกดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอสให้มากๆ โดยใน 1 ชั่วโมง ควรให้กินอย่างน้อย 12-15 ซี.ซี. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เป็นเวลานาน 4-6 ชั่วโมง ควรใช้ช้อนตักป้อนเพื่อให้ลำไส้ดูดซึมได้ทัน

    สารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส มีทั้งชนิดผสมเป็นน้ำสำเร็จรูป หรือชนิดเป็นผงบรรจุใส่ซอง แล้วนำมาผสมน้ำเอง โดยผสมน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ปริมาณน้ำตามที่ระบุไว้ที่ซอง (ส่วนใหญ่จะผสม 240 ซี.ซี.) หากลูกไม่กินสารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส อาจเลือกใช้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ที่มีรสผลไม้ บางคนอาจกินได้ดีขึ้นหากแช่เย็น หากยังไม่ยอมกินอาจลองให้ของเหลวที่เตรียมที่บ้าน เช่น น้ำข้าวใส่เกลือ น้ำซุปใส่เกลือ เป็นต้น

  • หากลูกมีอาการขาดน้ำรุนแรง แพทย์จะให้การรักษาโดยให้น้ำเกลือเข้าทางเส้นเลือด การให้อาหารที่เหมาะสม มีความสำคัญมาก เพื่อป้องกันการขาดอาหาร ทำให้หายเร็วยิ่งขึ้น นอกจากเลือกชนิดอาหารให้เหมาะสมแล้ว ควรให้ครั้งละน้อยแต่ให้บ่อยๆ เพื่อให้ลำไส้ค่อยๆ ย่อยและดูดซึมอาหารได้ทัน หากลำไส้ย่อยและดูดซึมอาหารไม่ทันก็จะทำให้มีท้องเสียอีกค่ะ

  • เด็กที่กินนมแม่ควรให้นมแม่ต่อไป ไม่จำเป็นต้องหยุดนมแม่

  • เด็กที่กินนมผสม ให้เริ่มกินหลัง 4-6 ชั่วโมงแรก (ซึ่งเป็นช่วงที่ให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่เพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำ) ไม่ต้องชงนมเจือจาง แต่ให้กินครั้งละปริมาณน้อยลง (เช่น กินปริมาณครึ่งหนึ่ง หรือ 2 ใน 3 ของที่เคยให้ในแต่ละมื้อ) แต่ต้องเพิ่มจำนวนมื้อให้ถี่ขึ้น ปริมาณนมที่ลูกได้รับในแต่ละวันจะได้ใกล้เคียงกับที่เคยได้ยามปกติ หากลูกถ่ายมากหรือในกรณีที่ลูกถ่ายมากกว่า 3 วันแล้ว พิจารณาเปลี่ยนเป็นนมวัวสูตรพิเศษ ที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตส (Olac, Similac LF) หรือนมถั่วเหลือง การเปลี่ยนเป็นนมสูตรพิเศษดังกล่าว อาจจะช่วยให้อาการถ่ายลดลง เนื่องจากในช่วงที่มีการติดเชื้อบางชนิดในลำไส้ อาจมีผลทำให้การสร้างน้ำย่อยแลคเตสลดลง เป็นผลให้การย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่สมบูรณ์ทำให้ยังถ่ายเป็นน้ำมากได้ หากอาการดีขึ้นหลังเปลี่ยนเป็นนมสมบูรณ์ไม่มีน้ำตาลแลคโตส ควรกินต่อจนหายท้องเสียประมาณ 3 วัน แล้วค่อยๆ เริ่มนมตามปกติ

  • เด็กมากกว่า 4 เดือนที่กินอาหารเสริมแล้ว ควรให้อาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ควรเพิ่มจำนวนมื้อให้มากขึ้นอีก 1-2 มื้อ โดยให้ปริมาณไม่มากเกินไปในแต่ละมื้อ อาหารพวกแป้งจะย่อยและดูดซึมได้ง่ายในช่วงที่เด็กท้องเสีย

  • งดอาหารย่อยยาก โดยเฉพาะอาหารไขมันสูง งดน้ำผลไม้ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลปริมาณมากๆ เพราะอาจทำให้ถ่ายบ่อยขึ้น
การรักษาอื่นๆ
  • การให้ยาปฏิชีวนะ อาจมีความจำเป็นสำหรับเชื้อแบคทีเรียบางชนิด โดยเฉพาะกรณีถ่ายมีมูกเลือด ควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแล ไม่ควรซื้อยากินเองเพราะอาจเกิดผลข้างเคียงจากยาหรือเชื้อดื้อยา ส่วนท้องเสียจากติดเชื้อไวรัส จะไม่ได้ประโยชน์ใดๆ จากการให้ยาปฏิชีวนะ

  • การใช้ยาอื่นๆ ยังไม่จำเป็นในการรักษาท้องเสียเฉียบพลันในเด็กเล็ก

  • สำหรับทารกที่ท้องเสียจากสาเหตุอื่นๆ ต้องรักษาตามสาเหตุ เช่น ทารกที่แพ้นมวัว การรักษาจะรักษาโดยการงดนมวัว ให้กินนมแม่อย่างเดียว ถ้าแม่ไม่มีน้ำนมแล้ว ให้ใช้นมถั่วเหลืองหรือนมพิเศษสำหรับเด็กแพ้นมวัว ซึ่งอาการจะดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังเปลี่ยนนม แต่หากกลับไปกินนมวัวก็จะมีอาการท้องเสียอีก เด็กบางรายที่แพ้นมวัว ซึ่งอาการจะดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังเปลี่ยนนม แต่หากกลับไปกินนมวัวก็จะมีอาการท้องเสียอีก เด็กบางรายที่แพ้นมวัวอาจจะแพ้นมถั่วเหลืองด้วย ต้องใช้นมสูตรพิเศษสำหรับเด็กแพ้นมวัว ยังโชคดีที่ภาวะแพ้นมวัวไม่ได้เป็นตลอดไป เด็กส่วนใหญ่จะหายแพ้เมื่ออายุเกิน 2 ขวบ
การใช้นมถั่วเหลืองในทารกขวบปีแรกนั้น ควรใช้นมถั่วเหลืองสูตรสำหรับทารก เพราะจมีการเสริมแร่ธาตุและวิตามินครบถ้วนเหมาะกับทารกวัยขวบปีแรก เช่น Isomil, Prosobee, Alsoy เป็นต้น (มิใช่ให้กินน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองสำหรับเด็กโตหรือผู้ใหญ่) ซึ่งในรายละเอียดอาจขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลได้ค่ะ

กรณีท้องเสียจากยา ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดยาที่เป็นสาเหตุ หากยังไม่หยุดถ่าย ควรปรึกษาแพทย์

สัญญาณนี้ ต้องรีบพบแพทย์
  • ทารกมีอาการขาดน้ำมาก ตาโหล อ่อนเพลียมาก ปัสสาวะออกน้อยลง โดยเฉพาะถ้าไม่ถ่ายปัสสาวะ 8 ชั่วโมง
  • ซึมหรือมีอาการชัก
  • ไข้สูง
  • อาเจียนมาก กินไม่ได้เลย
  • ถ่ายค่อนข้างมากและบ่อยครั้ง แม้จะปฏิบัติตามคำแนะนำเบื้องต้นแล้วก็ตาม
  • ถ่ายเป็นมูกเลือด
อย่างไรก็ตามทารกช่วง 3-4 เดือนแรกหากท้องเสีย ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาแต่เนิ่นๆ เนื่องจากทารกมีความบอบบางกว่าวัยอื่นๆ มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย

ป้องกันลูกห่างไกลท้องเสีย
1. ทารกควรกินนมแม่ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารก 6 เดือนแรก นอกจากนมแม่มีคุณค่าทางอาหารสูงแล้ว ยังมีสารภูมิคุ้มกัน ซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อในลำไส้ได้ดี

2. หากทารกจำเป็นต้องกินนมผสม ต้องล้างขวดนมให้สะอาด ต้มขวดนมในน้ำเดือด 10-15 นาที หรือใช้เครื่องนึ่งขวดนม เพื่อให้ขวดนมปราศจากเชื้อโรค การลวกขวดนมด้วยน้ำร้อนไม่เพียงพอสำหรับการฆ่าเชื้อโรค

3. ให้ลูกกินอาหารเสริมตามวัย และควรจะดูแลเรื่องความสะอาดในการเตรียมอาหารและภาชนะที่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลไม้ที่นำมาคั้นต้องล้างให้สะอาดและควรล้างหลายๆ ครั้ง

4. ควรให้ลูกรับประทานอาหารที่สุกใหม่ๆ

5. ควรมีสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี เช่น ล้างมือด้วยสบู่จนสะอาดทุกครั้งก่อนเตรียมอาหาร หรือชงนมก่อนให้นมหรือป้อนอาหารลูก รวมทั้งล้างมือทุกครั้งเมื่อคุณพ่อคุณแม่เข้าห้องน้ำหรือเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกค่ะ

(update 11 ตุลาคม 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 253 กุมภาพันธ์ 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600