โรคลมชักในเด็กเป็นได้กับเด็กทุกวัย
แต่โดยทั่วไปมักจะไม่มีการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักในการชักครั้งแรก
โรคลมชักอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคลมชักที่เกิดขึ้นจากการมีความผิดปกติของสมอง
เนื่องจากการได้รับอุบัติเหตุขณะมารดาตั้งครรภ์หรือในระหว่างคลอด มารดาขณะตั้งครรภ์ได้รับยา
หรือสารพิษที่เป็นอันตรายต่อการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์ หรือมารดาได้รับการถ่ายภาพรังสีในระหว่างตั้งครรภ์อ่อนๆ
โดยเฉพาะในช่วง 3-4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุให้สมองของทารกมีการพัฒนาขึ้นอย่างผิดปกติ
และอาจทำให้เกิดโรคลมชักขึ้นในภายหลัง นอกจากนี้เด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่มีประวัติเป็นโรคลมชักจะมีโอกาสเป็นโรคลมชักได้
แต่ส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรงและอาจหายได้เมื่อพ้นวัยที่จะมีอาการชัก
ในเด็กบางรายอาจเกิดโรคลมชักได้จากปัจจัยหรือสิ่งที่มากระตุ้น ได้แก่ ความเครียด การอดนอน อดอาหาร
สภาพอากาศที่ร้อนจัด หรือแพ้อาหารบางชนิด เป็นต้น ซึ่งโรคลมชักที่เกิดจากปัจจัยกระตุ้นเหล่านี้
มักพบในเด็กโตมากกว่าในเด็กเล็ก และสามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสจากสิ่งกระตุ้นดังกล่าว
โรคลมชักในเด็กเล็กยังอาจเกิดขึ้นได้ภายหลังจากการมีอาการชักจากไข้สูง (Febrile Convulsion)
โดยเด็กที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการพัฒนาเป็นโรคลมชักหลังจากมีอาการชักจากไข้สูง ได้แก่
เด็กที่มีความผิดปกติทางสมองและระบบประสาทอยู่ก่อนแล้ว เด็กที่มีอาการชักแบบซับซ้อน (Complex Febrile Convulsion)
หรือเด็กที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคลมชัก
เมื่อลูกน้อยชักมีอาการอย่างไร
อาการชักบางครั้งสามารถสังเกตได้ง่าย เพราะมีอาการแสดงชัดเจน เช่น มีเกร็ง หรือกระตุก ไม่รู้สึกตัว
มีปัสสาวะ หรืออุจจาระราด แต่ในเด็กบางรายอาจมีอาการชักคล้ายอาการสะดุ้งผวา ซึ่งอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ทันสังเกต
และไม่คิดว่าเด็กกำลังชัก ซึ่งอาการเช่นนี้จำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้การสังเกตอย่างใกล้ชิด
วิธีการช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อลูกน้อยเป็นลมชัก
คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นลมชักไม่ควรตกใจจนเกินเหตุหากลูกมีอาการชักเกิดขึ้น อันดับแรกที่ควรทำคือ
ให้จับลูกนอนตะแคง ดูแลให้ทางเดินหายใจโล่ง หากมีอาการชักขณะที่กำลังรับประทานอาหารหรือมีเศษอาหารอยู่ในปาก
ให้ล้วงเศษอาหารออกจากช่องปากเพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารตกลงไปในหลอดลม และอุดกั้นทางเดินหายใจ
สำหรับกรณีที่ไม่มีเศษอาหารอยู่ในปากคุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องทำให้ลูกอาเจียน หรือเอาช้อน เศษผ้า หรือนิ้วมือ
ยัดเข้าไปในปากลูกเพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อช่องปากและฟันได้ และยังอาจทำให้ฟันหลุดหรือหัก
และหลุดไปอุดหลอดลมทำให้หายใจไม่ออกได้ นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรคลายเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกและคอให้หลวม
เพื่อลูกจะได้หายใจสะดวก จัดสิ่งแวดล้อมรอบตัวลูกให้โล่ง เพื่อลูกจะได้ไม่เกิดอันตรายหรือบาดเจ็บในระหว่างที่มีอาการชัก
และหากลูกมีไข้ควรเช็ดตัวเพื่อให้ไข้ลด และถ้าการชักครั้งนี้เป็นการชักครั้งแรกคุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปโรงพยาบาลนะคะ
เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดต่อไปค่ะ
(update 25 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 กรกฏาคม 2547 ]
|