ปัจจุบัน...อากาศเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนสมัยก่อน มลพิษเยอะขึ้น อากาศร้อนชื้น
ทำให้เด็กๆ ของเรามีปัญหาเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้ เป็นหวัดบ่อย
หายใจมีเสียงครืดคราด ปัญหาแบบนี้พบได้ในเด็กๆ บ่อยไม่แพ้ปัญหาอื่น จึงมีความสงสัยจากพ่อแม่ส่งเข้ามาหาเราพอสมควร
ดังนั้นเราจึงรวบรวมปัญหาเหล่านี้ไปถามผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจของเด็ก
ที่จะมาตอบคำถามให้คุณพ่อคุณแม่หายข้องใจ
1. ลูกสาวเป็นหวัดบ่อย และเป็นปอดอักเสบ 2 ครั้ง หมอบอกว่าสงสัยลูกจะเป็นภูมิแพ้
เลยอยากทราบว่าภูมิแพ้กับปอดอักเสบเกี่ยวกันอย่างไร ยาภูมิแพ้ที่หมอให้มีตัวยา Cetirizine Hci 1 mg/ml
ถ้าลูกกินไปนานๆ จะมีผลกระทบอะไรหรือเปล่า และอยากทราบวิธีป้องกันและการปฏิบัติตัวเพื่อไม่ให้ลูกเป็นปอดอักเสบอีกค่ะ
สิริมา / อยุธยา
ภูมิแพ้เกิดจากการที่ร่างกายมีปฏิกิริยาไวเกินต่อสิ่งแปลกปลอมธรรมดา ทำให้เยื่อบุบริเวณต่างๆ ที่มีการแพ้
เช่น เยื่อบุทางเดินหายใจตั้งแต่จมูกไปจนถึงหลอดลม มีปฏิกิริยาการอักเสบเล็กน้อยอยู่ตลอดเวลา
ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และเมื่อเกิดแล้วก็มักจะลุกลามรุนแรงจนเป็นปอดอักเสบได้
ดังนั้นการป้องกันปอดอักเสบก็คือ ลดปฏิกิริยาภูมิแพ้โดยใช้ยา หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้และลดโอกาสรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
โดยหลีกเลี่ยงแหล่งชุมชนที่มีคนอยู่รวมกันมากๆ และอากาศไม่ถ่ายเท ส่วนยา Cetirzinl นั้น ถ้าเป็นภูมิแพ้จริง
คงต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานานค่ะ และยานี้มีงานวิจัยในเด็กเล็กให้รับประทานเป็นเวลานานพบว่ามีความปลอดภัยค่ะ
2. ลูกเป็นหวัดเสมอเวลาอากาศเย็น เริ่มจากไอ
เจ็บคอ มีน้ำมูกเขียวขึ้นเรื่อยๆ ไปหาหมอ หมอให้ยาแก้อักเสบ ยาแก้ไอ และยา Antihistamine เป็นประจำ
ต่อมาเมื่อลูกเป็นหวัดจึงไปซื้อยา Antihistamine มาให้ลูกกินเอง ลูกก็จะอาการดีขึ้น ยานี้ไม่ควรกินติดต่อกันนานเกินกี่วัน
และอยากทราบวิธีให้ยานี้กับลูกที่ถูกต้องค่ะ
ศิริเพ็ญ / ธนบุรี
ยา Antihistamine เป็นยาต้านฤทธิ์ของ histamine ซึ่งเป็นสารที่หลั่งออกมาขณะที่มีปฏิกิริยาภูมิแพ้ ยานี้มี 2 กลุ่ม
แบ่งง่ายๆ เป็นกลุ่มที่ทำให้ง่วงและกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วง ในกลุ่มที่ทำให้ง่วงยานี้จะมีผลข้างเคียงคือ ทำให้น้ำมูกแห้ง
คอแห้ง ดังนั้นจึงมีการนำยานี้มาใช้กรณีที่เป็นหวัดเพื่อลดน้ำมูก ทั้งที่จริงแล้วยานี้เป็นยาแก้แพ้ ดังนั้นถ้าคุณแม่ให้ยานี้
ในกรณีที่เป็นหวัดก็ควรใช้เฉพาะช่วงที่มีอาการ ถ้าไม่มีอาการก็ควรงดค่ะ แต่ถ้าลูกมีอาการเป็นๆ หายๆ
ตลอดก็คงต้องให้คุณหมอดูแล้วล่ะค่ะว่า ลูกมีโรคภูมิแพ้ร่วมด้วยหรือไม่
3. ลูกหายใจดัง ถือว่าผิดปกติไหมคะ ดิฉันดูมีขี้มูกติดอยู่
แต่บางครั้งไม่มีก็ยังหายใจดังอยู่ และลูกมีน้ำมูกไหลเป็นน้ำใสๆ เรียกว่าเป็นหวัดใช่ไหมคะ แต่ลูกก็ไม่ร้องกวนค่ะ
ลูกมีไอเล็กน้อยด้วยค่ะ
แม่มิ่นท์มิ้นท์ / กรุงเทพฯ
ในเด็กแรกคลอด อาจจะหายใจเสียงดังได้ แต่เมื่อโตขึ้นอาการนี้จะหายไป
ถ้าลูกหายใจดังก็แสดงว่าทางเดินหายใจของลูกอาจจะมีบางส่วนที่แคบ หรือมีการบวมอยู่
ถ้ามีขี้มูกติดอยู่ก็เป็นสาเหตุของการหายใจดังได้ค่ะ และเมื่อคุณแม่เอาออกให้ก็น่าจะดีขึ้น
ถ้ามีน้ำมูกใสๆ และหายใจดัง อาจจะเป็นหวัดได้ ถ้าอาการไม่มาก คุณแม่ใช้น้ำเกลือหยอดจมูกให้เขาบ่อยๆ ก็ช่วยได้ค่ะ
4. ลูกอายุ 6 เดือนไอมาได้เกือบเดือนแล้วค่ะ
ช่วงที่ไอมากๆ คุณหมอก็ให้ยากิน บางครั้งเป็นยาขยายหลอดลม ก็ดีขึ้น หยุดยาแล้วก็ยังไม่หาย
เหมือนมีเสมหะอยู่ในคอตลอด และต้องไอเพื่อเอาเสมหะออกจากคอ ลูกดิฉันจะเป็นหอบหืดหรือเปล่าคะ
อุไรรัตน์ / กรุงเทพฯ
โรคหอบหืดพบได้น้อยในเด็กอายุ 6 เดือนค่ะ ที่คุณหมอให้ยาขยายหลอดลมมาเพื่อลดอาการไอเนื่องจากก่อนที่จะไอ
หลอดลมจะหดตัวก่อน ยาขยายหลอดลมสามารถใช้ในเด็กระยะสั้นๆ เพื่อลดอาการไอได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นโรคหอบหืด
แต่ถ้าลูกมีเสมหะในคอตลอด คงจะต้องให้คุณหมอตรงร่างกาย เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเสมหะ เช่น
อาจจะมีการระคายเคืองเรื้อรัง หรือการติดเชื้อเรื้อรังที่ระบบทางเดินหายใจค่ะ
5. ดิฉันจะทราบได้อย่างไรว่าลูกเป็นหอบหืด
หรือเป็นไข้หวัดธรรมดาคะ เพราะอาการจะคล้ายกัน
ยุวดี / กรุงเทพฯ
ไข้หวัดธรรมดา ปกติหมายถึง จมูกอักเสบจากเชื้อไวรัสค่ะ อาจมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลใสๆ
มีอาการไอบ้างเล็กน้อย ส่วนหอบหืดเกิดจากหลอดลมหดตัวผิดปกติทำให้มีอาการไอรุนแรง
หายใจเร็วเหนื่อยและบางครั้งมีเสียดหวีดขณะหายใจออก อาการที่คุณแม่จะสังเกตได้ว่าแตกต่างกันชัดก็คือ
อาการไอที่รุนแรง และหายใจเร็ว หอบเหนื่อย ถ้ามีอาการเหล่านี้คงจะต้องพาไปพบคุณหมอเด็ก
เพราะโรคหอบหืดในขณะที่มีอาการจะต้องการการรักษาที่เร่งด่วนค่ะ
6. ตอนนอนลูกจะมีเสียงกรน จะอันตรายไหมคะ ลูกเป็นไม่บ่อย
แต่เวลากรนก็มีเสียงดังครืดคราดๆ ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้เป็นหวัดค่ะ
แม่น้องพลอย / กรุงเทพฯ
เด็กปกติจะพบว่านอนกรนเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะในช่วงที่เขาเป็นหวัด ทำให้ทางเดินหายใจแคบกว่าปกติ
จึงมีเสียงดังขึ้น ถ้าเขานอนหลับได้สนิทดี ไม่กระสับกระส่าย และไม่มีการหยุดหายใจในระหว่างหลับก็ไม่เป็นไรค่ะ
เสียงครืดคราดบ้างเกิดจากน้ำมูกที่ไหลลงด้านหลังของคอ หรือเสมหะในลำคอ ตามปกติก็ไม่ควรมี
ถ้ามีร่วมกับเสียงกรนก็แสดงว่า น่าจะมีการบวมอักเสบ (แบบติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อ) บ้าง ถ้าหายไปเองก็ไม่เป็นไร
แต่ถ้ามีเป็นเวลานาน ก็คงต้องให้คุณหมอดูสักครั้งค่ะ
7. โรคปอดบวมในเด็กเกิดจากสาเหตุอะไร
และจะป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้ได้อย่างไรบ้างคะ เพราะสังเกตว่าพอเข้าหน้าหนาวอากาศเย็น
เด็กแถวบ้านจะเป็นกันหลายคน
นุดี / กรุงเทพฯ
โรคปอดบวมคือ การอักเสบของเนื้อปอด เกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียก็ได้ มีอาการไข้ ไอ
หายใจเร็วหอบค่ะ การป้องกันก็คือ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่น รับประทานอาหารบำรุงภูมิคุ้มกัน
ในเด็กเล็กก็คือนมแม่ ในเด็กโตก็คือผักสดผลไม้ และยังมีวัคซีน Hib ใช้ป้องกันการติดเชื้อ Hemophilus influenzae type B
ที่ใช้ฉีดเพื่อลดโอกาสเกิดโรคได้บางส่วนในเด็กตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป สอบถามได้ที่คุณหมอเด็กที่ดูแลลูกอยู่ค่ะ
8. ลูกเป็นหวัดเรื้อรัง และหายใจเสียงดังฟรืดๆ
มีคนเตือนว่าระวังลูกเป็นไซนัสอักเสบ ไม่ทราบว่าโรคไซนัสอักเสบเกิดจากการเป็นหวัดหรือเปล่า
จะทราบได้อย่างไรว่าลูกเป็น และจะป้องกันไม่ให้ลูกเป็นไซนัสอักเสบได้อย่างไร
แม่นิดหน่อย / สระบุรี
โรคไซนัสอักเสบ เป็นโรคแทรกซ้อนของโรคหวัดค่ะ เพราะฉะนั้นมักจะเกิดหลังจากเป็นหวัด
ตามปกติแล้วเด็กที่เป็นหวัด อาการควรจะหายภายใน 2 สัปดาห์ ถ้ามีอาการคัดจมูก มีน้ำมูกเป็นเวลานาน
คุณแม่คงจะต้องพาไปหาคุณหมอให้ตรวจในจมูกแล้วล่ะค่ะ โดยจะต้องใช้การตรวจร่างกายเป็นหลัก
เพราะอาการภายนอกจะคล้ายกันได้ อีกโรคหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ค่ะ
โรคนี้จะทำให้มีอาการคล้ายหวัดต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ได้ ถ้าลูกเป็นไซนัสอักเสบจริง ก็คงต้องกินยารักษาต่อเนื่อง
จนกว่าจะหายสนิทค่ะ มิฉะนั้นจะเป็นๆ หายๆ อยู่เรื่อย
9. ลูกไอมาก ไปหาหมอ หมอบอกว่าลูกเป็นหลอดลมอักเสบ
เลยสงสัยว่าทำไมลูกเป็นหลอดลมอักเสบ รวมถึงถ้าลูกหายแล้ว ลูกจะกลับมาเป็นอีกไหม และจะป้องกันไม่ให้เป็นอีกได้อย่างไรดีคะ
แม่น้องต้นน้ำ / อุบลราชธานี
หลอดลมอักเสบ หมายถึง การติดเชื้อในหลอดลม ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียก็ได้
การรักษาในกรณีที่ติดเชื้อไวรัสก็คือ ให้ยาเพื่อลดอาการไอ เช่น ยาขยายหลอดลม ยาละลายเสมหะ
ควรดื่มน้ำให้มากขึ้น แต่ควรลดการดื่มน้ำเย็น เนื่องจากกระตุ้นให้ไอมากขึ้นได้ค่ะ
และในกรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ก็คงต้องเพิ่มยาปฏิชีวนะด้วยค่ะ หลังจากหายแล้วจะกลับมาเป็นได้อีก
ถ้าร่างกายลูกอ่อนแอหรือได้รับเชื้อมาใหม่ ดังนั้นก็ต้องรับประทานอาหารให้ถูกส่วน พักผ่อนให้เพียงพอ
งดการพาลูกไปรับเชื้อจากแหล่งชุมชนค่ะ หรือถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่สบายเอง ก็ต้องรีบรักษา
เพราะอาจจะแพร่เชื้อให้เจ้าตัวเล็กได้ค่ะ
10. ลูกชายอายุ 4 เดือน เป็นหวัดและต้องไปดูดเสมหะทุกวัน
วันละ 4 ครั้ง เป็นเวลาเกือบ 1 อาทิตย์ จะมีอันตรายไหมคะ เพราะเขาใส่สายยางดูดทั้งจมูกและปากเลยค่ะ
พอดูดจนหมดหมอก็ให้กลับบ้าน พอกลับบ้านลูกหายใจดังครืดๆ จะทำอย่างไรคะ เพราะตอนนี้ก็ยังไม่หาย
จารุพันธ์ / กาญจนบุรี
ในเด็กเล็กๆ เขาจะหายใจทางจมูกอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเวลาเป็นหวัด มีน้ำมูก และเสมหะเยอะ
จึงน่าสงสารมากค่ะ เพราะเขาจะกินไม่ได้ นอนไม่ได้เลย คุณหมอจึงดูดเสมหะเพื่อให้เขาสบายขึ้น
ถ้าทำอย่างนุ่มนวลก็ไม่มีอันตรายค่ะ แต่มาตรการนี้เป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อบรรเทาอาการให้เขา
ก่อนที่ยารับประทานจะออกฤทธิ์ เมื่อยาออกฤทธิ์แล้ว น้ำมูกและเสมหะควรจะลดลงจนไม่ต้องดูดออก
ถ้าทำอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น ก็คงต้องให้คุณหมอตรวจใหม่และเปลี่ยนยารับประทานค่ะ
11. คออักเสบเกิดจากการที่ลูกเป็นหวัดและไอใช่ไหมคะ
ถ้าลูกเป็นหวัดจะป้องกันไม่ให้เป็นคออักเสบได้อย่างไรคะ เพราะเห็นลูกไอแล้วสงสารค่ะ
นารี / สุโขทัย
คออักเสบ หมายถึง การอักเสบบริเวณลำคอ จะมีอาการเจ็บคอ กลืนน้ำลายลำบาก ถ้ามีอาการไอร่วมด้วย
มักจะเริ่มจากหวัดที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสมาก่อน และเชื้อไวรัสบางตัวจะทำลายเยื่อบุผิวที่คอ
และหลอดลมทำให้ถลอกและเกิดอาการไอได้ กรณีที่เป็นการติดเชื้อไวรัส การจะป้องกันไม่ให้โรคลุกลามมาก
อยู่ที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายเอง ดังนั้นถ้าลูกเป็นหวัดก็ควรจะให้พักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำอุ่นให้มากขึ้น และใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่น
เพื่อไม่ให้อุณหภูมิของร่างกายเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป ซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงได้
12. ลูกเป็นไข้หวัดพาไปหาหมอ หมอบอกว่าลูกเป็นหวัดและมีจมูกอักเสบด้วย
ไม่ทราบว่าจมูกอักเสบเกิดจากอะไรคะ และจะสังเกตอาการว่าลูกเป็นจมูกอักเสบได้อย่างไรบ้าง
สุกัญญา / กรุงเทพฯ
ในกรณีที่เป็นหวัด ตามปกติแล้ว หมายถึงการอักเสบของทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส
จมูกอักเสบที่คุณหมอบอกคงหมายถึงจมูกอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนของหวัดจะแยกจากกันได้ก็คือ
หวัดจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกใส ในช่วงแรก หลังจากนั้น 2-3 วัน อาการก็ควรจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าอาการแย่ลง
น้ำมูกมากขึ้นเปลี่ยนเป็นสีเขียวเหลือง คัดจมูกมากขึ้น มีไข้ขึ้นสูง ก็อาจจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนแล้วค่ะ
(update 27 สิงหาคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 252 มกราคม 2547 ]
|