โรคซีด ภัยเงียบ ที่คาดไม่ถึง


หากลูกมีอาการเหนื่อยง่าย เซื่องซึม ผิวขาวซีด คุณพ่อคุณแม่อย่าชะล่าใจไปนะคะ เพราะอาการซีดของลูกอาจเป็นสภาวะที่รุนแรงของอีกหลายโรค โดยปัจจุบันมีเด็กไทยต้องเผชิญกับภาวะโรคซีดหลายล้านคน เป็นภัยเงียบที่บั่นทอนสุขภาพของเด็กๆ อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เพื่อเรียนรู้และหาวิธีป้องกันโรคซีดได้อย่างเหมาะสม น.พ.สุรเดช หงส์อิง กุมารแพทย์จากรามาธิบดี มีข้อมูลเรื่องนี้มาบอกกันค่ะ

ตามปกติแล้วร่างกายของคนเรามีเลือดเป็นส่วนประกอบสำคัญ โดยมีไขกระดูกเป็นตัวสร้างเม็ดเลือด 3 ชนิด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ซึ่งจะหล่อเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายให้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าวันหนึ่งอยู่ดีๆ เม็ดเลือดแดงเกิดลดจำนวนหรืออ่อนแอลง ก็จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ เหนื่อยง่าย ผิวหนังซีดเซียว หรือเรียกว่าอาการโรคซีด ซึ่งเป็นสภาวะของหลายโรคที่เกิดขึ้นกับทุกวัย และถ้าเกิดขึ้นในเด็กแล้วรักษาไม่ทันท่วงทีก็หมายถึงว่า เราต้องเสียบุคลากรที่มีคุณภาพในอนาคตไปอย่าน่าเสียดายครับ


เมื่อหนูซีดเซียว

โรคซีดสามารถเกิดในเด็กได้พอๆ กับผู้ใหญ่ สาเหตุหลักมาจากเม็ดเลือดแดงไม่สมบูรณ์ เนื่องมาจากพันธุกรรมหรือการขาดสารอาหารที่เหมาะสม ก่อนอื่นเราลองมาทำความรู้จักกับกลุ่มอาการ ที่สอดคล้องกับภาวะซีดกันก่อนดีกว่า เพื่อค้นหาดูว่าอาการซีดของเด็กนั้น มีสาเหตุมาจากโรคอะไรกันบ้าง

1. โรคซีดที่เกิดขึ้นเพราะ เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ประกอบด้วย
  • โรคทาลัสซีเมีย เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เด็กที่มีอาการนี้ต้องให้เลือดบ่อย เพราะเม็ดเลือดแดงจะแตกตัวตลอดเวลา เนื่องจากเฮโมโกลบินซึ่งเป็นส่วนประกอบของโปรตีนมีลักษณะผิดปกติ ทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย

  • เม็ดเลือดแดงถูกทำลายจากโรค G6PD โรคนี้เกิดจากเม็ดเลือดแดงขาดเอนไซม์ G6PD ซึ่งช่วยในการผลิตพลังงานให้กับเม็ดเลือดแดง เมื่อขาดจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกได้ง่าย เมื่อได้รับอาหาร ยาบางประเภท หรือมีไข้สูง โรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ จะพบอาการนี้ในเด็กทุก 5 คนใน 100 คน

  • ผิวของเซลล์เม็ดเลือดแดงผิดปกติ (Hereditary Spherocytosis) จากเดิมเซลล์เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างกลมๆ คล้ายขนมโดนัต เพื่อผิดปกติจะมีรูปร่างบิดเบี้ยว เม็ดเล็กลง แตกง่าย ซึ่งทำให้ความสามารถในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายลดลง

  • เม็ดเลือดแดงถูกทำลายด้วยโรคภูมิคุ้มกันตัวเอง AIHA
2. โรคซีดที่เกิดขึ้นเพราะ เม็ดเลือดแดงสร้างไม่ดีเกิดจาก
  • ไขกระดูก ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดไม่ทำงาน เพราะฝ่อหรือถูกทำลายจากเซลล์มะเร็ง
  • เม็ดเลือดแดงขาด “ธาตุเหล็ก” ตัวประกอบสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดเมื่อขาดธาตุเหล็กมากๆ จะมีผลต่อพัฒนาการและเชาวน์ปัญญาของเด็ก

สังเกตอาการ

หากคุณพ่อคุณแม่กังวลใจว่าลูกจะเป็นโรคซีดหรือไม่ ลองสังเกตอาการของลูกได้ง่ายๆ โดย
  • คุณแม่สำรวจตัวเองก่อนว่าระหว่างตั้งครรภ์ได้รับธาตุเหล็กเพียงพอหรือยัง
  • มีญาติพี่น้องหรือคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคทาลัสซีเมียหรือไม่
  • เวลาลูกวิ่งเล่นแล้วเหนื่อยง่าย วิ่งเล่นซนไม่ได้นาน
  • สังเกตผิวหนังของลูกว่ามีสีซีดลงเรื่อยๆ หรือไม่
  • หากลูกมีผิวขาวให้สังเกตเยื่อบุริมฝีปากหรือเยื่อบุตาว่าจากที่เคยมีสีแดงสดนั้นซีดลงหรือไม่
  • ลูกมีอาการเซื่องซึม เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น
  • ลูกไม่ค่อยกินอาหารที่เป็นประโยชน์ ชอบกินแต่ขนมจุกจิก
  • ลูกมีอาการของโรคพยาธิปากขอ ซึ่งดูดเลือดจากบริเวณลำไส้
หากเด็กมีอาการคล้ายคลึงกับกลุ่มอาการข้างต้น ควรพาไปพบกุมารแพทย์ทันที เพื่อค้นหาสาเหตุและทำการรักษาให้ทันท่วงที ซึ่งคุณหมออาจตรวจสอบให้แน่ใจโดยการเจาะเลือดอีกครั้ง


ป้องกัน...สำคัญกว่ารักษา

เนื่องจากโรคซีด มีสาเหตุจากพันธุกรรมและภาวะทุพโภชนาการ การรักษาจึงเน้นไปที่การป้องกัน และแก้ไขปัญหาตั้งแต่ระยะแรกเริ่มมากกว่าการใช้ยา
  • โรคซีดทางพันธุกรรม เช่น ทาลัสซีเมีย ป้องกันได้โดยหากสามีภรรยาคนใดคนหนึ่งเป็นพาหะของโรคทาลัสซีเมีย ไม่ควรมีลูกด้วยกัน เพราะลูกจะมีสิทธิ์เป็นทาลัสซีเมียสูง

  • เด็กที่อยู่ในวัยที่กำลังเจริญเติบโตต้องการธาตุเหล็กมากเป็นพิเศษ คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องเตรียมอาหาร ที่เหมาะสมให้กับลูกได้แก่ อาหารปรุงจากสัตว์เนื้อแดง ผักใบเขียว เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ เป็นต้น

  • รับประทานอาหารที่มีวิตามินสูง ได้แก่ มะละกอ กล้วย ส้ม หรือ สับปะรด เป็นต้น -หากพบว่าลูกขาดธาตุเหล็ก ควรงดอาหารที่ลดการดูดซึมธาตุเหล็ก เช่น น้ำชา กาแฟ ใบเมี่ยง

  • สำหรับแม่ตั้งครรภ์และหญิงที่กำลังให้นมบุตร ร่างกายจะต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น ควรกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง รวมทั้งควรกินวิตามินธาตุเหล็กที่แพทย์ให้เป็นประจำสม่ำเสมอ

  • การใช้ยารักษาโรคขาดธาตุเหล็กนั้น คุณหมอจะใช้ในกรณีที่เด็กขาดธาตุเหล็กปริมาณมากจริงๆ เท่านั้น เพราะธาตุเหล็กจากอาหารจะสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่ายา อีกทั้งยังไม่มีผลข้างเคียง เพราะยาเม็ดอาจทำให้ปวดท้อง ทั้งวิตามินธาตุเหล็กยังมีกลิ่นรุนแรง ดังนั้น การกินอาหารจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

เรื่องต้องรู้ !! เมื่อโรคซีดเหล่านี้มาเยือน

ปัจจุบันอาการซีดจากโรคทาลัสซีเมียและการขาดธาตุเหล็ก เป็นโรคที่เกิดในเด็กมากที่สุด คุณพ่อคุณแม่ลองศึกษากลุ่มอาการต่อไปนี้ดูสักนิด เพราะหากเกิดโรคนี้กับลูกของคุณจะได้เตรียมรับมือได้ทันท่วงที

”ทาลัสซีเมีย” คุณแม่ช่วยหนูได้
โรคเลือดจางทาลัสซีเมียเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือหลังคลอดไม่นาน หรือเมื่อเด็กโตขึ้นจะเจ็บป่วยง่ายกว่าคนปกติ เจริญเติบโตไม่สมวัย และอาจมีปมด้อยเนื่องจากหน้าตาแปลกไปจากคนปกติได้ ในขณะที่ประเทศไทยมีคนเป็นพาหะของโรคทาลัสซีเมียนับล้านคน

”ขาดธาตุเหล็ก” กินช่วยกันโรค
มีงานวิจัยพบว่าเด็กไทยตกอยู่ในภาวะขาดธาตุเหล็กประมาณร้อยละ 10-20% สาเหตุเกิดจากภาวะทุพโภชนาการ กินอาหารไม่เหมาะสม ตั้งแต่แม่ท้องจนเด็กเติบโต โดยธาตุเหล็กนั้นเป็นสารอาหารสำคัญต่อการพัฒนาตนสมอง และสติปัญญา หากขาดอาจทำให้สมาธิและการเรียนรู้ของเด็กลดลง ภูมิต้านทานโรคต่ำ ถ้าขาดธาตุเหล็กจนซีดมากๆ อาจทำให้หัวใจวายตายได้ วิธีการป้องกันคือเด็กต้องได้รับสารอาหารธาตุเหล็กที่เหมาะสมตั้งแต่เป็นทารกในท้องแม่ และแม่ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นหลัก เมื่อเด็กโตควรได้รับอาหารมื้อหลัก 3 มื้อที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบ 5 หมู่

โรคซีดสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับลูกอันเป็นที่รักของคุณพ่อคุณแม่ได้ครับ เพียงถ้าพ่อแม่ดูแลเอาใจใส่ทั้งด้านอาหาร โภชนาการ และวางแผนการตั้งครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ แม้บางโรคจะรักษาไม่หายขาด แต่ลูกก็จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข


(update 19 สิงหาคม 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 99 มกราคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600