ตอนสาวๆ ก็ยังไม่เดือดร้อนใจกับคำว่ากระดูกพรุนเท่าไหร่ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว
แต่จริงๆ แล้วไม่ไกลตัวเลยค่ะ เพราะถ้าจะต้องการให้กระดูกแข็งแรงดีแล้วละก็ต้องสะสมแคลเซียมไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
เหมือนอยากสบายตอนแก่ก็ต้องเก็บเงินเก็บทองไว้ตั้งแต่ยังสาวมีเรี่ยวมีแรง
มาเริ่มต้นเก็บเอาตอนหงำเหงือกแล้วเรี่ยวแรงที่ไหนจะมีคะ
การที่ โรคกระดูกพรุน ถามหาก็คือ การที่เนื้อกระดูกลดลงไป ทำให้กระดูกบางลง
ล้มนิดล้มหน่อยก็หักซะแล้ว ร่างกายของเราจะสะสมกระดูกเพิ่มขึ้นมากที่สุดก็ในวัย 30 กว่าๆ ค่ะ
หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ ทีนี้ผู้หญิงเรา
เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนเนื้อกระดูกก็จะลดลงเร็วจนน่าใจหาย
ซึ่งสาเหตุอาจมาจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน
และถ้ามีปัจจัยอื่นมาช่วยเร่งก็จะมีโอกาสกระดูกพรุนได้มากกว่าคนอื่นค่ะ
เราอาจจะไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นโรคกระดูกพรุนจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุกระดูกหัก
คุณหมอตรวจแล้วนั่นแหละจึงบอกเราว่านอกจากกระดูกหัก แล้วก็ยังเป็นโรคกระดูกพรุนแถมด้วย
กระดูกบริเวณที่มักจะหักบ่อยๆ เช่น กระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก และกระดูกสันหลัง
อาจจะไม่ต้องรอให้กระดูกหักก่อนแล้วค่อยไปหาหมอก็ได้ค่ะ ถ้าสงสัยก็ให้ไปตรวจไว้ก่อน
คุณหมออาจจะตรวจด้วยการเอกซเรย์ วัดด้วยคลื่นเสียง วัดความหนาแน่นของกระดูก
หรือตรวจปัสสาวะ ตรวจสารเคมีในเลือดด้วย
คุณมีสิทธิ์กระดูกพรุนถ้า
- ทำงานนั่งโต๊ะทั้งวี่ทั้งวัน กินข้าวกลางวันก็ไม่ต้องใช้แรง เดินไปไหนอยู่ในอาคารของสำนักงานอีก
ไม่ได้ออกกำลังขาเลย เมื่อร่างกายเห็นว่าคุณไม่ค่อยจะต้องใช้ก็เลยไม่สะสมไว้ให้
- ออกจากบ้านแต่มืดกลับบ้านเอาตอนค่ำๆ อยู่แต่ในอาคารไม่มีโอกาสได้รับแสงแดดตอนเช้าๆ
หรือตอนเย็นเลยก็ขาดโอกาสที่จะรับวิตามินดีฟรีๆ ไปเสริมสร้างกระดูกอีก
- เป็นนางสิงห์อมควันหรือเจ้าแม่คอทองแดง
- ร่างกายขาดแคลเซียมหรือแมกนีเซียม
- ชอบกินเนื้อสัตว์มากไป ก็จะทำให้เกิดภาวะเป็นกรดในเลือด
ร่างกายจึงต้องดึงแคลเซียมออกจากกระดูกไปใช้มากขึ้น
- กินอาหารรสเค็มจัด ไม่ค่อยกินอาหารที่มีแคลเซียม
- กินยาบางชนิดเป็นประจำ เช่น พวกไทรอยด์ฮอร์โมน ยากันชักบางชนิด
ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียม ยาขับปัสสาวะ หรือยาในกลุ่มกลูโคคอติคอยด์
- มีใครในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน
- ไม่ได้ออกกำลังกายในแบบที่ร่างกายไม่ได้ใช้แรงในการแบกรับน้ำหนักตัว
เช่น ยกน้ำหนัก วิ่ง หรือเดิน
- ผอม เพราะคนผอมจะไม่มีไขมันที่สามารถเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนได้
เมื่อร่างกายต้องการอย่างคนอ้วน
- เป็นโรคบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคขาดวิตามินดี โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคมะเร็งบางชนิด
กระดูกพรุนป้องกันได้
ถ้าเรากินแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัม ก็จะช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้
ผู้หญิงต้องการประมาณ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ถ้าถึงวัยหมดประจำเดือนก็จะต้องการประมาณ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องซื้อแคลเซียมเม็ดๆ มากินกันทุกวัน เพราะมันแพง
แล้วการกินจากอาหารที่หลากหลายก็จะได้ประโยชน์มากกว่า
แคลเซียมมีอยู่มากในอาหารหลายชนิดให้เราเลือกกินนอกเหนือไปจากนม และน้ำซุปต้มกระดูก
นอกจากจะต้องได้รับแคลเซียมมากเพียงพอแล้ว ต้องออกกำลังกายเพื่อให้เกิดการสร้างเสริมกระดูกด้วย
ถ้ากินแคลเซียมเฉยๆ ไม่ออกกำลังกายก็ไม่ได้นำไปใช้เลยก็จะไม่เกิดการสะสม
ซึ่งถ้าสะสมไว้ตั้งแต่อายุยังน้อยก็จะได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่าจะมาสะสมเอาเมื่อบ่ายแก่ๆ
แต่ยังไงก็ต้องสะสมไว้ละค่ะดีกว่าไม่มีเลย ควรออกกำลังกายแบบมีน้ำหนักกดลงบนกระดูก
เพื่อกระตุ้นให้แคลเซียมซึมกลับเข้ากระดูกทำให้กระดูกหนาขึ้น ถึงจะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้
เช่น การเดิน บริหารร่างกายด้วยมือเปล่าหรือยกน้ำหนัก การรำมวยจีน ขี่จักรยาน กระโดดเชือก
วิ่งเหยาะ เต้นรำ เต้นแอโรบิก
อาหารอุดมแคลเซียม
มีอาหารหลายชนิดทั้งในผักและเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่มีแคลเซียมอยู่มากมายทีเดียวค่ะ
- งา อาจจะไม่ได้โด่งดังเท่ากับนม แต่งาอบมีแคลเซียมสูงกว่านมถึง 10 เท่า
และสูงกว่าพืชผักทั่วไปถึง 40 เท่า เพราะงาอบมีทั้งแคลเซียม โปรตีน เหล็ก ไอโอดีน และฟอสฟอรัส
ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญ ในการสร้างกระดูก
- เต้าหู้ มีทั้งโปรตีน และแคลเซียมสูงแล้วยังดูดซึมทางลำไส้ได้ดี
- เนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น ปลาทูนึ่ง ปลาหมอ ปลาแห้งตัวเล็กๆ หอยแครง หอยขม
กุ้งแห้ง กุ้งฝอย ปูม้า ปลาซาร์ดีนกระป๋อง จะมีแคลเซียมราว 50 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
- ผัก หลายชนิดที่มีแคลเซียมไม่น้อยกว่า 50 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
เช่น ผักบุ้งจีน ใบกะเพราะขาว ยอดแค ยอดกระถิน ผักกระเฉด ใบยอ ส่วนใบชะพูล
ผักโขมน้อย มะเขือพวง ก็มีแคลเซียมอยู่มากเช่นกัน แต่ถ้ามุ่งเน้นกินมากไป
ก็จะมีสารที่นำแคลเซียมออกจากร่างกายไปด้วยเมื่อมีการขับถ่าย
- มีผักที่อุดมด้วยแคลเซียมอีกหลายชนิด เช่น ผักโขมจีน คะน้า กวางตุ้ง ตำลึง
บัวบก ขี้เหล็ก สะเดา ถั่วพู
ท่วงท่าถนอมกระดูก
สำหรับคนที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่เป็น แต่ก็ควรดูแลกระดูกให้ดี
เพราะฉะนั้นท่วงท่าการลุกนั่งของเราจะช่วยป้องกันกระดูกหักได้ค่ะ ฝึกไว้เมื่อถึงวัยก็จะได้สบายตัวค่ะ
ท่วงท่าของเราในชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้องจะทำให้กระดูกสันหลังทรุดตัวเร็ว
- ท่านั่ง นั่งหลังตรงพิงพนักเก้าอี้ นั่งเต็มเก้าอี้ และเท้าวางบนพื้นเต็มเท้า
- ท่ายกของ ย่อตัวลง หลังตรง ลุกขึ้นด้วยแรงขา ยกของอุ้มชิดกับตัว
- ท่าขับรถ เลื่อนที่นั่งใกล้พวงมาลัย เวลาเหยียบครัชเข่าจะสูงกว่าสะโพก
และควรมีหมอนรองหลังให้แอ่นเล็กน้อย
- ท่านั่งทำงาน นั่งหลังตรงมีหมอนรองรับ โต๊ะไม่ควรอยู่ต่ำมากเกินไปจนต้องก้มคอลงไป
- ท่ายืน ไม่ควรยืนหลังงอ เวลายืนนานๆ ควรมีที่รองเท้า เช่น เก้าอี้เตี้ยๆ สูงกว่าพื้นเล็กน้อย
เพื่อยกเท้าวางสลับ เช่น ล้างจานหรือแปรงฟัน
- ท่าไอหรือจาม ใช้มือหนึ่งกดหลังไว้ ให้หลังตรงหรือแอ่นเวลาไอจาม อย่าก้มหลัง
- ท่าเดิน เดินตัวตรง เก็บคาง แบบอกผายไหล่ผึ่งหลังตึง
ไม่สวมรองเท้าส้นสูงมาเกิน 1 นิ้วครึ่งหรือ 2 นิ้ว
- ท่านอน ให้นอนตะแคง เข่างอ หลังจะตรงซึ่งเป็นท่านอนที่เหมาะสม
หรือถ้าจะนอนหงายก็ควรมีหมอนรองใต้โคนขา เพื่อเข่าและสะโพกงอ หลังจะได้ตรงเช่นกันค่ะ
แต่ก็ไม่ควรนอนคว่ำถึงแม้ดูเหมือนว่าหลังจะตรงดีแต่จะทำให้ปวดเอวไม่เหมาะสมค่ะ
- ท่าลุกจากที่นอน นั่งข้างเตียงห้อยขาแล้วใช้มือยันที่นอนไว้ ค่อยๆ ตะแคงตัวลงนอน
เวลาเหนื่อยหมดแรงก็อย่าทิ้งตัวโครมลงนอนแผ่สองสลึง เวลาลุกถ้านอนหงายอยู่ก็ให้งอเข่าขึ้นก่อน
ตะแคงตัว ใช้มือยันตัวขึ้นตอนห้อยขาลงจากเตียง แล้วค่อยนั่งตัวตรงอย่ารีบผลุนผลัน
เด้งจากเตียงเวลาได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก ไม่ดีต่อหลังของคุณแน่ๆ ค่ะ
อย่าลืมนะคะ กระดูกพรุนไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยค่ะ
(update 21 เมษายน 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 95 กุมภาพันธ์ 2547 ]
|