หลังผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชากรมีความสุขที่สงครามยุติ
เริ่มที่จะมีการผลิตลูกหลานออกมามากขึ้น เราเรียกช่วงเวลานั้นว่า ช่วง Baby Boom
เเละเรียกประชากรที่เกิดในช่วงนี้ว่า Baby Boomer จนกระทั่งราวปี พ.ศ.2480-2500
คนทั่วโลกเริ่มตระหนักว่า จำเป็นต้องคุมกำเนิด มีการคิดค้นถุงยางอนามัยเเละวิธีการคุมกำเนิดใหม่ๆ ตามมา
อัตราการเกิดของประชากรจึงเริ่มลดน้อยลง
ประชากรกลุ่ม Baby Boomer ในปัจจุบัน ก็คือ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย
เเละพ่อเเม่ของพวกเราไงครับ คนกลุ่มนี้เป็นคนส่วนใหญ่ของประชากรโลก
มีความต้องการการดูเเลรักษาสุขภาพให้เเข็งเเรงและดูดีอยู่เสมอ
เนื่องจากวิทยาการการดูเเลรักษาสุขภาพดีขึ้นมาก มีอาหารบำรุงร่างกายมากมาย
จึงทำให้คนเราในปัจจุบันมีหน้าตาที่ดูอ่อนกว่าวัย เเละอายุเฉลี่ยยืนยาวมากขึ้น
เมื่อประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น โรคส่วนใหญ่ที่เเพทย์ต้องต่อกรจึงไม่ได้มาจากเชื้อโรคอีกต่อไปเเล้วครับ
เเต่กลับเป็นโรคที่มาจากความเสื่อมของร่างกาย ฝรั่งเขาเรียกว่า Degenerative Disease
หนึ่งในนั้นที่คนไทยเป็นกันมาก เรียกว่าเกือบทุกครอบครัวจะต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 1 คน
ที่มีอาการจากโรคนี้ไม่มากก็น้อย คือ โรคข้อเข่าเสื่อม
โรคนี้เริ่มจากที่ข้อเข่าของเราจะเเคบลง (ปกติข้อเข่าของเราจะกว้างประมาณ 0.5-1 ซม.)
มีอาการปวดบวมและร้อนที่เข่าเป็นครั้งคราว เเต่จะไม่ปวดหรือร้อนมากเหมือนโรคเกาต์นะครับ
เข่าที่เราเคยงอได้สุด ก็เริ่มงอไม่สุด นั่งยองๆ ไม่ได้ บางคนนั่งอยู่ในรถนานๆ
พอจะลุกเดินต้องยืนตรงสักพักก่อนถึงจะก้าวขาออกไปได้ เรียกว่าจะลุกเเล้วเดินทันทีไม่ได้เลยครับ
เมื่อเป็นมากขึ้นเข่าก็จะโค้งงอ โก่งเหมือนคันศรสองอันชนกัน เดินนานไม่ได้
สุดท้ายเมื่อปวดมากๆ ก็เดินไม่ไหว ต้องนั่งรถเข็น
การรักษาโดยทั่วไปในสมัยก่อน คือ เมื่อไปพบเเพทย์เราก็จะได้ยาลดอาการอักเสบ
ลดอาการปวดและการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม จนกระทั่ง 3-5 ปี ที่ผ่านมานี้
เเพทย์พยายามค้นหาวิธีใหม่ๆ ที่จะมารักษาโรคข้อเข่าเสื่อม
ทำให้สามารถชะลอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม หรือลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดลงได้
วิธีการรักษาที่คิดค้นเพื่อมาชะลอหรือทดแทนการผ่าตัด ได้แก่
1. Counseling คือ การนั่งคุยกันถึงสาเหตุเเละปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคในชีวิตประจำวัน
กับคนไข้และญาติที่ต้องดูเเลผู้ป่วย เป็นวิธีที่จะค้นหาต้นเหตุที่เเท้จริง
เนื่องจากสาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อมนั้น มีหลายสาเหตุประกอบกัน
หากการให้เวลาในส่วนนี้น้อยเกินไป เวลาผู้ป่วยมาหาเเพทย์มักจะได้เเต่ยาเเก้ปวด
หรือเเก้อักเสบกลับบ้าน วิธีนี้จะทำให้คนไข้ที่มีปัญหาเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
เเนวทางใหม่ในการรักษาจึงต้องใส่ใจในรายละเอียดในชีวิตประจำวันต่างๆ ของคนไข้
เเละต้องอาศัยความร่วมมือของคนไข้เเละญาติ ต้องอาศัยความเข้าใจ
เเละต้องให้เวลาพูดคุยกันหน่อยนะครับ
2. ยาตัวใหม่ๆ ที่สามารถลดการสลายตัวของแคลเซียมออกจากกระดูก
ในช่วงอายุน้อยๆ ก่อน 30 ปี ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมเข้าไปสะสมที่กระดูกได้ดี
เหมือนเราเอาเงินไปฝากธนาคารครับ ฝากมากกว่าถอน สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ
ใครจะมีมากกว่ากันขึ้นอยู่กับวัยเด็ก ใครกินอาหารที่มีแคลเซียมสม่ำเสมอมากกว่ากัน
เเต่หลังจากอายุ 30 ปี ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมน้อยลงมากๆ เรียกได้ว่าเเทบจะไม่ดูดซึมเลย
เเถมร่างกายต้องสลายแคลเซียมออกจากกระดูกวันละ 1000-1500 มิลลิกรัม
เพื่อไปใช้ในขบวนการต่างๆ ของร่างกาย เหมือนถอนเงินจากธนาคารมากกว่าฝากทุกวัน
ไม่นานก็หมด เเละจะมากขึ้นเป็นทวีคูณในเพศหญิงที่หมดประจำเดือน เเต่ในช่วง 5-6 ปี มานี้
มียาใหม่ทั้งชนิดฉีดเเละรับประทานที่จะไปลดการสลายของแคลเซียมออกจากกระดูก
การมีแคลเซียมอยู่ในกระดูกเราทำให้หัวเข่าเเข็งเเรงมากขึ้นครับ เหมือนไม้เนื้อเเน่น
โอกาสเป็นข้อเข่าเสื่อมก็ช้าลง
3. น้ำเข่าเทียม ปกติในข้อเข่าคนเราจะมีน้ำในข้ออยู่ประมาณ 1-2 ซีซี
เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ปริมาณน้ำจะลดลงน้ำในข้อเข่ามีประโยชน์มาก
เพราะช่วยลดแรงกระแทกบริเวณผิวของกระดูกอ่อน และยังช่วยหล่อลื่นในขณะเคลื่อนไหว
ทำให้มีการทำลายผิวกระดูกอ่อนน้อยลงครับ สาเหตุหนึ่งของข้อเข่าเสื่อมที่เชื่อ
และยอมรับกันมากในปัจจุบัน คือ การทำลายของผิวกระดูกอ่อนเป็นจุดแรกเริ่มของโรคข้อเข่าเสื่อม
ในช่วง 2-3 ปีมานี้ จึงมีการผลิตน้ำเข่าเทียมที่มีคุณสมบัติเหมือนน้ำเข่าธรรมชาติออกมาหลายชนิด
หลายบริษัท ผลที่ได้ก็ดีเกินคาด เช่น ในอเมริกา และแคนาดา ปีแรกที่มีการใช้ปรากฏว่า
จำนวนผู้ป่วยที่ผ่าตัดเปลี่ยนเข่าเทียมลดลงจำนวนมากในสมัยแรกใช้ฉีด
เฉพาะคนที่เป็นข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย ซึ่งผ่าตัดไม่ได้เนื่องจากโรคประจำตัว
หรือผู้ป่วยกลัวการผ่าตัดมาก แต่ในปัจจุบันเริ่มมีใช้ฉีดในผู้ป่วยระยะแรกมากขึ้น
เนื่องจากสามารถป้องกันไม่ให้โรคลุกลามเร็วขึ้น ปกป้องผิวกระดูกก่อนลามมากขึ้น
วิธีการคือ ฉีดเข้าไปในข้อต่อ 1 เข็มต่อสัปดาห์ ฉีดติดต่อกัน 3-5 สัปดาห์ ข้อเสียมีอยู่เหมือนกันคือ
ราคาต่อเข็มยังค่อนข้างแพงอยู่
4. ยาบำรุงผิวกระดูกอ่อน ถ้าแคลเซียมคือ ยาบำรุงกระดูกธรรมดา
สาร Glucosamine และ Condroittin ก็คือยาบำรุงผิวกระดูกอ่อน ในช่วง 1-2 ปีมานี้
มีการเปรียบเทียบในกลุ่มคนที่กินยาบำรุงกระดูกอ่อนเป็นประจำ พบว่าข้อเข่าแคบลงน้อยกว่าคนทั่วไปมาก
ในต่างประเทศยากลุ่มนี้ถือว่าเป็นยาที่ไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งยาของแพทย์
จัดอยู่ในหมวดของอาหารเสริม (food supplement) ซื้อรับประทานเองได้ตามร้านขายยาทั่วไป
แต่ก็ต้องเลือกดูในส่วนผสมต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน ข้อเสียก็เหมือนเดิมครับ ราคาสูงอยู่
5. การส่องกล้องเข้าในเข่าเพื่อล้างข้อเข่า (Arthroscopic Surgery)
ข้อเข่าที่เสื่อมและอักเสบมาเป็นระยะเวลานาน ผิวกระดูกจะไม่เรียบ มีเศษกระดูกอ่อน
และกระดูกงอกอยู่ภายใน มีสารอักเสบปนอยู่ในน้ำข้อเข่ามาก
ในสมัยก่อนมีการผ่าตัดเปิดข้อเข่าเพียงแค่จะล้างหัวเข่าเอาสิ่งที่ว่าออก
เเต่เมื่อวิทยาการการส่องกล้องที่หัวเข่าก้าวหน้ามากขึ้น เดี๋ยวนี้แค่มีแผลเป็นรูเล็กๆ เหมือนฉีดยา
เราก็สามารถล้างข้อเข่าที่อักเสบ เอาสารที่อักเสบออกไปได้ ในต่างประเทศสามารถส่องเข่า
โดยไม่ต้องนอนค้างที่โรงพยาบาลเลย เรียกว่า เหมือนเดินเข้าร้านตัดผม เสร็จแล้วก็กลับบ้าน
ถ้าเราไม่ได้แก้ไขปัจจัยก่อโรค ไม่ได้แก้ไขต้นเหตุของโรค พอครบปีก็อาจจะมีอาการปวดเข่าขึ้นมาใหม่
ก็ต้องเจ็บตัวเล็กน้อยมาล้างข้อเข่ากันใหม่
6. การบริหารกล้ามเนื้อรอบหัวเข่า ในสมัยก่อนเราไม่มีความรู้เรื่องของการบริหารหัวเข่ามากนัก
ส่วนใหญ่ก็เลียนแบบต่างประเทศเขา พอเขานิยมให้วิ่งออกกำลังกายก็มีคนไทยไปวิ่งออกกำลังกายกันมาก
เเต่เวลาคนไข้ไปวิ่งหรือไปขี่จักรยานมาก็มักจะปวดหัวเข่า เนื่องจากคนไทยเป็นคนที่มีกล้ามเนื้อน้อย
โดยเฉพาะคนที่ค่อนข้างจะมีอายุหน่อย กล้ามเนื้อรอบหัวเข่าจะลีบมาก
เวลาเดินหรือวิ่งกระดูกจะเป็นส่วนที่รับแรงกระเเทก ไม่มีกล้ามเนื้อช่วยผ่อนแรง
ทำให้กระตุ้นข้อเข่าให้อักเสบและเสื่อมตามมา วิธีการบริหารเเนวใหม่สำหรับกล้ามเนื้อรอบหัวเข่า
ที่ใช้ได้ทุกช่วงอายุของคนทั่วไป เราเรียกวิธีการบริหารแบบนี้ว่า Muscle Training Exercise
ช่วยคนไข้ส่วนใหญ่ให้เดินได้ไกล และนานขึ้น สามารถฟื้นฟูสมรรถภาพของหัวเข่าเร็วกว่าวิธีบริหารเเบบอื่น
ทั้งหมดข้างต้นนี้ เป็นวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ทำให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม
มีทางเลือกในการรักษามากขึ้น โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคเรื้อรัง และพบได้มากในผู้สูงอายุ
การดูแล และป้องกันที่ดีที่สุดคือ การปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ
แพทย์จะสามารถแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้ดีที่สุดครับ
(update 17 พฤษภาคม 2004)
[ ที่มา...
กรุงเทพวันอาทิตย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 5770 วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2547 ]
|