โรคแพนิค เมื่อจิตหวาดหวั่นถึงความตาย


คุณเคยสัมผัสกับ "ความตาย" ใกล้ชิดขนาดไหน ? ถ้าวันหนึ่งคุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหมดลมหายใจ มีหรือที่จะปล่อยให้ตัวเองต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร…

นี่คือความหวาดหวั่นของผู้ที่มีอาการของโรคแพนิค (Panic Disorder) หรือที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า โรคตื่นตระหนก อาการเด่นของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้คือ ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าใจสั่น หัวใจเต้นแรง อึดอัด แน่หน้าอก หายใจไม่ทัน ขาสั่น มือสั่น มือเย็น บางคนจะมีอาการวิงเวียนศีรษะท้องไส้ปั่นป่วน หรือกลัวว่าตัวเองกำลังบ้าหรือเสียสติ ในขณะที่มีอาการ ผู้ป่วยมักจะรู้สึกกลัวว่าตัวเองกำลังจะตาย

ด้วยความกลัวตายนี่เองจึงทำให้ผู้ป่วยต้องรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว แต่เมื่อแพทย์ห้องฉุกเฉินทำการตรวจก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ และมักได้รับการสรุปว่า เป็นอาการเครียดหรือคิดมาก ซึ่งผู้ป่วยมักปฏิเสธว่าไม่ได้เครียด และเมื่อเกิดอาการกำเริบขึ้นอีกครั้ง ก็จะเปลี่ยนไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น และได้คำตอบจากแพทย์แบบเดียวกัน

อาการของโรคนี้จะเกิดซ้ำๆ และเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ไม่มีเหตุหรือสัญญาณเตือนล่วงหน้า อาการต่างๆ มักเกิดขึ้นทันทีและค่อยๆ รุนแรงขึ้น จนเต็มที่ประมาณ 10 นาที แล้วค่อยๆ ทุเลาลง อาการมักจะหายหรือเกือบหายในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากอาการแพนิคหาย ผู้ป่วยมักจะอ่อนเพลีย และในช่วงที่ไม่มีอาการผู้ป่วยก็จะกังวลว่าอาจเป็นซ้ำอีก

ที่มาของอาการตื่นตระหนก

มีการวิจัยพบว่าผู้ป่วยมักมีฮอร์โมนที่ชื่อว่า อะดรีนาลิน (Adrenalin) ซึ่งผลิตจากต่อมหมวกไตสูง แต่มีเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นผลผลิตจากสมองต่ำ ซึ่งกรรมพันธุ์ก็มีส่วนทำให้เกิดโรคนี้ได้

นอกจากนี้อาจมีสาเหตุทางจิตใจ ที่ในวัยเด็กถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง หรือถูกส่งไปให้บุคคลอื่นเลี้ยงดู พ่อแม่หย่าขาดจากกัน หรือเสียชีวิตเมื่อโตขึ้นจะมีบุคลิกภาพเป็นแบบพึ่งพิง (Dependent Personality) ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง มักหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวหรืออาจมีอันตราย สำหรับสาเหตุจากสังคมและสิ่งแวดล้อม เกิดจากตนเองมีสถานภาพทางสังคมต่ำ ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมและผู้คนที่ก่อให้เกิดความเครียดได้ง่าย

วิธีการรักษา

แม้ว่าอาการต่างๆ จะเกิดขึ้นเองและจะหายไปเองได้ แต่ทางที่ดีควรจะมาพบแพทย์ เพราะถ้ามีอาการเกิดขึ้นบ่อยๆ จะทำให้ผู้ป่วยคิดว่าตัวเองจะต้องเป็นโรคอะไรสักอย่าง อาจมีอันตรายต่อสภาพจิตได้ เพราะอาจควบคุมจิตใจของตนเองไม่ได้ แพทย์มีวิธีการรักษาหลายวิธีร่วมกัน คือ
1. ใช้ยา ยาที่ใช้รักษาโรคนี้จะมี 2 กลุ่มคือ
ยาแก้ เป็นยาที่ออกฤทธิ์เร็ว ใช้เมื่อเกิดอาการขึ้นมา คนทั่วไปรู้จักกันในนามของยา "กล่อมประสาท" หรือยา "คลายกังวล" ยาประเภทนี้มีความปลอดภัยสูง แต่ถ้ารับประทานติดต่อกันนานๆ จะเกิดการติดยาได้

ยาป้องกัน เป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้า รับยาครึ่งหนึ่งต้องรอ 2-3 สัปดาห์จึงจะเห็นผล เมื่อยาออกฤทธิ์เต็มที่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแพนิคเกิดขึ้นเลย ยากลุ่มนี้จะเป็นยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้า ยากลุ่มนี้ไม่ทำให้เกิดการติดยาและสามารถหยุดยาได้เมื่อโรคหาย ในการรักษาด้วยยาจะจ่ายยาทั้ง 2 กลุ่มในช่วงแรกๆ ถ้ายาป้องกันยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยจะยังมีอาการอยู่จึงยังต้องใช้ยาแก้อยู่ เมื่อยาป้องกันเริ่มออกฤทธิ์ ผู้ป่วยจะกินยาแก้น้อยลง แพทย์จึงจะค่อยๆ เพิ่มยาป้องกันจนผู้ป่วย "หายสนิท" แล้วให้ผู้ป่วยรับประทานยาต่อไปเป็นเวลา 8-12 เดือน หลังจากนั้นจะให้ผู้ป่วยค่อยๆ หยุดยา

2. การใช้จิตบำบัด (Psycho Therapy) จะต้องใช้ร่วมกับยาด้วยเสมอ การที่แพทย์ได้คุยกับผู้ป่วยอย่างเป็นกันเอง เพื่อรู้สภาพชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนปัจจุบัน ให้ผู้ป่วยได้มีความรู้เรื่องโรคและการรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าโรคนี้ไม่เคยทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต และสามารถรักษาให้หายหรือทำให้มีอาการดีขึ้นได้แน่ ไม่ควรวิตกกังวล หรือหมดอาลัยตายอยากในชีวิต

3. ใช้พฤติกรรมบำบัด (Behavior Therapy) ฝึกให้ผู้ป่วยรู้จักวิธีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เพื่อลดความกังวล ควบคุมระบบหายใจและทำให้จิตใจสงบ ต้องได้รับการฝึกอย่างถูกวิธี โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะ
โรคแพนิคไม่ได้มีอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตอย่างที่ผู้ป่วยเข้าใจ และอาการต่างๆ เหล่านั้นก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าผู้ป่วยให้ความร่วมมือ และเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์….


(update 29 เมษายน 2004)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2545-มกราคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600