ความท้าทายของโลกยุคใหม่เปรียบเสมือนคลื่นลมแรงในทะเล
คนที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกับผู้เขียน อายุสักราวๆ 35 ถึง 45 ปี
อาจกล่าวได้ว่าเติบโตขึ้นมาระหว่างรอยต่อของโลกยุคอุตสาหกรรม (Industrial Age)
กับยุคข้อมูลข่าวสาร (Information Age) ซึ่งเป็นยุคที่สังคมไทยยังไม่ยุ่งเหยิง (จนต้องมีการจัดระเบียบใหม่)
ดังเช่นปัจจุบัน
สมัยที่คนรุ่นเราก้าวย่างจากวัยเด็กมาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ปัญหาสังคมต่างๆ ยังคงมีน้อย
สงครามโลกครั้งใหญ่ที่สุดก็จบสิ้นลงไปนานแล้ว สงครามเศรษฐกิจที่ประเทศต่างๆ
กำลังห้ำหั่นกันอยู่เช่นในปัจจุบันก็ยังไม่เกิด ความรุนแรงของปัญหาทางเศรษฐกิจก็ยังมีอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน
ครั้นพอยุคสมัยล่วงเลยมาถึงนุ่นลูกของเรา ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงบนโลกใบนี้
ทั้งในเชิงบวก (อาทิ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี) และเชิงลบ (อาทิ การเอารัดเอาเปรียบกันในสังคมโลก)
ซึ่งผู้เขียนขอเรียกรวมๆ กันว่าเป็น ความท้าทายของโลกยุคใหม่
ความท้าทายต่างๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนคลื่นลมแรงในทะเลที่ถาโถมเข้าใส่เรือทุกลำ
อย่างสุดที่จะหลีกเลี่ยงและพัดกระหน่ำเข้ามาเป็นคลื่นลูกใหญ่สามระลอกด้วยกัน
ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่ไม่มีทางหนีพ้น นอกจากจะต้องเตรียมตัวรับมือกับมัน
คลื่นลูกแรกที่เกิดขึ้นก่อนคือ การเพิ่มพูนขึ้นของเทคโนโลยี
และองค์ความรู้ใหม่ๆ อยู่ทุกวี่ทุกวัน ที่ยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
มากเสียจนผู้ที่หยุดนิ่งอยู่กับที่แทบจะถูกกวาดตกเวทีโลกไป
เทคโนโลยีล้ำสมัยเหล่านี้นอกจากจะทำให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายขึ้นแล้ว
ยังมีส่วนทำให้การใช้แรงงานมนุษย์ลดความสำคัญลงไป ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านไป
การทำงานให้กับองค์กรใหญ่ๆ ซึ่งเคยเชื่อกันว่าเป็นงานที่มั่นคงที่สุดกลับเริ่มสั่นคลอน
ตามมาด้วย คลื่นลูกที่สอง ซึ่งไหลบ่าเข้ามาเต็มตัวแล้ว
นั่นคือกระแสโลกาภิวัฒน์ที่กำลังท่วมโลก โลกในยุคข้อมูลข่าวสารเสมือนหนึ่งถูกย่อส่วนให้เล็กลง
จนกลายเป็นตลาดหนึ่งเดียว (Global Market)
ความเป็นไปต่างๆ บนพื้นโลกถูกนำมาผูกติดโยงใยเข้าไว้ด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นไกลโพ้นในซีกโลกหนึ่ง
ก่อให้เกิดผลกระทบถึงอีกซีกโลกหนึ่ง เป็นผลให้ปลาใหญ่สามารถว่ายข้ามน้ำข้ามทะเล
เข้ามากินปลาเล็กได้อย่างง่ายดาย
ตามมาติดๆ ด้วยคลื่นลูกที่สาม นั่นคือความตกต่ำทางเศรษฐกิจ
ตลอดจนคุณภาพชีวิตที่ถดถอยลง แพร่ระบาดไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก
เพียงแต่เผยระดับความรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขัน
ของแต่ละประเทศและความสามารถที่จะปรับตนเองของผู้คนแต่ละกลุ่ม
คนกลุ่มไหนที่ขาดความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ มาใส่ตัว จะยิ่งปรับตัวได้ช้า
และต้องผจญกับความยากเข็ญที่รุนแรง และยาวนาน
จบลงด้วยการกระหน่ำซ้ำเติมของหาง คลื่นลูกหลังสุด นั่นคือปรากฏการณ์ดอกเบี้ยต่ำที่เตี้ยติดดิน
และผลตอบแทนการลงทุนที่ดำดิ่งลงสู้ก้นเหว (ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดตราสาร
หรือในอสังหาริมทรัพย์) และคงไม่มีวันที่จะดีดตัวกลับชึ้นมาสู่ระดับที่เคยอู้ฟู่ เหมือนอดีตที่เพิ่งผ่านพ้นไป
หากพิจารณาตามนี้แล้วจะเห็นได้ว่า เราไม่สามารถที่จะฝากผีฝากไข้ตัวเราเองและลูกๆ
ของเราไว้กับผู้อื่นได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐ บริษัทเอกชนรวมทั้งธนาคาร
ในช่วงที่ผ่านมา เราทุกคนต่างก็ได้ยินศัพท์แสงแปลกๆ ในเชิงบริหารจัดการ
อาทิ Downsizing (การลดขนาดองค์กร) Re-engineering (การยกเครื่ององค์กร)
และ Part-time Employment (การจ้างงานไม่เต็มเวลา) ซึ่งไม่ว่าจะเอ่ยคำไหน
ก็ล้วนแต่หมายถึงความต้องการใช้แรงงานคนที่ลดลง โดยเฉพาะในตำแหน่งงานระดับกลางๆ
ซึ่งประกอบไปด้วยผู้จบการศึกษาสูงๆ หลากหลายแขนง
ในยุคต่อจากนี้ไป การส่งเสียให้บุตรหลานได้มีการศึกษาสูงๆ แล้วจบออกมาเป็นมนุษย์เงินเดือน
แต่งตัวโก้ ผูกเน็กไท นั่งทำงานในออฟฟิศหรูกลางกรุง จะกลายเป็นทางเลือกที่น่าพิสมัยน้อยลง
รายได้อันมั่นคงจากการทำงานประจำเพียงอย่างเดียวไม่น่าจะงอกเงยได้ทันใช้ในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี
และคงจะไม่เพียงพอที่จะประกันความอุ่นใจได้อีกต่อไป (หากบรรพบุรุษไม่หาเผื่อไว้ให้)
ครั้นจะหวังพึ่งเงินออมไว้ใช้ในยามเกษียณ ก็คงต้องเฉาตายเสียก่อนวัยอันควร
เนื่องจากหมดทุนทรัพย์ และไม่สามารถหาเพิ่มได้ใหม่ในวัยชรา (นอกจากจะโชคดี
มีลูกหลานยอมตัวให้เป็นที่พึ่ง)
ทางรอดเพียงทางเดียวที่ผู้เขียนอยากจะเสนอแนะแก่คนชั้นกลางทั้งหลาย
ในอันที่จะฟันฝ่ากระแสคลื่นลมแรงนี้ไปได้ก็คือ การรีบเร่งสร้างนาวาชีวิตอันแข็งแกร่งให้กับเด็กๆ
เพื่อให้ใช้เป็นพาหนะเดินทางไปให้ตลอดรอดฝั่ง บนความท้าทายของโลกยุคใหม่
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราจำเป็นต้องเสริมสร้าง ความรู้รอบด้าน ทั้งในทางศาสตร์และทางศิลป์
(ซึ่งคนไทยรุ่นเรามีอยู่อย่างกระพร่องกระแพร่ง และสู้รบปรบมือกับฝรั่งไม่ไหว) ให้แก่บุตรหลานของเรา
เพื่อให้เป็นภูมิคุ้มกันชีวิต (Life Immunity) ที่เข็มแข็ง และคงอยู่ติดตัวพวกเขาตลอดไป
เป็นที่น่าสะท้อนใจว่า ระบบการศึกษาในโรงเรียนไม่มีทางที่จะตอบสนองต่อความท้าทายนี้ได้
เนื่องจากตัวระบบอุ้ยอ้ายเทอะทะ จนเกินกว่าจะปรับตัวได้ทันยุคทันเหตุการณ์
ดังนั้น การที่จะมอบหมายให้ครูและโรงเรียน เป็นผู้อบรมบ่มนิสัยลูกหลานของเราแต่เพียงอย่างเดียว
คงไม่อาจช่วยเยียวยาสถานการณ์ได้เป็นแน่
หากแต่พ่อแม่ยุคใหม่จักต้องถือเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่ง ในอันที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยตระเตรียมบุตรหลาน
ให้พร้อมที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงข้างต้น
ท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ ผู้ที่เป็นพ่อแม่ไม่สามารถจะนิ่งดูดาย
ปล่อยให้นาวาชีวิตของลูก ล่องลอยไปตามบุญตามกรรมได้อีกต่อไป
แต่จะต้องขวนขวายหา 'ความรอบรู้พิเศษ' มาป้อนให้กับลูก
นอกเหนือจากความรู้เชิงวิชาการ ที่ลูกได้รับจากสถานศึกษา
แม้จะต้องลงทุนลงแรงเหนื่อยยากสักเท่าใด พ่อแม่ที่มีความหวังดีต่อลูกเจืออยู่ในหัวใจ
ก็จำต้องยอมแบกรับภาระอันนี้ เพื่อให้ลูกหลานของตนเติบใหญ่ขึ้นเป็นคนที่ทันโลก
ท่ามกลางกระแสเชี่ยวกรากของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี
พ่อแม่ยุคใหม่จะต้องคอยประคบประหงม สอดส่องดูแลหล่อหลอมความคิด ความเชื่อ
และความเข้าใจชีวิตที่ถูกต้องให้กับลูกๆ ด้วยความใส่ใจ เข้าอกเข้าใจ และสนอกสนใจอย่างจริงจัง
เพื่อให้พวกเขามีหลักชีวิตที่มั่นคง มีหลักธรรมประจำใจ รู้จักรับผิดชอบชั่วดี
ตลอดจนสามารถดำรงชีวิตอย่างมีสติ และมีการวางแผนชีวิตอย่างรัดกุมเป็นขั้นเป็นตอน
หากเราปล่อยปละละเลย ให้ลูกหลานของเราใช้ชีวิตแบบลอยเคว้งคว้างไปตามยถากรรม
สุดท้ายพวกเขาก็จะหนีไม่พ้นความหายนะ ต้องเดินหลงทางอยู่ท่ามกลางลมมรสุม
มีผลให้นาวาชีวิตต้องอับปางลง โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
มีคุณสมบัติอันพึงประสงค์อยู่หกประการ ที่ผู้เขียนอยากเสนอแนะให้พ่อแม่ยุคใหม่
ยึดถือเป็นแนวทางในการอบรมลูกและบ่มเพาะให้กลายเป็นอุปนิสัยดีๆ ที่คงอยู่ติดตัวพวกเขาตลอดไป
คุณสมบัติอันพึงประสงค์ทั้งหกข้อนี้ ได้แก่
เป็นผู้ที่รักการเรียนรู้ตลอดชีวิต ชอบเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
เพื่อให้ทันโลก ทันเหตุการณ์ เป็นผู้ที่รอบรู้ สามารถหยั่งรู้ถึงความเป็นไปต่างๆ ทั้งภายในตนและที่อยู่รอบๆ ตน
เข้าใจตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เป็นผู้ที่มีมุมมองชีวิตอันแหลมคม
รู้จักสังเกตแยกแยะและวางแผน มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเอง คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น
เป็นคนยืดหยุ่น ปรับตัวรับสถานการณ์ต่างๆ ทั้งดี และร้ายได้อย่างนิ่มนวล รู้จักยอมรับความล้มเหลว
รู้จักใช้ความผิดพลาดในอดีตมาเป็นครู ในขณะเดียวกัน ต้องเป็นคนที่มีหลักชีวิตที่แข็งแกร่ง
(เปรียบเหมือนเสากระโดงเรือ) ไม่โยกคลอนไปตามค่านิยมอันฟุ้งเฟ้อของสังคม ท้ายสุด
เป็นผู้ที่สามารถยืนหยัดอยู่ด้วยลำแข้งของตนเอง คิดพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก
ยอมให้ผู้อื่นมาเป็นผู้กำหนดความเป็นไปในชีวิตให้น้อยที่สุด
ผู้เขียนขอแถมท้ายด้วยคตินิยมอีกสี่ประการ ที่พ่อแม่ยุคใหม่ควรช่วยกันปลูกฝังให้กับลูกๆ
และช่วยกันสนับสนุนให้งอกงามขึ้นในสังคมไทย อันได้แก่
การดำรงชีวิตอย่างมีแบบแผน รู้จักวางแผนชีวิต และไม่ดำรงตนอยู่ในความประมาท
การสร้างครอบครัวที่อบอุ่น อบอวลไปด้วยความรัก และรู้จักแบ่งปันความรักให้ผู้อื่น การรู้จักพึ่งพาตนเอง
และรู้วิธีสร้างทรัพย์สินหรือแหล่งรายได้เอาไว้จุนเจือครอบครัว การดำเนินชีวิตอยู่อย่างพอเพียง
รู้จักประมาณตน ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ฟุ้งเฟ้อไปตามสังคม
ความในใจทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจส่วนตัวของผู้เขียน ซึ่งเป็นพ่อของลูกเล็กๆ สามคน
และมุ่งหวังที่จะเข้ามามีส่วนในอันที่จะปลูกฝังหลักการ ทัศนคติ อุปนิสัย ความเข้าใจชีวิต
และความประพฤติที่ดีงาม ให้กับลูกๆ ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเยาว์
ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะช่วยให้เด็กๆ นำพานาวาชีวิตของพวกเขาฝ่าคลื่นลมแรงไปจนถึงฝั่งโดยสวัสดิภาพ
ท่ามกลางความผันผวนปรวนแปรของโลกยุคใหม่ ที่พวกเขาต้องเผชิญโดยไม่อาจหลีกหนีพ้น!
(update 9 มิถุนายน 2004)
[ ที่มา..
life&family (kids&family) ปีที่ 8 ฉบับที่ 96 มีนาคม 2547 ]
|