การผ่าตัดลดความอ้วน


ภาวะอ้วนมากๆ (Severe หรือ Morbid obesity) เป็นภาวะเรื้อรังที่รักษายาก ถ้าคิดหวังจะใช้การจำกัดอาหารควบกับการออกกำลังกายเท่านั้น แพทย์จึงลองผิดลองถูกจากความรู้ทางสรีรวิทยาที่มีอยู่ในการออกแบบการผ่าตัดเพื่อช่วยลดน้ำหนักให้ โดยเฉพาะในคนอ้วนมาก ที่โรคภัยอื่นๆ เริ่มถามหา เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง

หลักการผ่าตัดลดความอ้วน มี 2 แนวทางคือ
1. ผ่าตัดแล้วทำให้กินมากไม่ได้เนื่องจากอิ่มเร็ว
2. ผ่าตัดแล้วระบบการย่อยอาหารเปลี่ยนไป
จะด้วยวิธีใดก็ตาม ผลการผ่าตัดที่ดีที่สุดก็ต้องตามด้วยการปรับอุปนิสัยการรับประทานอาหาร ให้ถูกสุขลักษณะและมีการออกกำลังกายเป็นประจำ

ข้อบ่งชี้ของการผ่าตัดคือ
1. ใครก็ตามที่อ้วนจนมีดัชนีมวลร่างกาย (Body Mass Index) สูงกว่า 40 หรือมีน้ำหนักสูงกว่ามาตรฐานราว 100 ปอนด์ (ราวๆ 45 กิโลกรัม) สำหรับผู้ชาย และ 80 ปอนด์ (ราว 36 กิโลกรัม) สำหรับผู้หญิง
2. คนที่มี BMI 35-40 แต่เป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจที่คุกคามชีวิต เช่น อาการหยุดหายใจขณะนอนหลับหรือโรคหัวใจจากความอ้วน
ความรู้เกี่ยวกับการผ่าตัดลดความอ้วนได้มาจากการที่ศัลยแพทย์ทางเดินอาหาร ทำการผ่าตัดรักษาคนไข้มะเร็งด้วยการตัดลำไส้หรือกระเพาะอาหารออกเป็นจำนวนมาก ทำให้ได้อาหารไม่เพียงพอหลังการผ่าตัด จึงมีน้ำหนักลดลง หลักการนี้จึงนำไปประยุกต์ใช้ในการผ่าตัดลดความอ้วนเมื่อ 40 ปีก่อนหน้านี้ โดยนำลำไส้เล็กไปทำให้ลดวงจรจนมีผลตามมาคือ กินเข้าไปเท่าไรก็ถ่ายออกหมด ข้อเสียของการผ่าตัดนี้คือร่างกายเลยขาดสารอาหารดีๆ ที่จำเป็น อีกทั้งคนไข้ยังอาจมีภาวะแทรกซ้อนจนบางรายเสียชีวิต การผ่าตัดดังกล่าวจึงเลิกใช้ไปโดยปริยาย

กระบวนการย่อยอาหารตามปกติ

(1) ปาก
(2) ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม
(3) ลำไส้เล็กช่วง Jejunum ileum
(4) ลำไส้ใหญ่
(5) หลอดอาหาร
(6) กระเพาะอาหาร
(7) ตับอ่อน
ในภาวะปกติ เมื่อเรากลืนอาหารผ่านลงไปตามหลอดอาหารสู่กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กนั้น จะมีน้ำย่อยมาช่วยย่อยอาหารให้เป็นหน่วยสารอาหารเล็กลงเพื่อดูดซึมไปใช้ประโยชน์ กระเพาะอาหารปกติสามารถยืดขนาดเพื่อรองรับอาหารและน้ำได้ถึงลิตรครึ่ง อาหารส่วนเกินที่ร่างกายไม่ต้องการก็จะผ่านเลยเข้าลำไส้ใหญ่กลายเป็นอุจจาระต่อไป


การผ่าตัดลดความอ้วนมี 2 หลักการดังกล่าวแล้ว คือ

1. ลดปริมาตรการรับอาหารของกระเพาะอาหาร (Restrictive Operations) ศัลยแพทย์จะทำให้กระเพาะอาหารมีขนาดเล็กลงโดยใช้สายรัดทำเป็นกระเปาะ กระเพาะอาหารใหม่ที่มีขนาดเล็ก รับอาหารได้เพียง 1 ออนซ์หรือ 30 ซีซี แต่จะยืดออกได้เป็น 60-90 ซีซี เมื่อเป็นเช่นนี้พอกินอาหารเข้าไปนิดเดียวก็จะอิ่ม

วิธีนี้มี 2 แบบคือ

1.1 แบบสายรัดที่ปรับเปลี่ยนได้ (Adjustable Gastric Banding หรือ AGB) โดยศัลยแพทย์จะใช้สายรัดพิเศษล้อมรอบกระเพาะอาหารส่วนต้นทำให้กระเพาะอาหาร มีกระเปาะใหม่ขนาดเล็กๆ สายรัดนี้จะใช้ฉีดน้ำเกลือเข้าไปเพื่อให้คับเข้าขยายออกก็ได้ตามต้องการ
(1) หลอดอาหาร
(2) กระเปาะกระเพาะอาหารที่สร้างขึ้นใหม่
(3) สายรัด
(4) ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม
(5) กระเพาะอาหาร


1.2 แบบกระเปาะตรง (Vertical Banded Gastroplasty หรือ VBG) เป็นวิธีที่ใช้มากที่สุดในการลดน้ำหนัก วิธีนี้มีตลับลวดหนีบกระเพาะอาหารจนเป็นกระเปาะตรง แล้วมีสายรัดตามขอบอีก

(1) หลอดอาหาร
(2) กระเปาะกระเพาะอาหารใหม่
(3) ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม
(4) กระเพาะอาหาร
(5) สายรัด
(6) ตลับลวด


วิธีทั้งสองนี้ส่วนใหญ่จะช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ในระยะยาวได้ผลสู้แบบที่ทำให้กระบวนการย่อยอาหาร เปลี่ยนไปไม่ได้ ทำให้ร้อยละ 30 ของคนที่ได้รับการผ่าตัดแบบ VBG ยังคงรักษาน้ำหนักได้ปกติ แต่ราวร้อยละ 80 จะมีน้ำหนักลดลง มีบางรายที่น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้น ความสำเร็จของการผ่าตัดจึงขึ้นอยู่กับวินัย และกำลังใจของผู้ป่วยว่าจะบังคับการกินของตนเองอย่างไร

อาการแทรกซ้อนของการผ่าตัดนี้คือ อาเจียนเพราะกระเพาะอาหารเหลือเล็กนิดเดียว ถ้ากินเข้าไปมากๆ ก็จะไหลย้อนกลับ


2. การผ่าตัดเพื่อทำให้การย่อยอาหารผิดปกติ (Malabsorption Operation) เป็นการผ่าตัดที่นิยมใช้มาก เพราะสามารถจำกัดปริมาณอาหารที่จะรับประทาน และจำนวนสารอาหารที่จะดูดซึมไปพร้อมๆ กัน ขอเสนอ 2 ตัวอย่างให้ดู คือ

2.1 Roux-en-y-Gastric Bypass (RGB) เป็นการผ่าตัดที่ทำกันมาก และประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเภท 2 นี้ โดยอันดับแรกศัลยแพทย์จะใช้ตลับลวดแบ่งกระเพาะอาหารเป็น 2 ส่วน กระเปาะกระเพาะใหม่จะมีขนาดเล็กทำให้รับอาหารได้ไม่มาก จากนั้น ศัลยแพทย์จะเอาลำไส้เล็กลัดคิวมาต่อเข้ากับกระเปาะกระเพาะอาหารที่มีขนาดเล็กดังกล่าว ทำให้อาหารไม่ผ่านกระเพาะอาหารกระเปาะใหญ่ ผลก็คืออาหารและแคลอรีจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายลดลง

(1) กระเปาะเล็กของกระเพาะอาหาร
(2) กระเปาะใหญ่ของกระเพาะอาหาร
(3) หลอดอาหาร
(4) ตลับลวด
(5) สายรัด
(6) ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม


2.2 Biliopancratic Diversion (BPD) แบบนี้ทำยุ่งยากขึ้น โดยมีการตัดกระเพาะอาหารส่วนหนึ่งออกไป แล้วต่อส่วนที่เหลือเข้ากับลำไส้เล็กส่วนปลาย ทำให้มีแนวโน้มว่าจะขาดสารอาหารสำคัญๆ ได้

(1) ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม
(2) ลำไส้เล็กส่วน Jejunum
(3) ลำไส้ใหญ่
(4) ลำไส้เล็กส่วน lleum
(5) กระเพาะอาหารส่วนที่เหลือจากการตัดออกไปแล้ว


การผ่าตัดวิธีที่ 2 นี้ ช่วยลดน้ำหนักได้มากกว่าวิธีแรก โดยในปีแรกน้ำหนักจะลดลง 2 ใน 3 ของน้ำหนักส่วนเกิน ข้อเสียคือจะมีภาวะแทรกซ้อนได้ต่างๆ นานาจากทุพโภชนาการ เช่น
1. การดูดซึมของธาตุเหล็กและแคลเซียมเสียไป เกิดภาวะกระดูกพรุนและโรคกระดูกอื่นๆ ได้
2. หญิงวัยยังมีประจำเดือนอาจเกิดภาวะโลหิตจางเพราะได้รับวิตามินบี 12 และธาตุเหล็กน้อยลง
โดยสรุปแล้วยิ่งทำทางลัดให้อาหารมากเท่าใดก็จะยิ่งเกิดภาวะแทรกซ้อน และการขาดอาหารมากขึ้นเพียงนั้น ซึ่งจำเป็นต้องมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งมีการใช้อาหารเสริมพิเศษและยาตลอดชีวิต

ในเมืองไทยยังไม่มีการผ่าตัดลดความอ้วนตามวิธีต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าคนไทยที่อ้วนมากๆ ยังไม่ค่อยมีและยังไม่มีศัลยแพทย์ที่ชำนาญการผ่าตัดนี้ แต่ในอนาคตคงไม่แน่เนื่องจากคนอ้วนมีมากขึ้นเรื่อยๆ

ทุกวันนี้คนอ้วนหมดเงินหมดทองไปกับการแสวงหาทางลดน้ำหนักจนมีคลินิกลดความอ้วน เกิดขึ้นแทบจะทุกถนน ในเบื้องต้นนี้ “ใกล้หมอ” ขอให้ความรู้เบื้องต้นว่า ในการที่มีการผ่าตัดลดความอ้วน ผู้ป่วยจะได้อานิสงค์คือ ส่วนใหญ่ลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว และลดต่อเนื่องไปอีก 18-24 เดือน จนลดไปได้ 100 ปอนด์ แต่จะกลับมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 5-10 ของน้ำหนักที่ลดลงไปในตอนต้น

ข้อดีประการต่อมาคือ โรคภัยไข้เจ็บที่มากับความอ้วนจะดีขึ้น อย่างเช่น ระดับน้ำตาลให้เลือดกลับสู่ปกติในร้อยละ 83 ของผู้ที่รับการผ่าตัด ที่เหลือไม่ลดลงเพราะเป็นเบาหวานมาหลายปีแล้ว

ข้อเสียหรือความเสี่ยงของการผ่าตัดมีดังนี้
1. ร้อยละ 10-20 ของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดลดความอ้วนจะต้องรับการผ่าตัดซ้ำเพื่อแก้ไขภาวะแทรกซ้อน เช่น อาจต้องต่อลำไส้เล็กกลับเข้าที่เดิม
บางคนจะเกิดไส้เลื่อนที่หน้าท้องแต่ตอนหลังแก้ได้โดยใช้วิธีเอากล้องส่องเข้าไปผ่าตัด หนีบกระเพาะอาหารแทน
2. ผู้ป่วยบางรายเกิดนิ่วในถุงน้ำดีหลังผ่าตัด
3. ราวร้อยละ 30 ของผู้ที่รับการผ่าตัดจะเกิดภาวะโลหิตจาง กระดูกพรุนและโรคกระดูกอื่นๆ แต่แก้ไขได้ด้วยการให้วิตามินและแร่ธาตุเสริม
4. หญิงวัยเจริญพันธุ์ ควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์จนกว่าน้ำหนักที่ลดลงอยู่ตัวแล้ว เพราะถ้าตั้งท้องตอนที่น้ำหนักยังลดลงมากๆ จะมีผลต่อทารกในครรภ์ได้
ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดลดความอ้วนที่สหรัฐอเมริกาตกราว 15,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 666,000 บาท โดยประกันสุขภาพของบางรัฐจะไม่จ่ายค่าผ่าตัดให้

คำถามที่จะต้องตอบก่อนพิจารณาว่า ต้องถึงกับลงมือผ่าตัดลดความอ้วนของคุณหรือไม่คือ
  • ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยวิธีอื่นๆ อย่างแน่นอนแล้วใช่ไหม ?
  • ทราบข้อดีข้อเสียของการผ่าตัดแล้วใช่ไหม ?
  • ตั้งใจจะลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นใช่ไหม ?
  • คุณทราบว่าการผ่าตัดจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของคุณใช่ไหม ?
  • คุณเข้าใจว่า การผ่าตัดอาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรง การรับประทานอาหารที่จะจำกัดลง และบางครั้งการผ่าตัดอาจล้มเหลวได้
  • คุณยินดีที่จะให้มีการตรวจติดตามผลตลอดชีวิตหรือเปล่า ?
จะด้วยวิธีใดก็ตาม ศัลยแพทย์ไม่สามารถประกันผลได้ทุกคน เพราะความสำเร็จขึ้นกับความร่วมมือและความมุ่งมั่นที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิตของคนไข้ ที่จะต้องดำเนินไปตลอดชีวิต

ท่านที่สนใจจะติดตามรายละเอียด โปรดเข้าเยี่ยมชมใน www.asbs.org ได้


(update 5 กรกฎาคม 2004)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 เมษายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600