ปัญหาไต

ชมรม "เพิ่มความรู้ สู้เบาหวาน" ถือกำเนิดจากการรวมตัวกันของผู้ป่วยเบาหวานและผู้สนใจทั่วไป มีการจัดกิจกรรมความรู้สุขภาพมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 6 ปี สำหรับกิจกรรมครั้งที่ 15 ที่ผ่านมา จัดขึ้นที่โรงพยาบาลเทพธารินทร์ ใช้ชื่อตอนว่า "ปัญหาไต เกิดได้ทุกเวลา ควรหาทางป้องกัน" ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมในงานครั้งนี้ด้วย ได้ฟังความรู้ที่มีประโยชน์มากมายจาก น.พ.ณัฐสุทธิ์ ธนากรโยธิน อายุรแพทย์โรคไต จึงขอเก็บเอาสาระมาฝาก...

เมื่อเอ่ยถึง "โรคไต" ประชาชนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงโรคไตวายเรื้อรังที่มีอาการต่างๆ ชัดเจน แต่ความจริงโรคไตมีหลายชนิด บางชนิดเป็นเร็วและรักษาหายได้ เรียกว่าเป็นชนิดเฉียบพลัน บางชนิดค่อย ๆ เป็นอย่างช้าๆ และไม่สามารถรักษาหายขาดได้ เรียกว่าเป็นชนิดเรื้อรัง และการบรรยายในวันนั้นคุณหมอได้เน้นไปที่โรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งหลายคนมักจะถามคุณหมอว่ามีอาการอย่างไร หรือไม่ก็ต้องคิดถึงคนที่ขาบวม ตาบวม อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ซีด ปัสสาวะออกน้อย หรือมีความดันโลหิตสูง เป็นต้น คุณหมอได้ให้ความกระจ่างว่า ถ้าหากรอให้มีอาการเกิดขึ้นอาจช้าไปแล้ว นั่นคือ ไตได้สูญเสียหน้าที่ไปแล้วส่วนหนึ่ง แล้วทีนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าไตมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว คุณหมอได้แนะนำว่า การตรวจสุขภาพเป็นประจำ เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดโรคไต

แต่เมื่อไตเริ่มมีปัญหา จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เรียกว่าระยะก่อนมีอาการ ระยะนี้จะไม่มีอาการใดนำมาก่อน ผู้เป็นโรคไตทุกท่านจะรู้สึกว่าตนเองสบายดี สุขภาพดี ไม่มีอะไรผิดปกติ อาจทำให้เข้าใจไปว่าตนเองไม่เป็นโรคไตก็ได้ แต่เมื่อไปตรวจสุขภาพประจำปี ก็จะพบว่าไตเริ่มผิดปกติไปแล้ว คุณหมอยังย้ำอีกว่า ไม่เพียงแต่โรคไตเท่านั้นที่มีระยะก่อนมีอาการ ในอีกหลายๆ โรค เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่ไม่มีอาการนำมาทั้งสิ้น จะทราบว่าเป็นก็ต่อเมื่อตรวจสุขภาพเท่านั้น ดังนั้นการมาพบแพทย์เป็นประจำเพื่อตรวจสุขภาพ จึงมีประโยชน์อย่างมาก เพราะทำให้ค้นพบปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และรับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนที่ปัญหาจะทวีความรุนแรงขึ้น

การตรวจสุขภาพเพื่อค้นหาว่ามีโรคไตวายหรือไม่ สามารถทำได้โดยการตรวจเลือด และปัสสาวะ เพื่อประเมินการทำงานของไต

การตรวจปัสสาวะ ตรวจเพื่อดูว่ามีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะหรือไม่ ในภาวะปกติจะไม่มีโปรตีนออกมาในปัสสาวะเลย หากมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ ก็จะต้องทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น การเก็บปัสสาวะตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูปริมาณโปรตีนที่แน่นอน ในทำนองเดียวกันหากตรวจปัสสาวะแล้วพบว่ามีน้ำตาลก็อย่านิ่งนอนใจ น้ำตาลก็เช่นเดียวกับโปรตีน คือไม่ควรออกมาในปัสสาวะ ถ้ามีตรวจปัสสาวะแล้วพบว่าน้ำตาลออกมาด้วย ก็ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อดูว่า เป็นเบาหวานหรือไม่ เนื่องจากเบาหวานเป็นสาเหตุอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ไตเสื่อมหน้าที่ไปได้

ส่วน การตรวจเลือด เพื่อประเมินการทำงานของไตนั้น คุณหมอก็จะดูสารที่เป็นของเสีย ที่ต้องขับถ่ายออกมาทางไต ได้แก่ สารยูเรียในเลือด (Blood Urea Nitrogen หรือ BUN) และครีเอตินิน (Creatinine) เนื่องจากไตมีหน้าที่ในการกรองของเสียออกจากเลือด ถ้าไตทำงานลดลง จะมีของเสียสะสมอยู่ในเลือดนั้นคือ จะตรวจพบว่ามีสารยูเรียและครีเอตินินในเลือดเพิ่มขึ้น ค่าปกติของยูเรียในเลือดไม่ควรเกิน 20 มิลลิกรัม/เดซิลิตร และของครีเอตินินไม่ควรเกิน 1.5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

สิ่งสำคัญที่จะย้ำเพิ่มเติมคือ ระดับครีเอตินินในเลือดจะสูงขึ้นอย่างชัดเจน ต่อเมื่อการทำงานของไตเสื่อมไปแล้วถึง 50% ดังนั้นถ้าตรวจระดับครีเอตินินในเลือดได้เท่ากับ 1.4 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งยังอยู่ในระดับปกติก็อาจหมายความว่าไตทำงานได้ตามปกติ หรืออาจมีปัญหาไตเสื่อมลงแล้วก็ได้ ดังนั้นหากตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และเคยตรวจระดับครีเอตินินในเลือดก่อนหน้านี้ได้ต่ำกว่า 1.4 มิลลิกรัม /เดซิลิตร เช่น เท่ากับ 0.7 มิลลิกรัม / เดซิลิตร แสดงว่าการทำงานของไตอาจเสื่อมไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งแพทย์จะต้องตรวจประเมินการทำงานของไตอย่างละเอียดมากขึ้น เช่น ตรวจจากการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง พร้อมกับเจาะเลือด เพื่อตรวจหาค่าครีเอตินินในเลือด และในปัสสาวะพร้อมกัน แล้วนำมาคำนวณหาอัตราการขับสารครีเอตินินทางไต (Creatinine Clearance) ซึ่งในคนปกติมีค่าประมาณ 95-120 มิลลิลิตร / นาที การตรวจวิธีนี้ถือว่าเป็นตัวชี้วัดการทำงานของไต ที่ไวกว่าการตรวจหาค่าครีเอตินินในเลือดมาก

การควบคุมน้ำหนักตัว เป็นวิธีป้องกันความเสี่ยงที่คุณหมอให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เนื่องจากในสังคมปัจจุบัน วิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป กินอาหารที่มีแป้ง น้ำตาล และไขมันมากขึ้น ออกกำลังกายลดลง ทำให้มีคนอ้วนเพิ่มมากขึ้น จะรู้ได้อย่างไรว่าอ้วนหรือไม่นั้น ให้ใช้วิธีคำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูง หรือที่เรียกว่า ค่าดัชนีมวลกาย โดยการชั่งน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม และวัดส่วนสูงคิดเป็นเมตร แล้วเอาน้ำหนักตัว หารด้วยส่วนสูงที่ยกกำลังสอง ค่าปกติอยู่ระหว่าง 18.5 ถึง 22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ตัวอย่าง เช่น นายวายุ น้ำหนักตัว 80 กิโลกรัม สูง 170 เซนติเมตร คำนวณส่วนสูงเป็นเมตรได้เท่ากับ 1.70 เมตร นำไปยกกำลังสองได้เท่ากับ 2.89 ตารางเมตร ค่าดัชนีมวลกายของนายวายุ มีค่าเท่ากับ 80 หารด้วย 2.89 เท่ากับ 27.68 กิโลกรัมต่อตารางเมตร จึงจัดว่าอ้วน

ยิ่งอ้วนก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาสุขภาพได้หลายปัญหา เช่น ไขมันสูงในเลือด เซลล์ดื้อต่อการทำงานของอินซูลินทำให้เกิดเบาหวานได้ง่าย นอกจากนี้ยังอาจพบปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ไขข้ออักเสบ และเกาต์ เป็นต้น แล้วความอ้วนเกี่ยวกับโรคไตได้อย่างไร คุณหมอได้ไขข้อสงสัยว่า สาเหตุสำคัญที่สุดในการเกิดไตวายเรื้อรัง คือเบาหวาน รองลงมาคือความดันโลหิตสูง ดังนั้นการควบคุมน้ำหนักตัว จึงมีความสำคัญในด้านการป้องกันเบาหวาน และไตวายเรื้อรังที่สาเหตุมาจากเบาหวานไปพร้อมกัน

ในผู้เป็นเบาหวานหากควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน จะทำให้หลอดเลือดฝอยในไต ที่ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากร่างกาย เกิดการเปลี่ยนแปลงเสื่อมสภาพลง การขับถ่ายของเสียลดลง เกิดภาวะไตวายได้

ถึงแม้ว่าเบาหวานจะเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดไตวายเรื้อรังก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดกับผู้เป็นเบาหวานทุกคน ดังนั้นการป้องกันความเสี่ยงในการเกิดโรคไต ในผู้เป็นเบาหวานสามารถทำได้โดย ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด คือมีระดับน้ำตาลเฉลี่ย หรือ ฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1C) น้อยกว่า 7% จะสามารถป้องกัน หรือชะลอความเสื่อมของไตลงได้บ้าง

ความดันโลหิตสูง เป็นตัวเร่งสำคัญอีกตัวหนึ่ง ที่ทำให้การทำงานของไตเสื่อมลงไปเรื่อยๆ โดยความดันโลหิตที่สูงกว่าปกติจะไปเพิ่มแรงดันในกลุ่มหลอดเลือดฝอยในไต ทำให้เนื้อไตได้รับอันตราย เกิดเป็นเนื้อเยื่อพังผืด การทำงานของไตจึงเสื่อมลงไปเรื่อยจนเกิดภาวะไตวายได้ ดังนั้น การควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ในเป้าหมายมากที่สุด คือต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตร/ปรอท จะช่วยป้องกันความเสื่อมของไตได้เช่นกัน

การป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญอีกวิธีหนึ่ง คือ การเลือกรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณโปรตีน และโซเดียม จะช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้ แต่หากควบคุมปริมาณโปรตีนมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะขาดอาหารได้ จึงควรปรึกษานักโภชนาการ หรือนักกำหนดอาหารเพื่อวางแผนการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม

การป้องกันความเสี่ยงวิธีอื่นๆ ได้แก่ การหยุดสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์โดยตรง ต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจ และในผู้เป็นเบาหวานที่สูบบุหรี่ มีภาวะไตเสื่อมจากเบาหวาน มากกว่าผู้เป็นเบาหวานที่ไม่สูบบุหรี่ ถึง 1.6 เท่า และควร หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีผลต่อไต เช่น ยาแก้ปวดในกลุ่มเอ็นเสด (NSAID) ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ใช้บำบัดอาการปวดข้อและกระดูก ผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้ไปนานๆ จะมีความเสี่ยงในการเกิดไตวายได้ จึงควรใช้ยาเหล่านี้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ซื้อยารับประทานเอง

นอกจากนี้ยังมียาอีกกลุ่มที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานานคือยาลูกกลอน ซึ่งมีรายงานการศึกษาพบว่า ส่วนประกอบของลูกกลอน นอกจากจะมีองค์ประกอบหลักจากสมุนไพรแล้ว ยังพบว่ามีสารเจือปนของโลหะหนัก และสารสเตียรอยด์ สารเจือปนเหล่านี้ตรวจพบได้ถึง 50% ของยาลูกกลอนที่จำหน่ายในท้องตลาด หากกินยาลูกกลอนที่มีสารโลหะหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน จะสะสมในร่างกาย เกิดเป็นพิษต่อไต ทำให้เกิดไตวายได้ ส่วนสารสเตียรอยด์ ไม่มีผลต่อไตโดยตรง แต่มีผลโดยอ้อม เนื่องจากทำให้เกิดเบาหวาน และความดันโลหิตสูงได้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดไตวายเรื้อรัง

หากท่านพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงใดที่จะทำให้เกิดไตวายเรื้อรังดังกล่าวแล้วข้างต้น อย่านิ่งนอนใจ ควรปรึกษาแพทย์ และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดเป็นไตวายเรื้อรัง

วิสสุตา กฤติยานิธิ
พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเทพธารินทร์


(update 24 กรกฎาคม 2004)
[ ที่มา... กรุงเทพวันอาทิตย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 5868-5875 วันอาทิตย์ที่ 18-25 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600