โรคหัวใจ ฆาตกรเงียบแห่งสหัสวรรษ


ท่านผู้อ่านเป็นอีกคนหนึ่งหรือเปล่าที่คิดว่าไม่เคยมีปัญหาผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจเลย ไม่เคยมีแม้แต่อาการเจ็บหน้าอก ขณะที่พี่ชายหรือน้องชายเองก็ไม่เคยมีปัญหา แต่แล้วจู่ๆ พี่หรือน้องคนที่ว่านี้ต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉิน โดยหมอบอกว่าเขาเป็นโรคหัวใจขาดเลือด แล้วท่านก็เริ่มถามตัวเองว่าแล้วฉันล่ะจะเป็นอย่างพี่ (หรือน้อง) กับเขาบ้างไหม ?

คำตอบก็คือได้เพราะมนุษย์เป็นโรคหัวใจขาดเลือดกันมาก จนมีผู้ประมาณการณ์ว่าอาจมีชาวอเมริกันราวร้อยละ 30 ที่มีเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตันโดยไม่มีอาการ แต่ที่มีอาการแล้วจะตกราว 12 ล้านคน โรคหัวใจขาดเลือดจึงเป็นฆาตกรหมายเลขหนึ่งของทั้งหญิงและชายชาวอเมริกัน ข่าวดีสำหรับชาวอเมริกันคือ อันตราตายจากโรคหัวใจลดลงถึงร้อยละ 40 ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเนื่องจากมีการปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอีกส่วนหนึ่งเนื่องจากความเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่หมอประยุกต์มาใช้รักษาโรคหัวใจ

ประมาณการณ์ว่าผู้หญิงอายุ 45-64 ปี ทุกๆ 1 ใน 10 คนจะมีโรคหัวใจอย่างใดอย่างหนึ่ง และอุบัติการณ์จะเพิ่มเป็นร้อยละ 20 หรือทุก 1 ใน 5 คน เมื่ออายุมากกว่า 65 ปี

ขณะนี้มีชาวอเมริกันเกือบครึ่งประเทศที่มีความดันโลหิตสูง ซึ่งไม่ดีแน่ เพราะแรงดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โดยเจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยเพราะมักจะไม่มีอาการ

ความจริงอื่นๆ ที่ปรากฏชัดเจนแล้ว เช่น
  • โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายหลักของคนที่สูบบุหรี่
  • กว่าครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันมีน้ำหนักตัวเกินปกติหรือเข้าข่ายอ้วน ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่มเป็น 3 เท่า เมื่อเทียบกับคนที่ไม่อ้วน
  • ไขมันโคเลสเตอรอลและไขมันอื่นๆ ในร่างกายจะเพิ่มพอกพูนผนังเส้นเลือดแดงตั้งแต่วัยเด็ก ดังปรากฏในการผ่าศพทหารอเมริกันอายุ 22 ปี ที่ตายในสงครามเกาหลี แล้วพบว่า 1 ใน 3 มีไขมันพอกเส้นเลือดแดงแล้ว
  • มีเพียง 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันที่ใช้กำลังกายในปริมาณที่แนะนำไว้ ซึ่งเป็นเรื่องดีเพราะการออกกำลังกายช่วยป้องกันโรคหัวใจ
โรคหัวใจที่พบบ่อยที่สุดคือ โรคเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตัน (Coronary heart disease หรือ Coronary artery disease) เส้นเลือดแดงที่เลี้ยงหัวใจนี้จะนำออกซิเจน และโภชนาการไปทำนุบำรุงกล้ามเนื้อหัวใจซึ่งทำงานหนักมากตลอดชีวิตของคนเรา

เส้นเลือดเลี้ยงหัวใจเส้นใดเส้นหนึ่ง หรือหลายๆ เส้น อาจตีบแคบกว่าปกติเนื่องจากมีคราบไขมันโคเลสเตอรอลและสารอื่นๆ ไปพอกผนังเส้นเลือด จนเกิดเป็นสันดอนทำให้เลือดไหลผ่านได้ไม่ดีเหมือนเก่า

สันดอนที่ว่านี้ประกอบด้วยโคเลสเตอรอลกับสารคล้ายไขมันอื่นๆ รวมตัวกันเกาะผนังด้านในของเส้นเลือด แล้วมีเนื้อเยื่อแผลเป็นมาหุ้ม รวมเรียกว่า Plaque (คราบไขมัน) กระบวนการที่ทำให้เกิดคราบหรือสันดอนนี้เรียกว่า อาเธอโรสเคลอโรสิส (Atherosclerosis) หรือเส้นเลือดแข็ง

เมื่อเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ อาจปรากฏอาการ เช่น เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีการออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจต้องการออกซิเจนมากกว่าปกติ แต่ถ้าเลือดมาเลี้ยงไม่พอ กล้ามเนื้อหัวใจก็จะเสียหาย

เมื่อก่อนเรามักจะเชื่อว่ากระบวนการที่คราบไขมันพอกเส้นเลือดเป็นเฉพาะในคนแก่ แต่ความจริงปรากฏแล้วว่าคราบไขมันเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก จึงจำเป็นที่เราจะต้องป้องกัน อย่างไรก็ตาม การจะบอกว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือไม่อาจเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย เพราะในระยะแรกๆ จะยังไม่ปรากฏอาการ นอกเสียจากว่ามีการไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพและตรวจสอบพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ทำให้คุณหมอตรวจพบว่าเรามีความเสี่ยงอะไรบ้างต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด เช่น
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดสูง

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อหัวใจขาดเลือด ?

เส้นเลือดเลี้ยงหัวใจเมื่อตีบลงมากๆ จนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ ก็อาจนำไปสู่อาการต่างๆ คือ
1. อาการเจ็บหน้าอก (Angina) โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่ออกกำลังกาย หรือใช้กำลังมากขึ้น อาการเจ็บหน้าอกจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจะมีลักษณะแน่นๆ บริเวณหน้าอก และมีความรุนแรงตั้งแต่ปวดแน่นๆ ไปจนถึงปวดเหมือนมีมือยักษ์มาบีบหน้าอก บางรายจะมีอาการปวดร้าวไปที่แขนซ้าย ไหล่ หรือคอ โดยระหว่างที่ปวดอยู่อาจจะหายใจไม่สะดวกด้วย

2. หัวใจล้มเหลว (Heart Failure) เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนเปลี้ยจนไม่สามารถสูบฉีดโลหิตได้พอเพียง จะเกิดการคั่งของสารเหลวตามที่ต่างๆ เช่น ที่ข้อเท้า ขา ปอด และที่อื่นๆ

3. Heart Attack เป็นภาวะฉุกเฉินที่หัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ จนเซลล์กล้ามเนื้อเริ่มล้มตาย ซึ่งมีอาการต่างๆ ได้ เช่น
      - เจ็บหรือแน่นบริเวณหน้าอก ไล่ และแขนซ้าย คอหรือคาง
      - หายใจไม่คล่อง
      - อ่อนเพลีย
      - หัวใจเต้นเร็ว
      - เวียนศีรษะหรือหน้ามืดจะเป็นลม
      - เหงื่อไหลท่วมตัว
      - คลื่นไส้อาเจียน

โรคหัวใจอื่นๆ อาทิเช่น
      - ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว
      - โรคหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด
      - กล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลว
      - กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ
      - กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากไวรัส
      - หัวใจเต้นผิดปกติ
ถ้าเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ แสดงอาการเจ็บหน้าอกได้ชัดเจนทุกรายไปเลยก็คงจะรู้หมู่รู้จ่าเร็ว รักษาและป้องกันหัวใจขาดเลือดครั้งต่อไปได้

แต่ความจริงก็คือราว 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ของคนที่เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดฉับพลันที่เรียกว่า Heart Attack จะไม่มีอาการเลย โรคนี้จึงเป็นฆาตกรเงียบเพราะโพรงเส้นเลือดแดงที่เลี้ยงหัวใจอาจจะตีบไปถึงร้อยละ 50 แล้วก็ยังไม่ก่อให้เกิดอาการ

ด้วยเหตุนี้วงการแพทย์จึงแสวงหากลวิธีที่จะตรวจฆาตกรเงียบให้พบแล้วแก้ไขก่อนเกิดเรื่องโดย
1. ตรวจสอบว่ามีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้างที่เพิ่มโอกาสเกิดหัวใจขาดเลือด แล้วหาทางปรับพฤติกรรม เช่น อ้วน สูบบุหรี่ เครียด ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น

2. ทำการตรวจหรือทดสอบสมรรถภาพของหัวใจ เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าของหัวใจ (EKG) การขึ้นเดินในสายพาน (Stress Test) การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง การตรวจด้วยสารรังสี การตรวจด้วยคอมพิวเตอร์เอกซเรย์ การฉีดสีเข้าเส้นเลือดแดง เพื่อถ่ายภาพรังสี
เมื่อพบปัจจัยเสี่ยงหรือวินิจฉัยภาวะหัวใจขาดเลือดได้แล้ว ก็ต้องป้องกันหรือชะลอความเสียหายไม่ให้เลวลงไปกว่านั้นหรือให้ดีขึ้น โดยร่วมมือร่วมใจกับคุณหมอในการแก้ปัญหาทั้งหลายที่รุมเร้าหัวใจเราอยู่


(update 26 เมษายน 2004)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2545-มกราคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600