ทำไมคนเราต้องกิน ?


จุดอ่อนของคนทั่วโลกประการหนึ่งในปัจจุบันคือ การที่ต้องกินในทุกโอกาสและทุกสถานที่ ถ้าหากเปิดโอกาสให้หลายคนรู้ๆ อยู่ว่าอาหารที่ตนรับประทานลงไปนั้นเกินความต้องการของร่างกาย ดังนั้นพลังงานส่วนเกินย่อมจะต้องไปพอกพูนในรูปของไขมันในที่ต่างๆ ของร่างกาย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะขอขนมชิ้นที่สามหรือข้าวจานที่สอง

ด้วยเหตุนี้ ขณะนี้คนทั่วโลกที่น้ำหนักเกินปกติจนถึงขั้นอ้วนราวพันล้านคน ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบถึง 22 ล้านคน องค์การอนามัยโลกจึงจัดความอ้วนไว้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดแห่งปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ ทั้งนี้เพราะความอ้วนนำมาซึ่งโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง

ไม่เพียงแต่ว่าประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้นที่มีคนอ้วน แม้ในประเทศกำลังพัฒนาก็มีคนอ้วนมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะใน 10 ปีที่ผ่านมา

ที่สหรัฐอเมริกา ประชากรร้อยละ 64.5 ของผู้ใหญ่ และร้อยละ 15 ของเด็กอายุ 6-19 ปีมีน้ำหนักเกินปกติ และแม้จะเกิดกระแสการตระหนักถึงภัยต่อสุขภาพจนมีการจำกัดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก แต่ก็ได้ผลเพียงช่วงสั้นๆ พอทิ้งช่วงหน่อยก็กลับอ้วนเหมือนเดิม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนทั่วโลกอ้วนง่ายคือ อาหารประเภทบริโภคด่วน (Fast food) ที่มีแคลอรีสูงและหาซื้อมารับประทานง่ายจนเกิดกรณีแปลกแต่จริงคือ มีคนอ้วนบางคนฟ้องแมคโดนัลด์ว่า เป็นสาเหตุทำให้เขาอ้วนเพราะไม่เคยมีประกาศเตือนพวกเขาเลยว่า บรรดาชีสเบอร์เกอร์ และเฟรนช์ฟรายอาจทำให้อ้วน

เมื่ออ้วนมากๆ เข้าจนลดด้วยวิธีปกติไม่ได้ ชาวอเมริกันราว 60,000 คนต่อปี จะอาศัยการผ่าตัดลดความอ้วน ในกรณีที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานที่ 50 กิโลกรัมขึ้นไป

ทำไมคนเราจึงห้ามใจตนเองให้กินน้อยลงไม่ได้ ?

นายแพทย์สตีเฟน บลูม ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอ้วนแห่งโรงพยาบาลแฮมเมอร์สมิทธ์ ในสังกัดคณะแพทย์ศาสตร์อิมพีเรียลที่กรุงลอนดอน กล่าวว่า “คนเราไม่สามารถหยุดกินได้ เหมือนๆ กับการห้ามร่วมเพศไม่ได้นั่นแหละ ไม่เคยได้ยินหรือว่า เครื่องบินตกที่เทือกเขาแอนดีส ในทวีปอเมริกาใต้แล้วมีคนโดยสารที่รอดชีวิต พอถึงจุดหนึ่งที่เมื่อหิวมากๆ พวกเขาก็ตัดสินใจกินเนื้อคนตาย เพราะนั่นก็คือ สัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์นั่นเอง”

แนวทางการยับยั้งคนเราไม่ให้บริโภคอาหารมากไปนั้นแทนที่จะปากเปียกปากแฉะว่าอย่ากินเยอะไปนะ นักวิจัยจึงหันไปหาทางใหม่ด้วยหลักการแบบเดียวกับที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูงหรือไขมันโคเลสเตอรอลสูง กล่าวคือ ใช้ยาเม็ดที่จะทำให้ไม่อยากกิน แต่ก่อนจะคิดถึงเวลานั้น นักวิทยาศาสตร์จะต้องศึกษา เพื่อค้นหาความลึกลับของวงจรชีวิตระหว่างระบบทางเดินอาหาร โกดังเก็บไขมันในร่างกาย และศูนย์ในสมองที่ควบคุมการกินและการเผาผลาญอาหารมีชื่อว่า ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) จากนั้นจึงนำความรู้ที่ได้มาพัฒนายาที่จะสกัดกั้นสัญญาณคำสั่งให้กินอาหารทำให้คนๆ นั้นอิ่มเร็วขึ้น

ขณะนี้มียาช่วยลดน้ำหนักหลายขนานที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาด แต่นักวิจัยยังต้องการยาขนานที่มีประสิทธิผลกว่าที่เป็นอยู่ด้วยฤทธิ์ข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ที่น้อยกว่า

คนทั่วไปคงสรุปง่ายๆ ว่า ความหิวคือสิ่งที่ทำให้คนเราต้องกิน แต่จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายปัจจัย เช่น ความเครียด ความเบื่อหน่ายและความสุข ซึ่งล้วนเอื้อให้เกิดความอยากกิน อีกประการหนึ่งบรรพบุรุษของคนเราในสมัยโบราณต้องออกป่าล่าสัตว์เพื่อดำรงชีวิต บางครั้งอาหารขาดแคลนมากจนเกือบอดตาย วิวัฒนาการนับล้านๆ ปี ทำให้คนต้องการไขมันเพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำรองไว้ในยามที่ขาดแคลน แต่ในสมัยที่พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์อย่างทุกวันนี้ การแสวงหาไขมันสำรองกลับเป็นผลเสีย

เมื่อปี พ.ศ.2537 นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยร็อคกี้ เฟลเลอร์ ค้นพบฮอร์โมนชื่อ “เล็ปติน” (Leptin) และดีอกดีใจกันใหญ่ว่าจะมาช่วยแก้ความอ้วน เพราะเขาพบว่าหนูทดลองที่ขาดแคลนฮอร์โมนตัวนี้จะอ้วนมาก พอฉีดเล็ปตินให้ก็กลับผอมลงพร้อมๆ กับกินน้อยลง นักวิจัยเลยสรุปว่าคนอ้วนน่าจะขาดฮอร์โมนเล็ปติน ถ้าหาฮอร์โมนนี้มาเสริมก็น่าจะทำให้ลดน้ำหนักได้ แต่ปรากฏต่อมาว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะนักวิทยาศาสตร์พบว่าคนอ้วนส่วนใหญ่มีฮอร์โมนเล็ปตินอยู่มาก ถ้าขืนให้เข้าไปอีกก็จะไม่มีผล

นักวิจัยเรียนรู้ในเวลาต่อมาว่า การมีฮอร์โมนเล็ปตินน้อยไปจะสำคัญกว่ามีมากไป เพราะเล็ปตินผลิตโดยเซลล์ไขมัน จัดเป็นกลไกที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้สมองรับทราบว่า ไขมันที่เก็บสะสมไว้กำลังจะหมดไป ดังนั้นหากระดับฮอร์โมนเล็ปตินลดลง สมองก็จะส่งสัญญาณออกมาให้ร่างกายเผาผลาญอาหารช้าลงและเพิ่มความอยากอาหาร เพื่อให้น้ำหนักกลับเท่าเดิม นี่เองเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่าการลดน้ำหนักทำได้ยาก

แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า มนุษย์อาจใช้ฮอร์โมนเล็ปตินช่วยคงสภาพน้ำหนักไว้ หลังจากที่ลดลงมาได้ถึงจุดหนึ่งแล้ว โดยการให้เล็ปตินเพื่อไปหลอกสมองว่าไขมันที่สูญเสียไปนั้น ได้กลับคืนมาแล้ว ข้อเสียคืออาจต้องใช้เล็ปตินไปตลอดเหมือนๆ คนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูงที่ต้องใช้ยาไปตลอดชีวิต

เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ.2545 ก็ปรากฏว่านักวิจัยค้นพบฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งที่มีผลต่อน้ำหนัก โดยมันจะออกฤทธิ์อันทรงพลังที่จะกระตุ้นให้อยากอาหาร ฮอร์โมนนี้มีชื่อว่า “Ghrelin” ซึ่งผลิตโดยกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่ออกฤทธิ์ที่สมอง โดยเชื่อว่าเป็นสารกระตุ้นตามธรรมชาติขนานเดียวที่ผลิตจากแหล่งอื่นนอกสมองที่ทำให้อยากอาหาร

เขาทดลองฉีด Ghrelin ให้อาสารสมัครแล้วพบว่า อาสาสมัครจะหิวมาก และกินอาหารมากกว่าปกติร้อยละ 30 ระดับของฮอร์โมนเกรลินนี้จะพุ่งขึ้นสูงก่อนอาหาร และลดลงหลังจากนั้น นี่เองที่อาจจะใช้อธิบายว่าทำไมคนเรารู้สึกหิวเมื่อเวลาอาหาร 3 มื้อมาถึง

ในคนที่กำลังจำกัดอาหาร จะมีระดับฮอร์โมนเกรลินสูงขึ้นแล้วกลับลดต่ำลง ในคนที่รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดความอ้วน บริษัทยาจึงให้ความสนใจฮอร์โมนเกรลินนี้ มากทั้งในทางนำมากระตุ้นให้คนผอมแห้งแรงน้อยอยากอาหารและช่วยการลดน้ำหนักในรายที่อ้วนมากแล้ว แต่ในทางปฏิบัตินั้น การลดน้ำหนักอาจต้องอาศัยยามากกว่า 1 ขนาน เหมือนในกรณีรักษาเบาหวาน และความดันโลหิตสูงที่มักต้องใช้ยาควบ


การอยากอาหารเป็นระบบบอันสลับซับซ้อนของโมเลกุลที่มีวิวัฒนาการมานับล้านปี สัญญาณการอยากอาหารเดินทางระหว่างร่างกายกับสมองและภายในสมองเอง

สัญญาณสั่งให้
(1) กิน-โปรตีนนิวไร เป็ปไทด์ Y ทำหน้าที่เป็นสารนำสัญญาณในระบบประสาทที่ช่วยกระตุ้นให้อยากอาหาร และกำกับดูแลอัตราการเผาผลาญพลังงานและการสร้างไขมัน

(2) กิน-ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กผลิตฮอร์โมนนี้เพื่อกระตุ้นการอยากอาหาร

(3) อย่ากิน-เป็ปไทด์ YY3-36 หรือ pyy ผลิตโดยเซลล์ในลำไส้เพื่อตอบสนองต่ออาหาร โดยจะไหลเวียนไปยังสมองเพื่อยับยั้งความอยากกิน

(4) อย่ากิน-เล็ปติน เป็นฮอร์โมนที่ผลิตโดยเซลล์ไขมัน ซึ่งเมื่อระดับฮอร์โมนปกติ คนเราก็จะกินเพียงเพื่อให้น้ำหนักอยู่ตัวแต่ถ้าขาดแคลน ฮอร์โมนนี้จะส่งสัญญาณให้สมองสั่งการด้วยคิดว่าร่างกายกำลังขาดแคลนไขมัน ทำให้เกิดการกินมากไปด้วย

PYY ควบคุมการกินอย่างไร ?
1. ศูนย์ Arcuate Nucleus ที่สมองส่วนไฮโปทาลามัสได้รับสัญญาณจากร่างกายว่าจะต้องการอาหารหรือไม่ โดยมีเซลล์ประสาทรับคำสั่ง 2 ชนิด คือ เซลล์ประสาทชนิดที่ทำให้อิ่มและชนิดที่ทำให้หิว
2. เซลล์ประสาททั้งสองชนิดส่งสัญญาไปยังสมองส่วน Paraventricular Nucleus ซึ่งจะมีตัวส่งสัญญาณว่าอิ่มหรือหิวแล้วแต่การกระตุ้น
3. Paraventricular Nucleus ส่งสัญญาณให้กินหรือทำกิจกรรมอื่นที่ช่วยเผาผลาญพลังงาน
4. มีการกระตุ้นหรือยับยั้งความอยากอาหารตามแต่สัญญาณประสาทที่สั่งไป


(update 5 กรกฎาคม 2004)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 เมษายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600