"นี่เธอรู้ไหม ป้าของไก่ที่เป็นเบาหวานน่ะ ขาเน่าถูกตัดขาไปแล้วล่ะ"
เสียงแว่วมาจากที่นั่งข้างๆ ตัวดิฉัน ทำให้ต้องตื่นจากภวังค์ แล้วคิดต่อไปว่าทำไมนะเราต้องได้ยินเรื่องราวเหล่านี้บ่อยๆ
ผู้เป็นเบาหวานบางรายเป็นแผลที่นิ้วจากเล็บขบเล็กน้อย แต่ลุกลามขึ้นจนถูกตัดนิ้ว
ตัดแล้วแผลก็ยังไม่หายต้องตัดเท้าและตัดขาในที่สุด จนเป็นที่ร่ำลือว่าถ้าเป็นแผลอย่ายอมให้หมอตัดนะ
เพราะหมอจะตัดไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมากทีเดียว
"แล้วจะไม่มีทางป้องกันเลยหรือ" ผู้เป็นเบาหวานที่เป็นแผลที่เท้าจะต้องถูกตัด และตัดอยู่ร่ำไปเลยหรือ
คำถามเหล่านี้เราตอบท่านได้อย่างเต็มปากว่ามีทางป้องกัน ด้วยการ " ดูแลสุขภาพเท้าอย่างถูกวิธี หมั่นตรวจตรา
เมื่อเกิดแผลควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด" สำหรับบางรายที่มีปัญหาเรื้อรัง
ส่วนใหญ่เกิดจากมีปัญหาเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน คือ มีการไหลเวียนของเลือดไปที่ส่วนปลายขาน้อยลงนั่นเอง
จากการศึกษาพบว่าเมื่อการไหลเวียนของเลือดที่ปลายขายิ่งน้อยลงเท่าไร โอกาสของการเกิดแผลจะเพิ่มมากขึ้น
และทำให้โอกาสการหายของแผลยิ่งลดลง
ดังนั้น ผู้เป็นเบาหวานควรได้รับการตรวจประเมินการไหลเวียนของเลือดที่ส่วนปลายขาแต่เนิ่นๆ
เพื่อให้การดูแลรักษาและรับคำแนะนำที่เหมาะสมซึ่งสามารถป้องกันการเกิดแผลและการสูญเสียนิ้วเท้า
เท้าและขาได้ด้วย
การตรวจประเมินภาวะหลอดเลือด การวัด ABI (Ankle Brachial Blood Pressure Index) คือ
การวัดแรงดันโลหิตตรงส่วนปลายขาเทียบสัดส่วนกับที่แรงดันโลหิตแขนข้างเดียวกัน (แขนขวาเทียบกับขาขวา
และแขนซ้ายเทียบกับขาซ้าย) ถ้าวัดค่าได้น้อยกว่า หรือเท่ากับ 0.9 แสดงว่า การไหลเวียนของเลือดตรงส่วนปลายขามีปัญหา
ปัญหาจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับค่าที่วัดได้ คือ ค่ายิ่งน้อยมาก ๆ แสดงว่า การอุดตันของเส้นเลือดส่วนปลายมีมากและอาจมีหลายจุด
นอกจากนี้ ผลจากการวัดยังสามารถนำไปใช้ประเมินเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมองด้วย คือ หากคุณมีปัญหาเส้นเลือดที่ขา
ให้พึงระวังว่ามีโอกาสสูงที่คุณจะมีปัญหาเส้นเลือดที่หัวใจและสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุของการอัมพฤกษ์ อัมพาต
และการเสียชีวิตได้ด้วยเช่นกัน
การวัด ABI นี้ จะต้องกระทำโดยแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินการเต้นของชีพจรของท่านว่ามีปัญหาหรือไม่
ถ้ามีปัญหา แพทย์จะส่งผู้ป่วยวัด ABI ทันที การวัดนี้อาจวัดโดยการใช้เครื่องวัดความดันธรรมดาร่วมกับการฟังโดยผู้เชี่ยวชาญ
หรือถ้าชีพจรเสียงค่อยมาก จะใช้เครื่องช่วยฟังที่เรียกว่า doppler
การประเมินการไหลเวียนของเลือดส่วนปลายขานั้นควรทำตั้งแต่เนิ่นๆ
ก่อนที่จะมีอาการแสดงของภาวะเส้นเลือดอุดตันให้เห็น เพราะส่วนใหญ่ไม่มีอาการซึ่งจะช่วยให้ทำการป้องกัน
หรือผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
ท่านที่พึงได้รับการตรวจประเมินภาวะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขา ได้แก่
ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และมีปัจจัยเสี่ยงข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ร่วมด้วยหรือทั้งหมด คือ
1. เคยสูบบุหรี่จัดหรือกำลังสูบจัดอยู่ โดยประเมินจากจำนวนมวนที่สูบเฉลี่ยแต่ละวัน x จำนวนปี
แล้วหารด้วย 20 ถ้าผลลัพธ์ที่ได้ตั้งแต่10 ขึ้นไป ถือว่าคุณสูบบุหรี่จัด
2. มีภาวะความดันโลหิตสูง
3. มีภาวะไขมันในเลือดสูง
การมีปัจจัยร่วมเพียงข้อใดข้อหนึ่งจะทำให้โอกาสเกิดการอุดตันของเส้นเลือดเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม
การวิจัยพบว่า กลุ่มผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 อายุน้อยกว่า 50 ปี และไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ ข้างต้นเลย
ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะอุดตันของเส้นเลือดได้เช่นกัน แต่น้อยกว่าผู้มีอายุมากหรือมีความเสี่ยงอื่นประกอบ
ดังนั้น เราควรควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ร่วมกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงคนปกติ
และผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรได้รับการประเมินเส้นเลือดส่วนปลายขาตั้งแต่เนิ่นๆ
กิ่งเพชร ประกอบกิจเจริญ
วิทยากรเบาหวาน โรงพยาบาลเทพธารินทร์
(update 20 สิงหาคม 2004)
[ ที่มา...
กรุงเทพวันอาทิตย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 5896 วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ]
|