อันที่จริงธรรมชาติให้ความเอื้อเฟื้อต่อเรามาก โดยสร้างระบบเตือนภัยไว้ให้เราอย่างเสร็จสรรพ
เช่น สร้างอาการง่วงไว้เพื่อเตือนว่าถึงเวลาจะต้องพักผ่อนแล้ว สร้างอาการเหนื่อยหลังจากใช้กำลังกายมากๆ
เพื่อส่งสัญญาณว่าต้องพักแล้วนะ สร้างอาการปวดปัสสาวะหรืออุจจาระเพื่อให้มีเวลาไปห้องน้ำ อย่างนี้เป็นต้น
เรื่องของเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบก็เช่นกัน ธรรมชาติได้สร้างอาการสำคัญไว้อย่างหนึ่ง
เพื่อบอกเราว่ากล้ามเนื้อหัวใจกำลังขาดแคลนออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ ซึ่งวงการแพทย์ตั้งชื่ออาการนี้ว่า
"Angina Pectoris" หมายความว่า อาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกที่สืบเนื่องจากการที่หัวในขาดเลือดหล่อเลี้ยง
ตำแหน่งที่รู้สึกเจ็บหรือแน่นเหมือนมีมือยักษ์มาบีบหน้าอกจะอยู่หลังกระดูกหน้าอก (Sternum)
โดยอาจมีการปวดร้าวไปที่ไหล่ซ้าย แขนซ้าย มือหรือที่คอและคาง ซึ่งส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่เพียงไม่กี่นาที
เหมือนจะบอกเราว่าให้รีบนั่งพักเสียถ้ากำลังทำอะไรอยู่ เพื่อที่ว่าหัวใจจะได้พัก
แล้วรอให้เลือดมาเลี้ยงเพียงพอเสียก่อนที่จะทำงานต่อไป อาการเตือนนี้จะไม่ทำให้เกิดความเสียหายถาวรต่อกล้ามเนื้อหัวใจ
ต่างจากคำว่า "Heart Attack" ซึ่งมีการเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างถาวร
อย่างไรก็ตาม Angina ยังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ
1. Stable Angina ซึ่งเป็นผลจากการที่เส้นเลือดเลี้ยงหัวใจมีตำแหน่งตีบตันทั่วไปอย่างคงที่
มีเลือดไหลผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจพอเพียง ถ้าคนๆ นั้นกำลังนั่งพักหรือหัวใจเต้นช้าๆ
แต่ถ้าเริ่มทำงานแล้วหัวใจเต้นเร็วขึ้น เลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจในปริมาณเดิมก็จะไม่เพียงพอ
ดังนั้น Stable Angina จึงเกิดเวลามีการใช้กำลังกายหรือมีความเครียดหรือตื่นเต้นโดยไม่ก้าวเลยไปเป็น Heart Attack
อาการที่เกิดบ่อยครั้งสร้างความตื่นตระหนกตกใจต่อเจ้าตัวและผู้พบเห็น แต่กลับเป็นอาการที่รักษาได้ดี
มีชีวิตยาวนานถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอ มีการใช้ยาตามสั่งและเรียนรู้วิธีการดูแลหัวใจ
2. Unstable Angina เป็นภาวะที่เส้นเลือดเลี้ยงหัวใจมีการตีบตันอยู่เหมือนกัน
แต่อยู่ๆ เลือดก็ไม่ไหลผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้แม้การนั่งพัก นอนหลับ
หรือขณะใช้กำลังกาย อาการเจ็บหน้าอกปานกลางถึงรุนแรงอาจเกิดขึ้นทั้งๆ
ที่ไม่เคยเจ็บหน้าอกมาก่อน Unstable Angina จึงอันตรายกว่า เพราะอาจก้าวเลยไปเป็น Heart Attack ได้
จนหมอบางคนบอกว่า Unstable Angina ก็คือ Heart Attack เพราะพิเคราะห์โรคจากกันได้ยาก
สาเหตุของ Unstable Angina ก็คือการเกิดรอยแตกที่คราบไขมันซึ่งพอกผนังเส้นเลือดแดงอยู่
พอเกิดรอยแยกแล้วร่างกายก็จะมีการตอบสนองเหมือนเวลามีแผลสด คือสั่งกำลังทหาร
ได้แก่ เม็ดเลือดขาวลงมาควบคุมจนเกิดปฏิกิริยาการอักเสบ แล้วมีการคั่งแข็งตัวของเลือดใกล้ๆ
คราบไขมันที่แตกนั้น ก้อนเลือดที่คั่งแข็งตัวจะมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ จนเกิดการอุดตันและเจ็บหน้าอกมาก
หรือไม่ก็ข้ามขั้นตอนไปเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเลยถ้าเส้นเลือดแดงตันทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามก้อนเลือดที่คั่งแข็งตัวอาจล่องลอยไปตามกระแสโลหิตโดยไม่เกิดอันตรายใดๆ ก็ได้
คุณหมอจะต้องพิเคราะห์แยกโรคจากอาการทั้งสามคือ Stable, Unstable Angina และ Heart Attack
เพราะการรักษาจะต่างกัน แต่บางครั้งก็แยกจากกันได้ยาก
Heart Attack ใช้เป็นคำย่อบอกอาการและอาการแสดงเมื่อเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจเส้นใดเส้นหนึ่งหรือหลายเส้น
เกิดการอุดตันเฉียบพลัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจสงบนิ่ง ขาดออกซิเจนนานพอจนตายไป
โดยบางคนอาจมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างมากนำพร้อมกับเหงื่อกาฬไหล คลื่นไส้อาเจียนและหายใจไม่สะดวก
ศัพท์ทางแพทย์เรียกว่า "Myocardial Infarction" แปลว่า กล้ามเนื้อหัวใจตาย
เนื่องจากปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วมากแต่จริงๆ แล้วกระบวนการตีบแคบของเส้นเลือดแดงจะค่อยเป็นค่อยไป
และดำเนินไปหลายปีแล้วจนเส้นเลือดเกิดการอุดตัน เวลาเกิดแล้วต้องรีบรักษาให้ทันการก่อนที่กล้ามเนื้อหัวใจจะตายไป
วิธีทำคือเมื่อวินิจฉัยได้แล้วหมอจะต้องรีบฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำเพื่อไปละลายก้อนเลือดที่คั่งแข็งตัว
แล้วอุดเส้นเลือดแดงเส้นสำคัญอยู่ในขณะนั้น
หัวใจมนุษย์ช่างเป็นอวัยวะที่มหัศจรรย์เสียนี่กระไร ขนาดของมันโตเท่ากับกำปั้นของเจ้าของ
แต่ทำหน้าที่เต้นเพื่อสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกายอย่างซื่อสัตย์ตลอดชีวิตของคนๆ นั้น ซึ่งอาจจะเลย 100 ปีก็มี
โดยไม่เคยพักเลย เรียกว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีอวัยวะเทียมชนิดใดที่ทำหน้าที่ได้อย่างของจริง
ตัวเลขที่น่าสนใจคือ หัวใจคนปกติก็จะเต้นราวนาทีละ 60 ครั้ง หรือ 3,600 ครั้งต่อชั่วโมง
หรือวันละ 86,400 ครั้ง ซึ่งถ้าคิดเป็นปีแล้วก็คือ 31.5 ล้านครั้ง หรือ 2,400 ล้านครั้งตลอดชั่วชีวิต
ด้วยปริมาณเลือดที่สูบฉีด 1 ล้านบาร์เรล
ถ้าหัวใจพูดได้ก็คงจะบอกเราว่าอย่าเพิ่มภาระให้แก่มันโดยเพิ่มความเสี่ยงโดยใช่เหตุ
และถ้าเป็นไปได้ควรลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดโดย
1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง เช่น บริโภคอาหารที่อุดมด้วยไขมัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันชนิดอิ่มตัว
2. ลดน้ำหนักโดยการจำกัดอาหาร เช่น ถ้าจะลดน้ำหนักสัปดาห์ละ 1-2 ปอนด์
ก็ให้รับประทานเพียงวันละ 1,200-1,500 แคลอรี ถ้าเป็นผู้หญิง และ 1,500-1,800 แคลอรี
ถ้าเป็นผู้ชาย
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
(update 26 เมษายน 2004)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2545-มกราคม 2546 ]
|