เราจะมาพูดเรื่องการดูแลรักษาคุณแม่ครรภ์แฝดตั้งแต่ตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด และหลังคลอด
ในฉบับที่แล้วผมเคยเขียนแล้วว่าระยะห่างและความถี่ที่เหมาะสมในการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงในครรภ์แฝดนั้น
ทาง American College of Radiology ได้พยายามตั้งเกณฑ์ขึ้น โดยหากวินิจฉัยว่า
เป็นครรภ์แฝดได้ ตั้งแต่ไตรมาสแรก ก็ให้ตรวจดูภาวะความพิการแต่กำเนิดเมื่ออายุครรภ์ 18-20 สัปดาห์
ส่วนหลังจากนั้น รวมทั้งกลุ่มที่วินิจฉัยได้ในไตรมาสที่สอง การตรวจติดตามให้ดำเนินตามชนิดของเยื่อหุ้มทารก
โดยในครรภ์แฝดชนิดเยื่อหุ้มทารก 2 ชั้น ให้ตรวจติดตามทุก 6 สัปดาห์ หากไม่สามารถทำได้
อย่างน้อยให้ตรวจติดตามในไตมาสที่สามอีกหนึ่งครั้ง ส่วนในครรภ์แฝดชนิดเยื่อหุ้มชั้นเดียว
ให้ตรวจติดตามทุก 3-6 สัปดาห์ แต่โดยทั่วไปนิยมตรวจติดตามทุก 3-4 สัปดาห์
หากมีภาวะทารกโตช้าในครรภ์ในทารกคนใดคนหนึ่ง หรือทั้งสองคน ควรตรวจติดตามถี่ขึ้น
โดยเฉพาะหากมีความแตกต่างระหว่างขนาดของทารกทั้งสองมาก หรือมีภาวะปริมาณน้ำคร่ำน้อยผิดปกติ
ควรตรวจติดตามทุก 2 สัปดาห์
เนื่องจากสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนมากมายในการตั้งครรภ์แฝด
การดูแลรักษาย่อมต้องแตกต่างกันออกไปจากการตั้งครรภ์ คือ
สตรีตั้งครรภ์แฝดต้องได้รับการดูแลระหว่างตั้งครรภ์บ่อยกว่าครรภ์ปกติ
โดยจะต้องตรวจติดตามการเจริญเติบโตของทารกอย่างใกล้ชิด
และเฝ้าระวังมิให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
พยายามป้องกันภาวะบาดเจ็บของทารกจากการคลอด
ตลอดจนทำให้ทารกได้รับการดูแลที่ถูกต้องจากกุมารแพทย์หลังคลอด
การคลอดจึงควรทำในโรงพยาบาลที่สามารถให้การดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูง
และสามารถดูแลทารกที่อาจคลอดก่อนกำหนดและมีภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้
ในระยะตั้งครรภ์ เมื่อคุณแม่ได้รับการวินิจฉัยได้ว่าเป็นครรภ์แฝด
ควรพยายามตรวจหาชนิดของเยื่อหุ้มทารก และภาวะทารกพิการแต่กำเนิด
ให้คำปรึกษาและทำการตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรมในรายที่มีข้อบ่งชี้ สตรีตั้งครรภ์ควรได้รับอาหารที่มีคุณค่า
และให้ปริมาณพลังงาน ตลอดจนวิตามินและแร่ธาตุที่เพียงพอ มีการเฝ้าระวังการเกิดโลหิตจาง
ความดันโลหิตสูงในมารดา ติดตามการเจริญเติบโตของทารกและเฝ้าระวังการเกิดการเจ็บครรภ์คลอด
ก่อนกำหนดตามที่ได้กล่าวมาแล้ว พร้อมทั้งให้การดูแลรักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วแต่กรณี
คราวนี้ก็มาถึงระยะที่คุณแม่ครรภ์แฝดเจ็บครรภ์คลอด การดูแลระหว่างการคลอดสำหรับครรภ์แฝด
เป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งของสูติแพทย์ในห้องคลอด ซึ่งการที่จะสามารถดำเนินการให้ประสบความสำเร็จได้
ต้องประกอบด้วยหลักสำคัญหลายประการ ที่สำคัญที่สุดคือ สูติแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญ
พร้อมด้วยทีมงานทางสูติกรรมที่มีประสบการณ์ นั่นคือ หมอผู้ช่วย สูติการพยาบาล หมอดมยาและหมอเด็ก
อัตราทารกตายคลอดในครรภ์แฝดสูงมากขึ้นภายหลังอายุครรภ์ 38 สัปดาห์
หมอสูติจึงเลือกที่จะให้ทารกแฝดคลอดเมื่อการตั้งครรภ์ดำเนินมาจนถึงอายุครรภ์ดังกล่าว
อย่างไรก็ดียังเป็นที่ถกเถียงว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องให้คลอดหากการเจริญเติบโต
และสภาวะของทารกทั้งสองยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ วิธีการคลอดของคุณแม่นั้น คุณหมอจะดูว่า
ส่วนนำของทารกเป็นหัวหรือก้นหรือท่าขวาง รวมทั้งขนาดและสภาวะของทารกทั้งสองเป็นสำคัญ
การชักนำให้เกิดการคลอดไม่ใช่ข้อบ่งชี้ห้ามในครรภ์แฝด
การผ่าท้องทำคลอดแนะนำให้ทำเมื่อทารกคนแรกไม่เป็นท่าศีรษะ
ท่าของทารกคนที่สองไม่มีส่วนในการตัดสินใจเรื่องวิธีการคลอด
เพราะอาจเปลี่ยนแปลงได้หลังทารกคนแรกคลอด ในกรณีที่เคยผ่าท้องทำคลอดมาก่อน
เคยมีรายงานเกี่ยวกับความปลอดภัยในการพยายามให้คลอดทางช่องคลอด
แต่หมอสูติก็มักจะไม่เสี่ยง โดยทั่วไปจะแนะนำให้ทำการผ่าท้องทำคลอด
เนื่องจากมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาในมดลูกได้เพราะมดลูกมีการยืดขยายมาก
และมีโอกาสใช้สูติศาสตร์หัตถการภายในโพรงมดลูกเมื่อทำคลอดทารกคนที่สองสูง
อย่างไรก็ตามการผ่าท้องทำคลอดไม่ได้ลดความยากและภาวะแทรกซ้อนจากท่าที่ผิดปกติของทารกโดยสิ้นเชิง
การผ่าตัดควรทำด้วยความระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
ไม่ต่างไปจากการคลอดทางช่องคลอด หากคุณหมอพิจารณาให้คุณแม่คลอดทางช่องคลอดแล้ว
หากเป็นไปได้การทำคลอดควรทำในห้องผ่าตัด โดยติดเครื่องตรวจหัวใจทารกตลอดเวลา
(Continuous external fetal monitoring) ในทารกทั้ง 2 คน ตลอดการดำเนินการคลอด
ควรให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ และเตรียมเลือดเผื่อกรณีต้องผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน
หรือเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด โดยอาจใช้ยาฝังมดลูกช่วยในการเร่งคลอดด้วยความระมัดระวัง
ในขณะคลอดหมอสูติอาจมีการเตรียมเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง
เพื่อตรวจท่าทารกคนที่สองเมื่อทารกคนแรกคลอดแล้ว หากมีข้อบ่งชี้ในการใช้สูติศาสตร์หัตถการ
ในการทำคลอดทารกคนที่สอง อาจให้หมอดมยาช่วยแทงหลัง ให้ยาระงับความรู้สึกด้วยก็ดี
ในอดีต มักเชื่อว่าการคลอดทารกคนที่สองที่นานเกินกว่า 30 นาที เพิ่มความเสี่ยงต่อทารก
ต่อมาพบว่าหากผลการตรวจการเต้นของหัวใจทารกคนที่สองเป็นปกติ ในขณะที่ส่วนนำของทารกค่อยๆ
เคลื่อนต่ำลงมาก็ยอมรับได้ที่จะรอนานกว่า 30 นาที หากมดลูกหดรัดตัวไม่ดีพอ
ก็สามารถให้ยาเร่งการหดรัดตัวของมดลูกได้ ตลอดจนสามารถใช้สูติศาสตร์หัตถการ
ช่วยในการทำคลอดทารกคนที่สองได้ เมื่อมีข้อบ่งชี้ไม่พบว่าต้องทำผ่าตัดคลอดทารกคนที่สองมากนัก
จะทำก็ต่อเมื่อทารกดังกล่าวมีขนาดใหญ่กว่าทารกคนแรกมากเท่านั้น
เหนื่อยไหมครับ อ่านแล้วคุณแม่บางคนเริ่มจะกลัวการตั้งครรภ์แฝดแล้ว
ในที่สุดก็มาถึงระยะหลังคลอด ควรให้ยาบีบมดลูกเพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอด
ในระยะที่สามของการคลอด มีการเฝ้าระวังภาวะติดเชื้อหลังคลอด
ตลอดจนต้องรักษาภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดมากโดยการใส่เลือดทดแทนตามความจำเป็น
โดยสรุปแล้วหมอสูติต้องเตรียมพร้อมสำหรับการดูแลรักษาคุณแม่ครรภ์แฝด
โดยเฉพาะระหว่างตั้งครรภ์เป็นระยะสำคัญที่สุด การพยายามป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
จะช่วยให้สามารถลดอัตราการตายของทารกลงได้ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝดจึงควรไปพบคุณหมอตามกำหนดนัด
และดูแลรักษาตัวเองตามที่คุณหมอท่านแนะนำนะครับ ขอให้คุณแม่ครรภ์แฝดทุกคนทั้งแฝดสอง แฝดสาม ฯลฯ
ได้อุ้มลูกที่น่ารักสมใจนึกทุกคนนะครับ
(update 10 มิถุนายน 2004)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 พฤษภาคม 2547 ]
|