"ริดสีดวงทวาร"
แค่ได้ยินชื่อก็หวาดเสียดแล้วใช่ไหมครับ โรคนี้ถึงจะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงมากนัก
แต่เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความไม่สุขสบายทั้งกายและใจเป็นอย่างยิ่ง ว่ากันว่าทั้งเจ็บ ทั้งทรมาน
ทั้งอายอย่าบอกใครเชียว โอ๊ย แล้วอย่างนี้ถ้ามาเป็นเอาตอนช่วงที่ท้องอยู่ มันจะไม่ยิ่งเลวร้ายไปใหญ่หรือนี่
อย่าเพิ่งตกใจไปครับคุณแม่ทั้งหลาย ใจเย็นๆ ก่อนอื่นคงต้องยอมรับความจริงกันก่อนว่าริดสีดวงทวารนั้น
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในระหว่างตั้งครรภ์ พบได้บ่อยเสียด้วยสิครับ อาจพบได้สูงถึงครึ่งหนึ่งของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทั้งหมดทีเดียว
แต่ข่าวดีก็คือ ถึงแม้จะพบบ่อยขนาดนั้น แต่เกือบทั้งหมดที่เป็นไม่ได้รุนแรงมากมายอะไร
นอกจากนั้นโดยทั่วไปโรคนี้มักจะดีขึ้นหรือหายไปเองหลังคลอดเสียอีกด้วย ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อยแล้วใช่ไหมครับ
ในเมื่อโรคนี้เป็นโรคที่พบบ่อยและก่อให้เกิดปัญหาให้กับคุณแม่หลายๆ ท่าน วันนี้เรามาคุยถึงเรื่องนี้กันหน่อยดีกว่านะครับ
ริดสีดวงทวาร & แม่ท้อง & เส้นเลือด... เอ๊ะ เกี่ยวกันยังไง
บางท่านอาจนึกว่าริดสีดวงทวารนั้น เป็นก้อนหรือติ่งเนื้อที่ยื่นอกมาบริเวณทวารหนัก
แต่จริงๆ แล้วริดสีดวงทวาร คือเส้นเลือดที่โป่งพองขึ้นมาต่างหาก ลักษณะเดียวกันกับเส้นเลือดขอดตามน่อง
หรือตามขานั่นแหละครับ แต่ไปเกิดขึ้นบริเวณทวารหนักแทน บางรายเป็นอยู่ภายใน เวลาเบ่งถ่ายจึงจะยื่นออกมา
แต่ในบางรายก็เป็นเห็นชัดอยู่ทางด้านนอกเลยก็มี
การที่คุณแม่มาเป็นริดสีดวงทวารในช่องท้องนั้นก็เป็นเพราะว่า การตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง
ที่ทำให้คุณแม่เป็นริดสีดวงทวารได้ง่ายขึ้น ใครไม่เคยเป็นก็อาจมาเป็นในช่วงนี้
ส่วนใครที่เป็นมาก่อนหน้าจะตั้งครรภ์ก็อาจเป็นมากขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วยครับ
ในระหว่างการตั้งครรภ์นั้น ปริมาณเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ในทางกลับกันการไหลเวียนจะไม่ดีนัก
โดยเฉพาะในส่วนล่างของร่างกาย ส่วนหนึ่งเกิดจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป
และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากมดลูกที่มีขนาดใหญ่กดทับหลอดเลือดใหญ่ในช่องท้องอยู่ด้วย
บริเวณทวารหนักก็เช่นกัน เลือดที่ไหลเวียนไม่ดีก็จะคั่งอยู่ในหลอดเลือด พอเลือดคั่งอยู่นานๆ เข้า
หลอดเลือดก็เกิดการโป่งพองขึ้นมา พอเป็นมากขึ้นก็กลายเป็นริดสีดวงทวารในที่สุดครับ
นอกจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติในระหว่างตั้งครรภ์ที่กล่าวมาแล้ว
ยังมีสาเหตุอีกบางประการที่จะทำให้คุณแม่เป็นริดสีดวงทวารได้ง่ายและมากขึ้นอีกด้วยครับ
ปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญได้แก่ การที่มีแรงดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกิดจากการเบ่งถ่ายนานๆ
เนื่องจากอาการท้องผูก หรือการยกของหนัก เป็นต้น นอกจากนั้นอาจเกิดจากแรงโน้มถ่วงของโลกเอง
ที่ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เช่น การนั่งหรือยืนนานๆ เป็นต้น
อาการแบบนี้... ใช่เลย
อาการที่พบได้บ่อยก็คือ อาการเจ็บและมีเลือดออกเวลาถ่ายอุจจาระครับ โดยเฉพาะถ้าท้องผูกหรืออุจจาระแข็ง
ลักษณะเลือดที่ออกนั้นมักเป็นเลือดสดๆ แต่ออกไม่มากนัก อาจติดปนมากับอุจจาระหรือออกมาหลังถ่ายเสร็จแล้วก็เป็นได้
นอกจากนั้นบางรายอาจมีอาการคันหรือปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วยกรณีที่เป็นมาก ริดสีดวงทวารจะมีขนาดใหญ่ขึ้น
ทำให้เป็นก้อนขึ้นมาบริเวณทวารหนัก บางครั้งก้อนดังกล่าวอาจโผล่ออกมาเฉพาะเวลาที่เบ่งถ่ายเท่านั้น
และหดกลับไปหลังถ่ายเสร็จ แต่บางรายก็เป็นก้อนอยู่ภายนอกครับ
ป้องกันดีกว่าแก้ไข
โรคนี้เหมือนกับโรคอื่นทั่วไปนั่นแหละครับ ที่เราสามารถป้องกันหรือลดความรุนแรงลงได้
การป้องกันนั้นเป็นมาตราการที่สำคัญและได้ผลดีมากกว่าการปล่อยให้เป็นแล้วจึงทำการรักษา
จากที่กล่าวมาจะพบว่าโรคนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงตามปกติระหว่างตั้งครรภ์
ซึ่งปัจจัยนี้อาจแก้ไขไม่ได้ แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เราสามารถจะป้องกันและแก้ไขได้ไม่ยากนัก
เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคขึ้นมา ปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับคุณแม่ช่วงท้องนั้นได้แก่ เรื่องของท้องผูก
อาการท้องผูกนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นของคู่กันกับการตั้งครรภ์เลยทีเดียวครับ
เป็นกันแทบจะทุกคนก็ว่าได้ไม่มากก็น้อยแหละครับ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์ (อีกแล้วครับ)
ซึ่งได้แก่ ฮอร์โมนบางชนิดจะทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าลงกว่าเดิม รวมทั้งการที่ของเสียอยู่ในลำไส้นานมากขึ้น
ร่างกายก็จะดูดซึมน้ำกลับมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้อุจจาระแข็งมากขึ้นครับ อีกสาเหตุก็คือ
การที่มดลูกโตขึ้นและไปกดทับลำไส้ทำให้การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปด้วย เมื่อคุณแม่ท้องผูกก็จะต้องออกแรงเบ่งเวลาถ่าย
ซึ่งก็จะทำให้เกิดเป็นริดสีดวงทวารขึ้นมาได้ง่าย หืออาจทำให้โรคนั้นเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าเราสามารถป้องกันอาการท้องผูกได้
โอกาสที่จะเป็นริดสีดวงทวารก็จะน้อยลงไปด้วยครับ
เรื่องนี้เป็นเรื่องของการดูแลตนเองเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยขั้นแรกนั้นคุณแม่ทุกท่านคงต้องคอยเอาใจใส่
กับกิจวัตรประจำวันของตัวเองให้ดีก่อน โดยเฉพาะเรื่องของการขับถ่าย ต้องคอยควบคุมการขับถ่ายให้เป็นตามปกติ
อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเวลาแน่นอนก็ได้ครับ เอาเป็นว่าถ้าปวดท้องจะถ่ายตอนไหน
ก็ให้จัดการถ่ายให้เรียบร้อยเสียเลย พยายามอย่ากลั้นหรืออั้นไว้นาน เพราะถ้าอาการปวดถ่ายหายไป
ก็ทำให้ไม่อยากจะถ่ายไปเสียอีก แล้วก็จะต้องมาเบ่งถ่ายกันภายหลัง
ลดอาการท้องผูก ผ่านกิจวัตรประจำวันง่ายๆ
- พยายามดื่มน้ำให้มากๆ ให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพราะจะช่วยทำให้อุจจาระไม่แข็งจนเกินไป
และทำให้ถ่ายง่ายขึ้น
- พยายามรับประทานอาหารที่มีเส้นใยหรือกากมากๆ เช่น พวกผัก ผลไม้ เป็นต้น
กากอาหารจะช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติมากขึ้น
- พยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็คงไม่ถึงกับออกกำลังกายหักโหมมากนัก อาจเพียงแค่เดินเร็วๆ
หรือว่ายน้ำสักวันละนิดละหน่อยก็เพียงพอแล้วครับ การออกกำลังกายนั้นจะช่วยให้ระบบต่างๆ
ของร่างกายทำงานอย่างปกติรวมไปถึงระบบการย่อยและการขับถ่ายด้วย
- ลองสังเกตตัวเองว่า อาการท้องผูกนั้นสัมพันธ์กับยาบำรุงหรือวิตามินที่รับประทานอยู่หรือไม่
เพราะยาดังกล่าวบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้เช่นกัน ถ้าไม่แน่ใจอาจลองปรึกษาคุณหมอที่ดูแลดูนะครับ
ผ่อนหนักให้เป็นเบา
แน่นอนครับว่าถึงแม้เราจะดูแลตัวเองดีแค่ไหน หรือแม้พยายามป้องกันอย่างเต็มที่แล้ว
คุณแม่ทุกคนก็ยังมีโอกาสที่จะเป็นริดสีดวงทวารอยู่ดี สำหรับคุณแม่บางท่านที่เป็นริดสีดวงทวารไปแล้ว
ไม่ว่าเป็นมากหรือเป็นน้อยแค่ไหน ก็จำเป็นต้องมีการดูแลรักษาที่เหมาะสม เพื่อบรรเทาอาการ
และความไม่สุขสบายต่างๆ โดยผมมีข้อแนะนำเกี่ยวกับวิธีการดูแลรักษาตัวเองต่างๆ ดังต่อไปนี้ครับ
เรื่องของกิจวัตรประจำวัน
- แนะนำให้คุณแม่พยายามหลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งนานๆ โดยไม่จำเป็น
การยกของหนักนั้นก็ต้องหลีกเลี่ยงเช่นกัน หาคนมาช่วยนั้นน่าจะดีที่สุด
ก็สามีสุดที่รักนั่นแหละครับ ไม่ช่วยก็จะได้รู้กันไป๊
- การนอนนั้น ถ้าเป็นไปได้ควรนอนตะแคง ซึ่งจะช่วยให้มดลูกไม่ไปกดทับหลอดเลือดใหญ่ในท้อง
ก็จะทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นครับ
- ระวังทุกครั้งในการทำความสะอาดหลังถ่ายอุจจาระ ไม่ควรทำความสะอาดรุนแรงมากเกินไป
การใช้กระดาษชำระก็ควรเลือกแบบหนานุ่มสักหน่อย แล้วเวลาเช็ดทำความสะอาด เบาๆ มือหน่อยก็จะดีครับ
การช่วยบรรเทาและรักษาอาการ
- การนั่งแช่ก้นในน้ำอุ่น เป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผลดีจะสามารถช่วยลดความเจ็บปวด การบวมและการอักเสบของริดสีดวงทวารลงได้
วิธีทำนั้นก็แนะนำให้ใช้น้ำอุ่นพอควรใส่ในกะละมังใบขนาดกำลังดี แล้วนั่งแช่ก้นลงไป ทำครั้งละ 10-20 นาที
วันละ 2-3 ครั้งเท่านั้นเองครับ อาจลองใส่เกลือหรือด่างทับทิมลงไปด้วยเล็กน้อยก็ได้
บางท่านบอกว่าอาจช่วยให้สบายละหายเร็วขึ้นได้ด้วยครับ
- การประคบเย็นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดความเจ็บปวดและอาการบวมได้ วิธีทำนั้นอาจใช้น้ำแข็งห่อผ้าหนาๆ
หรือใช้แผ่นเจลสำเร็จรูปแช่ตู้เย็นในการประคบก็ได้ครับ ก็คงแล้วแต่ใครชอบแบบไหน ร้อน หรือ เย็น ใช้ได้ทั้ง 2 วิธี
ริดสีดวงทวาร กับการคลอด
ปกติแล้วริดสีดวงทวารนั้นมักจะไม่ก่อให้เกิดปัญหากับการคลอดทางช่องคลอดแต่อย่างใด
ยกเว้นในกรณีที่เป็นมากจริงๆ เท่านั้นครับ ซึ่งอาจทำให้การตัดฝีเย็บต้องทำอย่างระมัดระวัง
และหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปโดนเข้า เพราะเดี๋ยวเลือดจะออกมากกว่าที่ควรจะเป็น
ก็ริดสีดวงทวารเป็นหลอดเลือดทั้งนั้นนี่นะ
แต่อย่าเพิ่งตกใจไปครับ เพราะโดยทั่วไปแล้วไม่พบว่าริดสีดวงทวารที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์นี้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด
คุณแม่ทั้งหลายคงสบายใจกันได้ ที่น่ายินดีคือ ส่วนใหญ่อาการมักจะดีขึ้นหรือหายไปหลังคลอด
ดังนั้นคุณหมอมักจะรอให้คลอดเรียบร้อยเสียก่อนแล้วจึงจะพิจารณาอีกครั้งว่าควรผ่าตัดรักษาหรือไม่ครับ
สัญญาณเตือน ควรพบแพทย์
จริงๆ แล้วคุณแม่ทุกคนที่สงสัยว่าจะมีอาการของริดสีดวงทวารหรือเป็นริดสีดวงทวาร ควรปรึกษาแพทย์ทุกรายครับ
แต่อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ส่วนใหญ่คนที่เป็นโรคนี้มักจะอายไม่กล้ามาปรึกษา ปล่อยจนกระทั่งเป็นมากแล้วจึงมา
ที่จริงแล้วอย่างน้อยก็ควรคุยกับคุณหมอสักนิดก็ยังดีครับ เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมต่อไป
ในกรณีที่มีเลือดออกนั้นต้องไปพบแพทย์แน่นอนครับ อย่ามัวนิ่งนอนใจว่าเลือดออกจากริดสีดวงทวาร
เพราะบางครั้งอาจเป็นเลือดที่ออกมาจากแหล่งอื่น เช่น จากช่องคลอด ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติอื่น
ซึ่งรุนแรงและอันตรายกว่าครับ
และดังที่กล่าวมาแล้ว โรคนี้ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ
แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นสามารถที่จะแก้ไขและป้องกันได้ ทางที่ดีที่สุดนั้นแนะนำให้คุณแม่ทุกท่านปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลทุกครั้งที่มีอาการ
หรือความผิดปกติเกิดขึ้น ถ้ามัวแต่อายและปล่อยทิ้งไว้นานอาจทำให้การรักษาได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรนะครับ
สุดท้ายนี้ก็ขออวยพรให้คุณแม่ทุกท่านผ่านพ้นการตั้งครรภ์ครั้งนี้และครั้งหน้าไปได้ด้วยดี
โดยปราศจากการรบกวนของริดสีดวงทวารนะครับ
(update 27 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 246 กรกฎาคม 2546 ]
|