" ไหนจะกังวลเรื่องลูกในท้อง ว่าจะแข็งแรงสมบูรณ์มั้ย ไหนจะต้องมาเครียดเรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอีก..."
หลายๆ อย่างเหล่านี้ ล้วนเพิ่มอารมณ์ให้ว่าที่คุณแม่ขุ่นมัว กลัวไปได้สารพัด แต่การตั้งครรภ์ไม่ได้ดูทุกข์ระทมขนาดนั้นหรอกค่ะ
ถ้าเพียงคุณศึกษาข้อมูลให้พร้อมอีกสักนิดเรื่องสะกิดใจเหล่านี้สามารถผ่านไปได้สบายเลยล่ะ
ทีนี้เราลองมาไล่ดูความวิตกกังวลของเรากันทีละข้อเลยดีไหมคะ เพื่อจะได้เบาใจทีละเปลาะก่อนจะถึงวันคลอดจริงๆ
ลูกดิ้น บอกอะไรบ้างนะ...
เด็กก็เหมือนเรานั่นแหละค่ะ เขาจะมีเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาอยู่ด้วยกันทุกคน
อย่างบางคนอาจจะชอบฟังเพลง พอได้ยินเสียงเพลงที่เราเปิดคลอเบาๆ อาจดิ้นให้เข้ากับจังหวะของเสียงเพลง
เหมือนจะบอกว่าหนูได้ยินนะ เด็กบางคนจะชอบตื่นเวลาคุณแม่กำลังนอนหลับ บางคนจะดิ้นเบาๆ แต่บางคนกลับดิ้นแรงๆ
ซึ่งทั้งนี้แล้วแต่บุคลิกลักษณะของเด็กคนนั้นๆ นะคะ ไม่ใช่ว่าดิ้นแรงๆ จะเป็นอันตรายทุกครั้งไป
บ่อยครั้งที่ลูกของคุณอาจอยู่ในท่านั่ง ทำให้คุณรู้สึกได้ว่าลูกกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ชายโครงของเรา
แต่บางครั้งเขาก็อยู่ในท่าก้มหัวลง ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกว่าเขากำลังเคลื่อนไหวอยู่บริเวณกระเพาะปัสสาวะของคุณ
แต่ถ้าอยู่ๆ ลูกเกิดอยู่เฉยไม่ดิ้น ไม่เคลื่อนไหวสักพัก นั่นแสดงว่าเขากำลังหลับปุ๋ยอยู่ค่ะ
อาจมีคำถามว่าแล้วแบบไหนที่เป็นสัญญาณอันตราย ดิ้นหรือไม่ดิ้น ดิ้นมากดิ้นน้อย เอาเป็นว่าถ้ารู้สึกผิดปกติไปจากทุกวัน
เช่น ถ้าเราเกิดรู้สึกว่าลูกกำลังไม่ดิ้นหรือดิ้นแรงผิดปกติ ตรงนี้ต้องรีบปรึกษาหมอสูติเป็นการด่วนดีที่สุดค่ะ
ตะคริว มาเยือน... ไม่แปลกนะคะ
ถ้าคุณแม่จะมีอาการเป็นตะคริว ในช่วง 2-3 เดือนก่อนคลอด
เพราะเราต้องเดินมาก ยืนมาก หรือนั่งห้อยเท้าตลอดวันนั่นเอง ทำให้เป็นตะคริวที่น่อง เท้าหรือต้นขา
และถ้าปล่อยไปนานๆ จะเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อตามมา ดังนั้นถ้าเกิดเป็นตะคริวขึ้นมาเมื่อไหร่
ให้กระดกปลายเท้าขึ้น แล้วหมุนปลายเท้าขึ้น แล้วหมุนปลายเท้าเป็นวงกลม เพื่อยืดกล้ามเนื้อน่องที่เป็นตะคริวให้คลายออก
พอถึงเวลานอนควรหาหมอนมารองเท้าและน่องให้สูงเข้าไว้ เลือดจะได้ไหลเวียนได้สะดวกค่ะ
ท้องก็ผูก แถมผิวหน้าท้องยังลายอีก...
ช่วงที่ท้องโตขึ้น มดลูกจะไปกดทับลำไส้ใหญ่ทำให้เคลื่อนตัวได้ไม่เต็มที่
ซึ่งถ้าคุณแม่เกิดเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบดื่มน้ำด้วยแล้ว แถมยังไม่ค่อยชอบออกกำลังกาย อาการท้องผูกจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ นะคะ
ดังนั้นเราควรเริ่มหันมาออกกำลังกายบ้างนิดหน่อยก็ยังดี เพื่อให้ลำไส้ใหญ่ได้เคลื่อนไหว นอกจากนั้นควรหมั่นดื่มน้ำ
กินผัก ผลไม้เยอะๆ ถ้าได้ลองทำทุกอย่างที่แนะนำแล้ว แต่ยังคงมีอาการท้องผูกอีกควรปรึกษาหมอสูติประจำตัวค่ะ
อย่าไปซื้อยาระบายมากินเองโดยเด็ดขาด เพราะอาจมีผลข้างเคียงกับเจ้าตัวเล็กได้
ส่วนอาการท้องลายนี่แล้วแต่ผิวของคุณแม่แต่ละคนค่ะ บางคนก็ลายมาก บางคนก็ลายน้อย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณแม่ที่ท้องลายมาก จะมีอาการคันมาก ดังนั้นควรหาโลชั่นมาทาก็สามารถลดอาการคันได้
ยิ่งคุณแม่คนไหนมีอาการคันมาก อาจขอยาลดอาการคันจากคุณหมอสูติฯ ก็ได้ค่ะ
คั้น...คัน...คันตกขาวอีกแล้ว...
เรื่องตกขาวเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้หญิงเราค่ะ แต่ช่วงท้องจะมีออกมามากกว่าปกติ
จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องวิตกกังวล ตกขาวแล้วมีสีแปลกๆ และมีกลิ่นเหม็นด้วยหรือเปล่า ปกติแล้วสีของตกขาวควรเป็นสีขาวใส
หรือขุ่นเล็กน้อย และต้องไม่มีปริมาณมากนัก อีกอย่างต้องไม่มีอาการคันแทรกซ้อนเข้ามา ยิ่งถ้าปัสสาวะไม่ควรมีอาการแสบนะคะ
ไม่อย่างนั้นคุณแม่อาจกำลังติดเชื้อเข้าให้แล้วล่ะค่ะ
เส้นเลือดขอด ทำไงดี...
คุณแม่ที่ชอบยืนนานๆ หรือนั่งห้อยเท้าทั้งวันมีโอกาสเป็นเส้นเลือดขอดที่น่องได้ง่าย
ทางแก้ควรยกเท้าให้สูงขึ้นเวลานั่งหรือนอน เพื่อให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจได้สะดวก นอกจากนั้นถ้าเราสวมผ้ายืดรัดขาช่วงล่าง
หรือหมั่นบีบนวดกล้ามเนื้อขา (ยกเว้นบริเวณที่เป็นกล้ามเนื้อขอด) จะช่วยบรรเทาอาการดังว่าได้
ที่สำคัญพยายามอย่ายืนนานเกินไป หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรถ่ายน้ำหนักตัวไปบนขาใดขาหนึ่ง สลับไปมา
โดยอาจจะก้าวเท้าไปข้างหน้าหรือแยกขาเล็กน้อย แล้วโยกตัวไปมา จะช่วยไม่ให้เป็นเส้นขอดมากเกินไปค่ะ
อาการเกี่ยวกับเส้นเลือดขอดอีกอย่างหนึ่งคือ การเป็นริดสีดวงช่วงตั้งครรภ์เดือนที่ 4-6 หนทางแก้ไขคือ
สามารถนอนตะแคงเพื่อช่วยบรรเทาอาการดังกล่าว การนอนด้วยวิธีนี้จะลดการที่มดลูกกดทับเส้นเลือดดำใหญ่ในช่องท้อง
ทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราควรดูแลตัวเองด้วยการดื่มน้ำมากๆ กินผักผลไม้เยอะๆ
และออกกำลังกายบ้างจะช่วยเรื่องนี้ดีที่สุดค่ะ
ปวดหลังทั้งวัน ทำไงดี...
ที่เราปวดหลังนั้นเป็นเพราะน้ำหนักตัวของเราถ่วงมาข้างหน้า
บวกฤทธิ์ของฮอร์โมนที่ทำให้ข้อต่อต่างๆ หลวม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดค่ะ
แต่ถ้าเราหมั่นออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ จะทำให้กล้ามเนื้อของเราสามารถพยุงรับน้ำหนักตัวเองได้ดีขึ้น
นอกจากนั้นเราควรหารองเท้าส้นเตี้ยมาใส่อยู่เสมอ จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ ที่สำคัญท่าทางการยืน
เดิน นั่ง นอน ก็มีส่วนทำให้เราปวดหลังมากหรือน้อยได้ มีคำแนะนำมาฝากค่ะ ...
- ยืน เราควรยืดตัวให้ตรงตลอดเวลา โดยพยายามทิ้งน้ำหนักลงที่ส้นเท้าและกลางเท้า ท่านี้จะช่วยลดอาการปวดหลังได้
- เดิน เวลาออกเดินให้ยืดหลัง (แล้วหน้าท้องจะยืดตาม) ไหล่ตรง จากนั้นก้าวเดินไปข้างหน้า
- นั่ง เราควรนั่งหลังตรง ไหล่และสะโพกชิดเก้าอี้ เท้าวางบนพื้นเรียบ ยิ่งถ้านั่งพาดเท้าให้สูงเท่าระดับตัว
จะช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวกขึ้น ท่าที่ควรหลีกเลี่ยงคือท่านั่งพับเพียบ ท่านั่งยองๆ หรือนั่งชันเข่ากับพื้นนานๆ
เพราะจะทำให้เป็นเส้นเลือดขอดและตะคริวได้ง่ายค่ะ
- นอน ท่านอนที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ดี คือท่านอนตะแคง โดยใช้หมอนรองขาทั้งสองข้างตรงใต้เข่า
หรือนอนตะแคงกอดหมอนข้างก็ได้
ใกล้คลอดแล้ว จะต้องทำยังไง!
ปกติอายุการตั้งครรภ์ของหญิงเกือบทุกคนจนถึงวันคลอดจะประมาณ 280 วัน หรือ 40 สัปดาห์
และการตั้งครรภ์ที่ครบกำหนดคือการตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์ 38-42 สัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ทารกในครรภ์จะแข็งแรงปลอดภัย
และเป็นเวลาที่เหมาะสมต่อการคลอดมากที่สุด
พอถึงวันครบกำหนดคลอดจริงๆ คุณแม่สังเกตตัวเองได้เลยนะคะว่า ถ้ามดลูกเริ่มหดรัดตัวอย่างสม่ำเสมอ
และเกิดอาการปวดท้องทุกๆ 5 นาที รวมทั้งปากมดลูกเริ่มขยายตัว และเปิดกว้างขึ้นทีละน้อย
มูกเหนียวที่ปิดอยู่บริเวณปากมดลูกเพื่อป้องกันการล่วงล้ำของเชื้โรคจะหลุดออกมา นอกจากนี้อาจมีเลือดจากเส้นเลือดฝอย
ที่ฉีกขาดตรงบริเวณคอมดลูกปะปนออกมาด้วย ทำให้เห็นเป็นมูกเลือดออกมาจากช่องคลอด บางครั้งมดลูกบีบตัวแรงมาก
จนทำให้ถุงน้ำคร่ำตึง ฉีกขาดหรือเกิดรูรั่ว ทำให้น้ำคร่ำไหลออกมา ที่เรียกกันว่าเป็นภาวะน้ำเดิน
อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะเกิดร่วมกันหรือเกิดเพียงบางอย่างได้ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว
ย่อมเป็นสัญญาณเตือนให้คุณแม่ทราบว่าถึงเวลาที่จะคลอดลูกแล้วนะคะ
คลอดลูก กลัวเจ็บ!
ไม่เสมอไปหรอกค่ะ มีบางคนโชคดีก็ไม่เจ็บนะคะ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีอาการเจ็บปวด
เพราะมดลูกจะหดรัดตัวให้เด็กออกมา ซึ่งขณะที่ลูกกำลังคลอดออกมานั้น จะต้องผ่านโพรงกระดูกเชิงกราน
มีผลทำให้เกิดอาการปวดบริเวณหลังมากกว่าปกติ ยิ่งถ้าแม่คนไหนเกิดอาการเครียด วิตกกังวล
ยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดเข้าไปกันใหญ่ค่ะ
แต่ทั้งหมดนี้ก็มีวิธีผ่อนหนักให้เป็นเบาค่ะ เช่น การฝึกกำหนดลดหายใจให้เป็นจังหวะที่สอดคล้องในช่วงการคลอด
หรือการที่คุณพ่อช่วยสร้างบรรยากาศให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยบีบนวดหรือการพูดปลอบประโลมให้คุณแม่รู้สึกสบายตัว
ตรงนี้จะช่วยคลายความเจ็บปวดลงได้บ้างเหมือนกันค่ะ
และแม้ว่าความกังวลใจช่วงก่อนคลอดจะยังคงมีอยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของแม่ตั้งครรภ์ทุกท่าน แต่ก็มุ่งหวังว่า
การรู้ข้อมูลและปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ คงช่วยลดความกังวลลงได้ และมีกำลังใจหันมาใส่ใจดูแลครรภ์ให้สมบูรณ์ที่สุดแทน
(update 30 สิงหาคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 252 มกราคม 2547 ]
|