ขอต้อนรับว่าที่คุณแม่สู่เดือนที่สองของการตั้งครรภ์ครับ
ในเดือนนี้คุณแม่ทั้งหลายอาจคงยังไม่หายตื่นเต้นกับข่าวดี
และคุณยังจะต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ อีกมากมาย ตอนนี้คุณไม่ใช่อยู่แค่ตัวคนเดียวแล้ว
แต่แท้จริงต้องอยู่แบบสองคน คุณแม่ต้องเรียนรู้การดำเนินชีวิตแบบใหม่ครับ
ขอให้ดูแลตัวคุณเองราวกับว่าคุณเป็นราชินี ทำทุกอย่างให้สบาย และ นอน ครับ
ตัวอักษรสามตัวนี้สำคัญมากกับคุณแม่ในเวลานี้ครับ
ทำความรู้จักกับตัวอ่อนของคุณ
ช่วงสัปดาห์ที่ห้า
เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ห้าตัวอ่อนจะมีขนาดโตขึ้น เท่ากับผลองุ่นแล้วครับ
ส่วนหัวจะโตขึ้นพอๆ กับอก หน้าจะเริ่มปรากฏให้สังเกตเห็นได้
แต่ตาจะเห็นได้ชัดเจนเนื่องจากเม็ดสีเข้มที่ผิวหนังใต้ตา
หัวใจที่เริ่มทำงานจะทำให้มีการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงร่างกายเล็กๆ นั่นแล้ว
และระบบประสาทก็เริ่มมีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยในเดือนที่สองนี้
สมองจะมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก สมองซีกซ้ายและขวาจะเริ่มเจริญเติบโต
และแตกสาขาของเส้นประสาทที่ต่อออกมาจากสมอง จะมีเยื่อบางๆ มาหุ้มสมองเอาไว้ซึ่งมีของเหลวอยู่รอบๆ
เพื่อป้องกันกลุ่มเซลล์เล็กๆ นั้น เมื่อสิ้นสุดเดือนที่สองสมองก็จะเริ่มทำงาน
และสั่งให้ทารกมีการเคลื่อนไหวราวกับสิ่งมหัศจรรย์ได้เกิดขึ้น
ช่วงสัปดาห์ที่แปด
ในสัปดาห์ที่แปดนี้เราจะเรียกตัวอ่อนว่า ทารก ซึ่งทารกจะเริ่มสร้างส่วนของแขนและขาขึ้นมา
ที่ส่วนปลายของแขนขาจะมีส่วนที่เป็นร่อง ซึ่งจะกลายไปมือเป็นเท้า และนิ้วเท้าเล็กๆ นี้จะเริ่มเตะ
ถือเป็นการเริ่มออกกำลังกายของทารก เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะออกมาสู่โลกภายนอกต่อไป
ส่วนปอด ทางเดินอาหาร ตับ ไต ระบบสำคัญๆ ของร่างกายภายในจะสมบูรณ์มากขึ้นเมื่อถึงปลายของเดือนที่สอง
และมีขนาดยาวเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งนิ้ว คุณอาจลองนึกภาพเปรียบเทียบขนาดของทารกได้เท่ากับผลสตอร์เบอร์รี่
ที่มีหัวใจสี่ห้องและมีการเต้นของหัวใจ ในเดือนที่สองนี้ จะมีการพัฒนาของกระดูกและระบบทางเดินอาหาร
ทำให้มีการไหลเวียนเกิดขึ้น แม้ว่าทารกจะไม่ได้กินอะไรเข้าไปก็ตามกระเพาะอาหารก็ยังมีการหลั่งน้ำย่อยออกมา
ตับมีการผลิตเม็ดเลือดและไขกระดูกส่วนข้างในของหูก็มีการพัฒนาส่วนที่รับการได้ยินและการทรงตัว
อย่างไรก็ตาม ว่าที่คุณแม่จะยังไม่มีอาการใดๆ เกิดขึ้นในตอนนี้ครับ
คุณจะยังไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าทารกจะมีการเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ลอยไปมาในน้ำคร่ำ
แต่คุณจะเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกครั้งแรกก็ต่อเมื่อคุณตั้งครรภ์ได้ 18-20 สัปดาห์ไปแล้วครับ
อาการต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นเป็นปกติของการตั้งครรภ์ในเดือนที่สองนี้
- คุณอาจรู้สึกว่าช่องคลอดบวม มีขนาดใหญ่ขึ้น มีตกขาวเพิ่มมากขึ้นได้ครับ
โดยปกติตกขาวจะมีสีขาวหรือใสไม่มีกลิ่นรุนแรง แต่ถ้าหากพบว่าตกขาวมีสีเปลี่ยนไปมีกลิ่นเหม็นมาก
อาจแสดงว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้น ก็ควรปรึกษาแพทย์ครับ
- เต้านมขยายใหญ่ขึ้น หัวนมมีสีคล้ำมากขึ้น เส้นเลือดที่เต้านมสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
หัวนมไวต่อความรู้สึกเจ็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณใส่เสื้อชั้นในที่คับเกินไป
- ความต้องการออกซิเจนสูงขึ้น คุณจะรู้สึกอึดอัดหายใจไม่สะดวกได้ง่าย
เพราะคุณต้องการอากาศมากขึ้นนั่นเอง ลองนอนเปิดหน้าต่างในวันที่อากาศดีๆ
หลีกเลี่ยงการเดินตามถนนที่มีควันรถครับ เพราะคาร์บอนมอนออกไซด์จะไปแทนที่ออกซิเจน
ทำให้คุณหน้ามืดเป็นลมได้ครับ
- รู้สึกเหนื่อยและวิงเวียนเนื่องจากแรงดันเลือดต่ำเพราะอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง
แต่เมื่อคุณผ่านไตรมาสที่หนึ่งไปได้อาการเหล่านี้จะดีขึ้น หัวใจจะสูบฉีดเลือดมากขึ้นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
หลอดเลือดจะขยายและปริมาณเม็ดเลือดจะเพิ่มมากขึ้น ความรู้สึกอ่อนเพลียนี้ยังอาจเกิดขึ้น
จากการมีน้ำตาลในเลือดต่ำหรือขาดธาตุเหล็กได้ครับ
- คุณอาจพบว่ามีเลือดออกตามไรฟัน เพราะเนื้อเยื่อที่เหงือกจะอ่อนนุ่มมากขึ้นนั่นเอง
แต่การมีเลือดออกอาจตามมาด้วยการอักเสบ ดังนั้นคุณอาจจำเป็นต้องปรึกษาหมอฟัน
และควรทำความสะอาดช่องปากทุกครั้งหลังรับประทานอาหารหรืออาจบ้วนปากบ่อยๆ
และแปรงฟันวันละสามครั้งด้วยแปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มครับ
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
มีเลือดออกทางช่องคลอด
- เลือดออกจากการฝังตัวของตัวอ่อน เมื่อมีการฝังตัวของตัวอ่อนเกิดขึ้นรกจะฝังตัวเข้าไป
เหมือนกับรากของต้นไม้เจาะเข้าไปในดิน แล้วบางครั้งทำให้มีการฉีกขาดของเส้นเลือดเล็กๆ
ในเยื่อบุโพรงมดลูก เป็นผลให้มีเลือดออกได้เล็กน้อยและจะหยุดไปเอง คนโบราณจะเรียกว่า
เลือดล้างหน้าเด็ก เป็นสิ่งปกติไม่ควรกังวลไปครับ
- เลือดออกจากการแท้ง จะมีอาการปวดท้องร่วมด้วย เลือดจะออกเป็นสีแดงสด
และมีปริมาณมากต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วนครับ
- เลือดออกจากการท้องนอกมดลูก คือการที่ตัวอ่อนไปฝังตัวในที่อื่นที่ไม่ใช่โพรงมดลูก
เช่น ท่อนำไข่ รังไข่ หรือในช่องท้อง จะมีอาการเลือดออกกระปริบกระปรอยอยู่เรื่อยๆ
และมีอาการปวดท้องซึ่งจะปวดมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกันจนกระทั่งทนไม่ไหว
ซึ่งถ้าเกิดการท้องที่ท่อนำไข่แล้วท่อนำไข่แตกเลือดจะไหลเข้าไปในช่องท้อง
ทำให้เสียเลือดมากจนอาจช็อกหมดสติได้ การท้องนอกมดลูกสามารถทำการวินิจฉัยเบื้องต้นได้
โดยการตรวจเลือดหาระดับฮอร์โมน hCG และตรวจอุลตร้าซาวนด์เปรียบเทียบจะไม่พบถุงน้ำคร่ำในโพรงมดลูก
การวินิจฉัยที่แน่ชัดทำได้โดยการส่องกล้องตรวจทางหน้าท้อง Laparoscopy
การวินิจฉัยได้แต่แรกๆ จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีซึ่งจะทำให้ความปลอดภัยสูงขึ้นมากครับ
แพ้ท้องอาจไม่เลวร้ายอย่างที่คิด
และแน่นอนไม่เหมือนในทีวีครับ อาการแพ้ท้องประกอบไปด้วยอาการคลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ
แสบลิ้นปี่ อาการแพ้ท้องไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตอนเช้าอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่จริงๆ แล้วสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งวันนั่นแหละครับ
อาการแพ้ท้องเกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์มากกว่า 90% และมักเป็นอาการอย่างแรกที่เกิดขึ้น
อาการแพ้ท้องเกิดขึ้นจากการที่รกของเด็กมีการฝังตัวเข้าไปในเยื่อบุโพรงมดลูกและสร้างฮอร์โมน hCG ออกมา
ตั้งแต่หลังประจำเดือนขาดไป 2-3 วัน ซึ่งมีผลให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนช่วยการตั้งครรภ์ Estrogen และ Progesterone ออกมา
ในช่วงแรกระดับของฮอร์โมนยังไม่สูงมากก็จะยังไม่มีอาการ แต่เมื่อระดับฮอร์โมนเพิ่มสูงขึ้นอาการแพ้ท้องก็จะเริ่มต้นขึ้น
ส่วนใหญ่มักเริ่มมีอาการแพ้ท้องเมื่ออายุครรภ์ย่างเข้า 5 สัปดาห์ และระดับของฮอร์โมน hCG จะเพิ่มสูงขึ้นมากที่สุดเมื่ออายุครรภ์ 8 สัปดาห์
แต่จะลดระดับลงเมื่ออายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ซึ่งอาการแพ้ท้องก็จะเริ่มทุเลาลง แต่ในบางคนก็มีอาการไปจนกระทั่งคลอดเลยทีเดียวครับ
อาการแพ้ท้องมักจะรุนแรงขึ้น โดยการกระตุ้นจากกลิ่นอาหาร กลิ่นฉุนและควันบุหรี่ จากการศึกษาวิจัยพบว่า
หากคุณตั้งครรภ์เป็นครั้งแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 20 ปี น้ำหนักมากกว่า 75 กิโลกรัม ไม่สูบบุหรี่ และถ้าคุณตั้งครรภ์แฝด
อาการแพ้ท้องนั้นจะเพิ่มมากขึ้น อาการแพ้ท้องรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้แต่พบได้น้อย แต่ถ้าหากมีการแพ้ท้องอย่างรุนแรง
ก็จำเป็นที่จะต้องนอนพักในโรงพยาบาลให้น้ำเกลือ ตรวจหาระดับคีโตนในเลือด อย่างไรก็ตามเรามักพบว่า
หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้องมักสามารถดำเนินการตั้งครรภ์ไปจนสิ้นสุดได้ครับ
หากคุณมีอาการแพ้ท้องการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจะทำให้มันไม่เลวร้านจนเกินไปครับ
- มีขนมปังแครกเกอร์แบบเค็มๆ ไว้ข้างเตียงนอนเสมอ เมื่อคุณตื่นขึ้นมาให้รับประทานทันที
นอนต่อสัก 15 นาทีก่อนที่จะลุกขึ้น อาการแพ้ท้องมักเกิดขึ้นในตอนเช้าหลังจากที่คุณเพิ่มตื่นนอนและท้องว่าง
- หลีกเลี่ยงของทอดและผลไม้ดอง
- เนื่องจากคุณอาจรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนหากมีอาหารแน่นท้อง ลองรับประทานอาหารแบ่งเป็นมื้อย่อยๆ
แต่รับประทานหลายๆ มื้อ ในแต่ละมื้อรับประทานเพียงน้อยๆ ก็พอจะช่วยให้คุณได้รับอาหารเพียงพอต่อความต้องการ
โดยไม่ฝืนใจจนเกินไปนัก คุณอาจแบ่งมื้ออาหารเป็น 5-6 มื้อต่อวันเลยก็ได้ครับ
- ดื่มน้ำให้มากๆ แต่อย่าดื่มน้ำร่วมกับอาหารหรือหลังอาหารทันที ให้ดื่มน้ำก่อนหรือหลังอาหารสัก 30 นาทีครับ
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิร้อนจัดหรือเย็นจัด หากเครื่องดื่มทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน ลองรับประทานผักผลไม้
เช่น ผักกาดหอมเพราะจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มาก
- รับประทานน้ำผลไม้ใส่น้ำแข็ง เชอร์เบท ไอศกรีม โยเกิร์ต นมปั่น
- แม้ว่าคุณไม่รู้สึกหิว พยายามบังคับให้ตัวเองรับประทานเพราะการที่ท้องว่างจะทำให้คุณอาเจียนได้ง่ายกว่าที่มีอาหารอยู่ในท้อง
- อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงจะรับประทานได้ง่ายกว่า เช่น ขนมปังแห้งๆ กรอบๆ ธัญพืช หรือข้าวสวยครับ
- การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงบางชนิดอาจทำให้คุณไม่สบายท้อง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู
คุณอาจลองรับประทานไข่ต้มสุกๆ แทนน่าจะดีขึ้น
- หลีกหนีให้ไกลจากกลิ่นที่ทำให้ท้องของคุณปั่นป่วน หากจำเป็นต้องปรุงอาหารให้เปิดหน้าต่างเปิดพัดลมดูดกลิ่น
- วิตามินเสริมที่มีส่วนประกอบของธาตุเหล็กทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้
ดังนั้นหากคุณเคยมีอาการแพ้ท้องรุนแรงมาก่อน อย่าลืมบอกคุณหมอด้วย แต่วิตามิน B จะช่วยให้อาการแพ้ท้องดีขึ้น
ดังนั้นคุณหมออาจสั่งวิตามิน B complex หรือ B6 ให้ครับ
- หากทุกวิธีที่กล่าวมาไม่ได้ผลสำหรับคุณ คุณรู้สึกอ่อนเพลียวิงเวียนและรู้สึกไม่สบายมากๆ
อย่าใช้ยาอะไรที่คุณหมอไม่ได้สั่งให้โดยเด็ดขาดแม้ว่าคุณจะรู้สึกว่ามันเป็นยาธรรมดาที่ใช้ประจำ
ไม่มีอันตรายใดๆ เช่น ยาหอม ยาดม ยาหม่อง เพราะยาบางชนิดอาจมีแอสไพรินผสมอยู่โดยที่คุณไม่ทราบ
อย่าลืมว่า คุณหมอของคุณยินดีที่จะตอบคำถามและช่วยดูแลคุณนะครับ
อาการที่มักเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์
ระวังท้องผูก...
หากคุณเป็นที่ออกกำลังกายอย่างหนักมาก่อน การที่ไม่ค่อยมีกิจกรรมใดๆ และการนอนมากๆ
ในช่วงนี้อาจทำให้คุณท้องผูกได้ ดังนั้นคุณอาจเริ่มที่จะออกกำลังกายเบาๆ เช่นการเดินเป็นเวลา 15-20 นาทีในตอนเช้า
แล้วกลับมาดื่มน้ำอุ่นหรือนมอุ่นๆ และนั่งซักพักคุณอาจเริ่มปวดท้องขึ้นมาได้บ้าง หรือคุณพยายามดื่มน้ำให้มากขึ้น
ดื่มน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม น้ำมะเขือเทศ รับประทานพืชผักที่ให้กากอาหารมากขึ้นก็จะช่วยได้ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ท้องผูกเป็นกิจวัตร
และใช้ยาระบายมาตลอดชีวิตแล้วล่ะก็ ควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใช้ยาระบายทุกชนิดนะครับ
เพราะยาบางชนิดอาจมีผลทำให้แท้งบุตรได้เลยทีเดียว
เข้าห้องน้ำอยู่ตลอดเวลา...
การที่มีฮอร์โมนเพิ่มมากขึ้นในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะ Progesterone จะไปรบกวนการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง
ทำให้กล้ามเนื้อเรียบผ่อนคลายมากขึ้น กระเพาะปัสสาวะก็เป็นกล้ามเนื้อเรียบเช่นเดียวกัน
ดังนั้นเมื่อมีปัสสาวะปริมาณเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้คุณรู้สึกปวดปัสสาวะได้ ซึ่งเป็นเหตุผลให้คุณต้องปัสสาวะบ่อยมากยิ่งขึ้น
เคล็ดลับก็คือไม่ว่าคุณพบห้องน้ำที่ไหนให้เข้าไว้ก่อนครับ และเมื่อปัสสาวะเสร็จเรียบร้อยแล้วให้นั่งรอ 2-3 นาที
บางทีคุณก็จะรู้สึกปวดขึ้นมาอีก
รู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา...
อาการอ่อนเพลียและง่วงนอนนี้เป็นผลมาจากฮอร์โมน Progesterone ครับ คุณอาจคิดว่าหมอกล่าวหาฮอร์โมน Progesterone
ให้เป็นผู้ร้ายอยู่เสมอเลย แต่ความจริงก็คือเคยมีนักวิจัยทำการทดลองโดยฉีดฮอร์โมน Progesterone ให้กับหนูทดลอง
ผลการทดลองพบว่าหนูหลับครับ เพราะฮอร์โมนนี้ส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายตัวนั่นเอง ดังนั้นหากรู้สึกเหนื่อยก็นอนเถอะครับ
นอนหลับให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถนอนได้เพราะธรรมชาติต้องการให้เป็นเช่นนั้นครับ
คราวนี้มาดูว่าจะเริ่มแต่งตัวอย่างไร
อันที่จริงในเดือนทีสองนี้คงยังไม่มีใครดูออกหรอกครับว่าคุณตั้งครรภ์ถ้าหากคุณไม่ออกแล้วล่ะก็
เพราะยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงของร่างกายคุณมากนัก แต่ว่าในเดือนต่อๆ ไป จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก
ดังนั้นการซื้อเสื้อผ้าเตรียมเอาไว้ก็จะทำให้คุณมีเวลาได้เลือกมากขึ้นและได้เสื้อผ้าที่คุณถูกใจมากกว่า
การแต่งกายของผู้หญิงตั้งครรภ์ในอดีตอาจดูน่าเบื่อ คือทุกคนใส่ชุดคลุมท้องเหมือนๆ กันหมดยังกับยูนิฟอร์มเลย
แต่ปัจจุบันกลายเป็นแฟชั่นที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นทำให้คุณดูดีได้แม้กระทั่งตอนท้อง
แฟชั่นชุดคนท้องก็มีมากมายหลายแบบให้เลือก ทำให้คุณสนุกสนานเพลิดเพลินและมีความสุขกับการแต่งตัวไปได้อีกเยอะเลยครับ
ปกติผู้หญิงท้องมักสูญเสียความมั่นใจในรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงของตัวเองอยู่แล้ว การที่ได้มีโอกาสแต่งกายให้สวยงาม
ก็จะทำให้รู้สึกมั่นใจมากยิ่งขึ้นนะครับ ทางที่ดีว่าที่คุณพ่อช่วยให้กำลังใจชมว่าสวยซักนิดก็จะยิ่งดีมากขึ้นไปอีกครับ
เรามาดูกันว่ามีเสื้อผ้าประเภทใดบ้างที่คุณต้องเตรียมเอาไว้
- ชุดชั้นใน ขนาดของเตานมที่ขายใหญ่ขึ้นทำให้คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนขนาดของเสื้อยกทรง
เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้คุณรู้สึกอึดอัด หายใจไม่สะดวก หรือเจ็บที่เต้านมได้หากคุณไม่ใส่เสื้อยกทรง
ควรเลือกชุดชั้นในในแบบที่เป็นผ้าฝ้ายเพราะจะทำให้ไม่ร้อน ระบายอากาศได้ดีเหมาะกับสภาพอากาศของบ้านเรา
เลือกแบบที่ส่วนปลายของทรงแหลมเพราะขนาดของหัวนมจะขยายใหญ่ขึ้นด้วย ขนาดของยกทรงควรพอดี
ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป และในช่วงปลายของการตั้งครรภ์ขนาดของเต้านมจะขายใหญ่ขึ้นอีกจึงอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนยกทรงอีกครั้ง
ในการเปลี่ยนครั้งที่สองในช่วงปลายของการตั้งครรภ์นี้ควรซื้อยกทรงแบบที่มีช่องเปิดสำหรับให้นมลูกได้จะสะดวก
ในการให้นมลูกมากยิ่งขึ้น สำหรับกางเกงชั้นใน ควรให้มีขนาดของรอบเอวพอดีไม่รัดจนเกินไป
ในช่วงปลายของการตั้งครรภ์ขนาดของหน้าท้องจะขยายใหญ่ขึ้นมาก ดังนั้นคุณแม่บางท่านอาจรู้สึกปวดหลัง
การเลือกกางเกงชั้นในแบบที่เป็นสเตย์ช่วยพยุงท้องจะทำให้อาการปวดหลังดีขึ้นได้
แต่ต้องเลือกขนาดที่ใส่สบายไม่คับจนเกินไปครับ
- ชุดอยู่บ้านหรือชุดนอน ควรเป็นพวกผ้ายืดที่ใส่สบายหลวมๆ อาจเป็นชุดกระโปรงชิ้นเดียวหรืออาจเป็นเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ๆ
ที่เป็นผ้าฝ้าย หรือทีเชิ้ตของสามีจะช่วยให้ประหยัดได้มากทีเดียว เลือกขนาดที่ใหญ่ๆ ไว้เลยทีเดียว
ให้สามารถใส่ได้ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนกระทั่งให้นมลูก ดังนั้นเลือกแบบที่เป็นกระดุมเปิดด้านหน้าด้วยยิ่งดี
- ชุดสำหรับใส่ไปทำงาน คุณแม่บางคนยังไปทำงานจนกระทั่งคลอด ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
ยังอาจไม่จำเป็นต้องใช้ ดังนั้นให้เลือกซื้อแบบที่คุณจะใส่ได้ตลอดการตั้งครรภ์ตั้งแต่เดือนที่สี่ไปถึงคลอด
และหลังคลอดได้เลยทีเดียว เพราะชุดทำงานพวกนี้คุณได้ใช้ไม่นาน เมื่อน้ำหนักกลับเข้าที่แล้ว
คุณก็เปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าเดิมได้ จะได้ใช้อีกทีก็ต่อเมื่อตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง ดังนั้นไม่ควรมีหลายๆ ชุด
เพราะอาจสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น ควรเลือกเสื้อเชิ้ตที่ใส่สบายกับกางเกงที่เป็นหูรูดหรือยางยืด
เพราะเมื่อคุณปล่อยชายเสื้อออกมาข้างนอกก็มองไม่เห็นหูรูดอยู่ดี ชุดทำงานที่ต้องเรียบร้อยมากๆ
ให้เลือกเป็นชุดกระโปรงที่สามารถปรับขนาดของรอบเอวได้ อาจมีเชือกผูกด้านหลังเมื่อท้องยังเล็กจะได้ผูกไม่ให้รุ่มร่ามเกินไป
และเมื่อท้องขยายใหญ่ขึ้นก็สามารถปรับขนาดได้แล้วก็ใส่สูททับเท่านั้นเอง หากคุณทำงานในห้องแอร์ตลอดเวลา
อาจเลือกผ้าที่หนาขึ้นมาอีกได้แต่ควรมีเส้นใยไลคร่าผสมอยู่เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหว
- รองเท้า รองเท้าที่ใช้ในขณะตั้งครรภ์ควรเป็นรองเท้าท่าสวมใส่สบาย เบา
ไม่บีบรัดเท้าโดยเฉพาะในเดือนสุดท้ายที่เท้าจะบวมขึ้น ไม่มีสายรุงรังให้เดินสะดุดได้ง่าย
ควรจะเป็นรองเท้าส้นเตี้ยเพราะรองเท้าที่มีส้นสูงจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นเป็นสาเหตุของการปวดหลัง
อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย และควรเลือกแบบที่เรียบง่ายจะทำให้สามารถใส่เข้ากับเสื้อผ้าได้หลายชุดด้วยครับ
สำหรับในเดือนที่สองของการตั้งครรภ์นี้ก็หวังว่าคุณแม่ทุกคนที่ได้อ่านจะสามารถเข้าใจ
และสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องนะครับ
(update 6 กรกฎาคม 2004)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 พฤษภาคม 2547 ]
|