กระตุ้นพัฒนาการทารก ทำได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์


สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ลูกในท้องนั้นเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ที่ต้องทะนุถนอมและปกป้องเป็นที่สุด ส่วนหนึ่งนั้นอาจจากสัญชาตญาณตามธรรมชาติของผู้หญิง ที่พอรู้ว่าเริ่มมีชีวิตน้อยๆ อีกชีวิตหนึ่งปฏิสนธิอยู่ภายในร่างกายตนเองแล้ว สัญชาตญาณแห่งความเป็นแม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่มีอยู่ ก็ได้ก่อเกิดและพัฒนาไปพร้อมๆ กับชีวิตน้อยๆ นั้น จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ, สังคม และรูปแบบการใช้ชีวิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้หญิงไทยเริ่มทำงานนอกบ้านมากขึ้น รูปแบบชีวิตเริ่มแตกต่างจากสมัยก่อน มีความเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น และตามสถิติคนไทยก็มีลูกน้อยลงไปด้วย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ และการเริ่มมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเลี้ยงดูเด็กมากขึ้น ทำให้พ่อแม่หันไปเน้นที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีของประเทศที่กำลังพัฒนา

เมื่อพูดถึงคำว่า “คุณภาพ” นั่นหมายถึง ตั้งแต่การตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพ ไปจนกระทั่งถึงการคลอดลูกเป็นเด็กที่มีคุณภาพ ลองนึกภาพเด็กไทยที่มีคุณภาพเต็มบ้านเมือง คนที่เป็นพ่อเป็นแม่คงสบายใจ ที่ลูกของตนเติบโต ท่ามกลางเพื่อนๆ ในละแวกบ้าน หรือในโรงเรียนที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณภาพทั้งทางสติปัญญา, อารมณ์, จริยธรรม อาจฟังดูเป็นยูโทเปียไปหน่อย แต่ก็เป็นโลกแห่งจินตนาการที่น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ เอาเป็นว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ให้มีคุณภาพได้มากกว่าที่คิด

ซึ่งองค์ประกอบหลักๆ ของการเสริมสร้างคุณภาพให้แก่ทารกในครรภ์ มีตั้งแต่เรื่องอาหารการกินของคุณแม่ที่จะส่งผ่านสารอาหารไปสู่ลูกน้อย – องค์ประกอบทางด้านสิ่งแวดล้อมภายนอก – เรื่องของพันธุกรรมหรือยีนส์ที่ถูกถ่ายทอดจากพ่อแม่ ซึ่งเรื่องการกำหนดพันธุกรรมเป็นเรื่องของธรรมชาติที่เราคงยากที่จะเข้าไปแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น เช่น พ่อแม่มีผมสีดำ ตาสีดำ โดยทั่วไปลูกก็จะต้องมีผมดำตาดำเหมือนพ่อแม่ ถ้าเกิดมาแล้วลูกไม่ชอบมีผมดำและตาดำ โตขึ้นก็สามารถไปโกรกสีผมที่ชอบ แล้วใส่คอนแทคเลนส์สีที่ชอบได้ และถ้าพ่อแม่มีรูปร่างเล็ก ตัวไม่สูง โดยทางพันธุกรรมแล้ว ลูกก็จะรูปร่างเล็กเช่นเดียวกัน แต่ในปัจจุบัน เราพบว่าอาหารสามารถช่วยในเรื่องนี้ได้ ตัวอย่างท่าเห็นได้ชัด คือ ประเทศญี่ปุ่น ที่ในสมัยก่อนสงครามโลก ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ จะมีรูปร่างเตี้ย ต่อมารัฐบาลได้รณรงค์ในเรื่องการดื่มนม ทำให้ชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันนี้ ตัวสูงใหญ่ผิดกับพ่อแม่ และปู่ย่าตายายเป็นอย่างมาก

ส่วนเรื่องอาหารสำหรับหญิงตั้งครรภ์ก็มีความสำคัญต่อทารกในครรภ์ไม่น้อยเช่นเดียวกัน เนื่องจากในระหว่างการตั้งครรภ์ ทารกมีการเจริญเติบโตอย่างมากมายและรวดเร็ว ถ้าคุณแม่ได้รับสารอาหารจำพวกโปรตีนอย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการเสริมสร้างขนาด และคุณภาพของร่างกายและสมอง ก็คาดหวังได้ว่าทารกจะเจริญเติบโตมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสติปัญญาที่ดีด้วย แต่ถ้าหากคุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับสารโปรตีนน้อย เซลล์สมองของทารกก็จะเล็กและมีเส้นใยสมองน้อย นอกจากนี้สารจำพวกวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินบี นอกจากจะช่วยเสริมสร้างระบบประสาทของทารกในครรภ์แล้ว ยังช่วยให้การทำงานของเซลล์สมองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบทางด้านสิ่งแวดล้อมภายนอก นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง ที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการของทารกน้อยในครรภ์ และทุกวันนี้ เราก็ค่อนข้างจะได้ข้อสรุปที่ตรงกันแล้วว่า สิ่งแวดล้อมภายนอกสามารถสร้างเด็กให้เป็นไปตามสภาวะแวดล้อมนั้น ในปัจจุบันเราจะได้เห็นการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมมากขึ้น เพราะเชื่อว่าไม่ว่าเด็กจะมาจากพ่อแม่ที่มีพันธุกรรมแบบใด ก็สามารถเลี้ยงดูให้เติบโตเป็นเด็กที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด และมีจริยธรรมที่งดงามได้ คนไทยในสมัยก่อนมักมีความเชื่อในเรื่องพันธุกรรม พอเลี้ยงได้ไม่ดี ก็โทษกรรมพันธุ์ ต่อมาเมื่อมีความรู้ในเรื่องการเลี้ยงดูเด็กและวิทยาศาสตร์มากขึ้น ก็เริ่มเข้าใจและยอมรับในเรื่องนี้มากขึ้นตามไปด้วย ก็จะเห็นตัวอย่างจากเรื่องจริงของพ่อแม่หลายคน ที่รับอุปการะเด็กมาเป็นลูก แล้วเด็กนั้นดีกว่าหรือฉลาดกว่าลูกของตนก็มีมากมายหลายกรณีให้เห็น ซึ่งเป็นข้อถกเถียงกันมากมาย และกลายมาเป็นข้อสรุปในเวลาต่อมาว่า สภาพแวดล้อม และการเลี้ยงดูนั้น สามารถสร้างเด็กให้เป็นอย่างไรก็ได้ หรือถ้าใครยังไม่แน่ใจ ก็สามารถส่งลูกของตนเข้าไปให้ได้รับการเลี้ยงดูในเรือนจำต่างๆ ดูได้ เพื่อดูว่า สิ่งแวดล้อม มีผลสำคัญขนาดไหนต่อเด็กที่กำลังเติบโตและเรียนรู้สิ่งต่างๆ

สิ่งแวดล้อมภายนอก อาจแบ่งได้เป็นหลายปัจจัย เช่น

1. ปัจจัยเรื่องมลภาวะ ดร.ลอว์เรนซ์ เอ็ม. สเคลล์ นักวิจัยชาวอเมริกัน ที่เคยทำการศึกษาในเรื่องนี้ มีตัวอย่างมาให้ดูกันว่า แม่ตั้งครรภ์ที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณสนามบิน ที่มีเสียงเครื่องบินขึ้น-ลงตลอดเวลา รวมทั้งแรงสั่นสะเทือนที่ทารกในครรภ์สามารถรับรู้ได้นั้น ได้ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต และสุขภาพด้านอื่นๆ ของทารก เช่น ทารกที่คลอดออกมาจะมีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยปกติ, เด็กมักคลอดก่อนกำหนด, เมื่อแรกคลอด ทารกจะกระสับกระส่าย ตกใจง่าย และเลี้ยงยาก ร้องไห้เก่ง เพราะฉะนั้นมลภาวะทางเสียง จึงเป็นปัจจัยต่ออารมณ์ของทารกในครรภ์ได้ เคยมีคุณแม่ที่ไปดูหนังแอ๊คชั่นที่ตื่นเต้นน่ากลัวในโรงหนัง และพบว่า เมื่อถึงตอนที่มีเสียงดัง ตื่นเต้น โกลาหล ลูกในท้องมีปฏิกิริยาดิ้นมากกว่าปกติ ทารกในครรภ์ไม่ได้ดิ้น เพราะสนุกหรือแสดงอาการร่วมไปกับตัวละครเหล่านั้น เหมือนที่เด็กห้าขวบลงไปดิ้นกับพื้น เลียนแบบสัตว์ประหลาดเวลาที่โดนลูกถีบไอ้มดแดง จนต้องลงไปชักดิ้นชักงอกบนพื้น แต่เขาหรือเธอในท้องดิ้นด้วยความตกใจหรือตื่นตระหนกในเสียงดังที่ได้ยิน เหล่านี้เป็นต้น คุณแม่จึงควรหลีกเลี่ยงสภาวะแวดล้อมที่เป็นปัจจัยในเรื่องมลภาวะทางเสียง ซึ่งเราจะไปพูดถึงการสร้างสภาวะแวดล้อมทางเสียงที่เป็นประโยชน์ต่อทารกในครรภ์ต่อไป ส่วนสภาวะแวดล้อมด้านอื่น เช่นอากาศที่ไม่ดี ควันรถยนต์ หรือความร้อน ความเย็น ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อทารก แต่จะมีผลต่ออารมณ์และจิตใจของคุณแม่ ซึ่งอาจเป็นผลกระทบถึงทารกในทางอ้อมได้

2. ปัจจัยเรื่องสภาพจิตใจของแม่ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่บีบรัดตัว คุณพ่อก็ทำงาน คุณแม่เองก็อาจต้องออกไปทำงานนอกบ้านด้วย ทำให้คุณพ่ออาจไม่มีเวลาดูแลคุณแม่มากนัก เนื่องจากต้องทำงานหนักขึ้น เพื่ออนาคตของเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในท้อง (แต่หารู้ไม่ว่า การไม่เอาใจใส่ตั้งแต่อยู่ในท้องก็มีผลต่ออนาคตทางด้านจิตใจของแม่และลูกได้เช่นเดียวกัน) คุณแม่เองก็อาจคิดไปต่างๆ นานา และรู้สึกว่าไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร ซึ่งถ้าคุณแม่ไปทะเลาะกับคุณพ่อ ทารกในครรภ์ที่มีอายุ 5 เดือนขึ้นไปแล้ว ก็สามารถรับรู้การทะเลาะนั้นได้แล้ว จากทางเสียงที่ได้ยินและจากสภาพอารมณ์ของคุณแม่ เนื่องจากสภาวะทางอารมณ์ของแม่สามารถส่งผ่านถึงลูกได้โดยตรง เช่น ถ้าคุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดี ก็จะมีสารเอนโดฟิน (endophin) หลั่งออกมา ทำให้ลูกในครรภ์ผ่อนคลายไปด้วย และพบว่าสารเอนโดฟิน นอกจากช่วยในการเจริญเติบโตแล้วยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้อีกด้วย เห็นมั้ยคะว่า วิทยาศาสตร์การแพทย์น่าทึ่งขนาดไหน

เมื่อเราได้ทราบผลกระทบจากสภาวะแวดล้อมภายนอกถึงทารกในครรภ์แล้ว ก็ได้มีแพทย์และนักวิจัยที่ทำการทดลองและวิจัยในเรื่องนี้มากมาย มีตัวอย่างที่ประเทศเวเนซูเอล่า ดร.เบียทริซ แมนริเก้ ได้ทำการทดลองโดยการแบ่งกลุ่มหญิงตั้งครรภ์แรก วัย 18-26 ปี ที่มีสุขภาพครรภ์แข็งแรงสมบูรณ์ดี ออกเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มแรกทดลองใช้วิธีการของเธอ ในการกระตุ้นพัฒนาการของทารกในครรภ์ด้านต่างๆ ไปจนถึงเด็กคลอดออกมา และใช้วิธีการของเธอต่อไปอีก จนถึงอายุสองปี ซึ่งมีวีดีโอจำหน่ายด้วยชื่อว่า “Make Way For Baby!” ผลปรากฏว่า กลุ่มแรกที่ผ่านการใช้วิธีกระตุ้นทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงสองขวบ มีความแตกต่างในทุกๆ ด้านจากเด็กอีกกลุ่มที่ไม่ได้รับการกระตุ้นใดใดเลย รวมไปถึงการทำให้แม่คลอดง่ายขึ้นด้วย เพียงแค่วันที่สอง หลังการคลอด จะเห็นได้ว่า เด็กกลุ่มแรกมีพัฒนาการทางการควบคุมกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวได้ดีกว่ากลุ่มแรก

พอวันที่ 25 สังเกตเห็นได้ว่า เด็กกลุ่มแรก มีพัฒนาการทางการรับรู้เรื่องเสียง, การมองเห็น และปฏิกริยาตอบโต้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการกระตุ้น เช่น เมื่อมีเสียงหรือแสงมากเกินไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระบบประสาทส่วนกลางที่ได้รับการพัฒนามากกว่า เมื่อเด็กมีอายุครบ 18 เดือน ก็พบว่าเด็กกลุ่มแรกมีพัฒนาการทางด้านภาษา, ความสัมพันธ์ของตาและมือ และวิธีการแก้ปัญหาที่ดีกว่าอีกกลุ่ม ครั้นพอเด็กทั้งสองกลุ่มมีอายุครบสามปี ก็มีการวัดผลกันอีกและพบว่า กลุ่มแรกมีภาวะจิตใจและทักษะในการขับเคลื่อนดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการกระตุ้น เช่น ทักษะทางด้านภาษา ความสามารถทางด้านสายตา ความจำดีกว่า และความฉลาดโดยรวมไปจนถึงการคิดเหตุผล จากนั้นพอเด็กอายุสี่ขวบ ก็มีการทดสอบกันอีก ปรากฏว่า เด็กกลุ่มที่ผ่านการกระตุ้น จะมีทักษะทางการพูดดีกว่า ความฉลาดโดยรวมก็สูงกว่า และพวกเขายังสามารถเก็บข้อมูลของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีกว่า พวกเขาจัดการกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้ดีกว่า พวกเขาเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ดีและคิดแก้ปัญหาได้ดีกว่า นอกจากนั้น พวกเขายังช่างสังเกต และมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รวมทั้งมีความเข้าใจในเรื่องพื้นที่และทิศทางมากกว่าด้วย ผลจากการทดสอบตอนเด็กทั้งสองกลุ่มอายุครบห้าขวบ พบว่า ความแตกต่างของทั้งสองกลุ่มเริ่มมากขึ้นไปอีก เด็กกลุ่มแรกแสดงความรู้ในเรื่องรอบตัวได้มากกว่า มีความสามารถในการอ่านและการเขียนที่ล้ำหน้ากว่า รวมทั้งผลการเรียนที่โรงเรียนก็ดีกว่ามาก

กระตุ้นอย่างไร ?

คุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์เองได้ ตั้งแต่เริ่มเข้าเดือนที่ห้า ซึ่งที่จริง ก่อนหน้านี้ คุณแม่ก็สามารถพูดคุยกับลูกหรือสัมผัสลูกได้ แต่ทารกในครรภ์ยังไม่อาจรับรู้มากนัก เนื่องจากช่วงที่เซลล์สมองแบ่งตัวเป็นช่วงอายุครรภ์ 10-18 สัปดาห์ ดังนั้น ช่วง 18 เดือนไปแล้ว จะเป็นช่วงที่เซลล์สมองกำลังเริ่มเจริญเติบโต เรียกว่า “ระยะขยายตัว” ไปจนถึงอายุสองขวบ เพราะฉะนั้น จึงถือว่านี่เป็นช่วงโอกาสทองที่พ่อแม่จะป้อนข้อมูลหรือสิ่งดีๆ เข้าสู่สมองลูกน้อยได้อย่างเต็มที่ มีการทดลองเกี่ยวกับการกระตุ้นพัฒนาการมากมาย ที่พบว่าเมื่อเด็กในช่วงที่กล่าวถึงนี้ ได้รับการกระตุ้น ก็จะเกิดเส้นใยภายในเซลล์สมองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่ได้รับการกระตุ้น ก้อนสมองก็จะโตขึ้นเรื่อยๆ ตามวัย จนเด็กอายุครบสองขวบ ก็จะมีขนาดน้ำหนักสมองถึง 90% ของผู้ใหญ่ แต่ไม่ได้มีข้อมูลอะไรมาก เพราะฉะนั้น โอกาสทองนี้ถ้าคุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้หลุดมือไป หลังจากนั้น ก็จะไม่ได้ผลในระยะยาวเท่าที่ควร

กระตุ้นโดยการสัมผัส เมื่อคุณแม่สัมผัสหน้าท้องตัวเองที่ยื่นออกมา โดยมีลูกน้อยอยู่ข้างในครรภ์ ทารกสามารถรับรู้ได้ เช่นเดียวกับเวลาที่คุณแม่เคลื่อนไหว มีการทดลองให้คุณแม่ตบที่หน้าท้องเบาๆ เวลาที่ลูกในครรภ์ดิ้นมากหรือเตะ คุณแม่อาจพูดด้วยเสียงดังฟังชัดไปด้วยว่า “ก๊อก ก๊อก ก๊อก” แล้วตบเบาๆ ที่ด้านตรงข้ามกับทิศทางที่ลูกเตะ (ที่ลูกเตะจะเป็นส่วนเท้า ด้านตรงข้ามจะเป็นหัวทารก) เคยมีคุณแม่ ที่ทดลองเล่นแบบนี้กับลูก โดยการเคาะสองทีทุกครั้ง ปรากฏว่าทารกเตะกลับมาสองครั้งเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก

กระตุ้นโดยใช้เสียง มีคุณแม่หลายท่านที่เปิดเพลงคลาสสิคหรือเพลงที่ฟังสบายๆ ให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และต่างพบว่า เด็กที่คลอดออกมาจะอารมณ์ดี มีสมาธิดี และชอบเสียงเพลง เด็กบางคนจะคุ้นกับเพลงที่คุณแม่เปิดซ้ำๆ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ พอออกจากครรภ์แม่ก็ยังจดจำเพลงนั้นได้ เมื่อเด็กโยเย อารมณ์ไม่ดี คุณแม่เปิดเพลงเดิมนั้นเท่านั้น เด็กก็จะหยุดร้องโยเยได้ทันที และมีผลการทดลองอีกเช่นกัน ที่พบว่า เด็กที่ได้ฟังดนตรีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ มีแนวโน้มที่จะเป็นคนรักเสียงเพลง ตลอดจนมีความสามารถในการเล่นดนตรีที่ดีกว่าได้ นอกจากเสียงดนตรีแล้ว เสียงของคุณแม่หรือคุณพ่อเอง ก็มีความสำคัญกับลูกน้อยเช่นกัน เนื่องจากเป็นการสร้างความคุ้นเคยให้ลูกรู้จักพ่อและแม่ของตนตั้งแต่ยังไม่คลอดออกมา ครั้นพอลูกคลอดแล้ว ก็จะจำเสียงแม่ได้ทันที เป็นการสร้างความอบอุ่นใจและความมั่นใจแก่เด็กได้เป็นอย่างมาก คุณแม่สามารถลูบท้องด้านที่เป็นหัวเด็ก และพูดคุยกับลูกไปได้ หรือใช้กระดาษแผ่นใหญ่ม้วนเป็นกรวย เหมือนที่เด็กๆ เล่นกัน แล้วพูดใส่ปลายกรวยที่จ่อไปบนหน้าท้อง หรือคุณแม่บางท่านอาจอยากคุยกับลูกบ่อยๆ เป็นประจำ ก็มีเครื่องมือที่เรียกว่า “infant phone” ที่เป็นเครื่องมือในการพูดคุยกับทารกในครรภ์

กระตุ้นโดยการนั่งเก้าอี้โยก เมื่ออายุครรภ์ห้าเดือนไปแล้ว ทารกในครรภ์จะมีอวัยวะต่างๆ เกือบสมบูรณ์แล้ว สมองก็เริ่มขยายตัว การที่เด็กอยู่ในถุงน้ำคร่ำในท้องแม่ ที่มีการเคลื่อนไหวของน้ำคร่ำรอบๆ ตัวทารก เมื่อแม่เคลื่อนไหว ทารกในครรภ์จะเอนเอียง ตามจังหวะของการเคลื่อนไหวของแม่ ผิวหนังของทารกจะรับรู้การสัมผัสกับผนังด้านในของมดลูกตลอดเวลา มีผลต่อการพัฒนาระบบประสาทรับรู้ความรู้สึกของทารก การนั่งโยกเก้าอี้เป็นการพัฒนาเซลล์สมอง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว และทำให้ทารกได้เรียนรู้การตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม เพราะขณะที่คุณแม่นั่งโยกเก้าอี้นั้น ทารกจะถูกโยกเอนไปมาตามทิศทางของการโยก ซึ่งต่อมา ทารกจะเกิดการเรียนรู้ว่าการโยกไปมานั้นเป็นวัฏจักร หรือเป็นระบบ คือโยกหน้าแล้วตามด้วยหลังเสมอ เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไป เมื่อทารกเรียนรู้เช่นนี้แล้ว ก็จะเกิดการปรับตัวและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมนั้น โดยขณะที่เก้าอี้โยกไปข้างหน้า ทารกเริ่มรู้จักเกร็งตัวไปด้านหลัง ต้านแรงโยกไปด้านหน้า เพื่อพยุงตัวให้อยู่ในแนวกลางเสมอ ซึ่งทารกสามารถทำได้ง่ายเพราะลอยตัวอยู่ในน้ำคร่ำ การกระทำเช่นนี้ เปรียบเสมือนเป็นบทเรียน ให้ทารกฝึกใช้ไหวพริบ เข้าใจและปรับตัวตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาใหม่ได้ ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวไปมาก็ช่วยพัฒนาระบบกล้ามเนื้อและการทรงตัว ทารกหลังคลอดจึงพลิกคว่ำ และหงายได้เร็วกว่าเกณฑ์ปกติ

กระตุ้นโดยใช้แสง โดยปกติทารกในครรภ์สามารถลืมตาเห็นสิ่งต่างๆ ในมดลูกได้ตอน 29 สัปดาห์ แต่ก่อนหน้านี้ทารกก็สามารถรับรู้ความมืด ความสว่างได้ แม้หลับตาอยู่ แสงจากภายนอกครรภ์ เป็นตัวส่งเสริมพัฒนาระบบการมองเห็นของทารก ยิ่งอายุครรภ์มากขึ้น ผนังมดลูกของแม่จะยิ่งบางลง ทำให้แสงจากภายนอกส่องผ่านเข้าไปได้มากขึ้น ทารกจะเริ่มเรียนรู้เรื่องกลางวันและกลางคืน เพราะในเวลากลางคืน ภายในมดลูกจะมือสนิท ส่วนกลางวันจะมีแสงผ่านเข้าไปได้ รวมทั้งมีเสียง และการเคลื่อนไหวของแม่ เคยมีการทดลองใช้ไฟส่องเข้าไปในโพรงมดลูก และพบว่าทารกมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น แสดงว่าทารกสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ดี และมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตาม การเสริมสร้างระบบการมองเห็นของทารก โดยการส่งไฟนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ และมีความละเอียดอ่อนในแง่ปฏิบัติ จำเป็นต้องอาศัยสื่อการสอนอย่างอื่นประกอบร่วมด้วยจึงจะเข้าใจ และสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนได้ถูกต้อง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่เหมือนการกระตุ้นโดยวิธีอื่นที่คุณแม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับลูกได้เลย


(update 22 มิถุนายน 2004)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 พฤษภาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600