ปกติสีชมพูมักจะคู่กับเรื่องแหววๆ ค่ะ แต่กับฉี่ของเราการณ์กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่
ใครเจอครั้งแรกก็หน้าซีด ใครฉี่เป็นเลือดจะไม่หวิวสั่นก็ใจเย็นไปแล้ว
ถึงจะตกอกตกใจแค่ไหน ก็รวบรวมสติไว้นะคะ ไปปรึกษาคุณหมอดูอาจจะได้คำตอบมาว่า
กระเพาะปัสสาวะของคุณอักเสบเข้าแล้ว
ผู้หญิงแทบทุกคนจะได้เป็นอย่างน้อยก็ครั้งนึงละค่ะ ผู้หญิงก็มีโอกาสเป็นกันมากกว่าผู้ชายด้วย
เพราะอุปกรณ์ในการฉี่และอึของเราเป็นแบบเพื่อนบ้านรั้วประชิด ของผู้ชายเขาเป็นแค่เพื่อนซอยเดียวกัน
มีระยะห่างกว่าเราไง กระเพาะปัสสาวะเราจึงได้รับเชื้อแบคทีเรียที่มาจากทวารหนักผ่านปลายท่อปัสสาวะง่ายกว่า
ถ้าคุณเป็นคุณนายสะอาดนะคะ ไปไหนปวดปัสสาวะก็ไม่กล้าเข้าห้องน้ำ หรือมีอาชีพที่ต้องอยู่กับที่นานๆ
พนักงานขายของหน้าร้าน พนักงานรับโทรศัพท์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการ หรือชอบง่วนอยู่กับงาน
ยอมกลั้นปัสสาวะไว้นานๆ ดีกว่าเสียเวลา ทำให้เชื้อโรคมีโอกาสนานพอที่จะเพาะตัวในกระเพาะปัสสาวะ
การเสียเหงื่อมากๆ แล้วไม่ค่อยดื่มน้ำ หรืออาจจะมีสาเหตุอื่นๆ อีกเช่น การตั้งครรภ์
ระดับฮอร์โมนเพศหญิงลดลงเมื่ออายุมากขึ้น หลังการมีเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะผู้หญิงแต่งงานใหม่ๆ
ก็จะกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ หมออาจบอกคุณว่า คุณเป็นโรคชื่อเก๋ๆ ว่า ฮันนีมูน (Honeymoon's cystitis) ค่ะ
หรือถ้าไม่ใช่สาเหตุที่ว่าก็อาจมาจากการเป็นเบาหวาน หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะก็เป็นได้
พอเป็นแล้วมันพูดไม่ออกบอกไม่ถูกค่ะ เพราะนอกจากฉี่จะสีชมพูหรือไม่มีก็แล้วแต่
คุณก็จะเข้าห้องน้ำถี่จนน่ารำคาญ ฉี่กะปริดกะปรอยไม่คุ้มกับที่รู้สึกปวด เข้าแต่ละทีแสบๆ ขัดๆ
น้ำปัสสาวะก็สีขุ่น ตอนกลางคืนลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำจนไม่ได้หลับได้นอน
อาจจะมีอาการอื่นๆ ฟ้องอีก เช่น ไข้ขึ้น คลื่นไส้ ปวดเอวหรือท้อง กลิ่นฉี่ผิดปกติไป
ถ้ามีอาการต่างๆ แม้ไม่ครบก็ไม่ต้องรอให้ครบหรอกนะคะ ต้องรีบรักษา
การปล่อยไว้จะทำให้ติดเชื้อกรวยไตอักเสบไปอีก แล้วก็อย่าให้กลับมาเป็นบ่อยๆ
สำรวจการฉี่อย่างมีคุณภาพ
ไม่มีใครเชื่อหรอกค่ะว่าหญิงเก่งกล้าสามารถทั้งงานในบ้านนอกบ้านจะฉี่ไม่เป็น
หรือไม่มีสุขนิสัยอันดีในการฉี่ ใครมาสอนเรื่องนี้โกรธกันตาย เอาละ เช็กตัวเองดีกว่าว่าคุณฉี่เป็นหรือเปล่า
ถ้าตอบว่าใช่ทุกข้อละ แปลว่าสอบผ่าน
1. เวลาปวดปัสสาวะก็เข้าห้องน้ำเลย ไม่อดทนอดกลั้นอยู่เป็นเวลานาน
2. ไม่กลัวห้องน้ำนอกบ้านจนเกินกว่าเหตุ
3. ดื่มน้ำมากเป็นปกติ อย่างน้อยวันละประมาณ 8 แก้ว
4. ถ่ายหนักแล้วเช็ดทำความสะอาดจากข้างหน้าไปข้างหลัง ไม่เช็ดย้อนไปมา
5. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ดื่มน้ำ 1 แก้ว และถ่ายปัสสาวะทันทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์ป้องกันโรคฮันนีมูน
6. ไม่ดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลมมากเกินไปในแต่ละวัน ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
7. เวลาเข้าห้องน้ำไม่รีบร้อน ค่อยๆ ฉี่จนรู้สึกว่าหมดแล้ว ไม่เหลือค้างคา
8. ก่อนนอนหรือก่อนออกจากบ้านเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย เตรียมรับสถานการณ์รถติดหรือเดินทางไกล
9. ไม่เข้าห้องน้ำทั้งๆ ที่ไม่ปวดฉี่ (เพราะการฉี่โดยไม่ปวดบ่อยๆ จะทำให้กระเพาะปัสสาวะเล็ก
เก็บปัสสาวะได้ไม่ดี เท่ากับคนที่ฉี่ปกติ) หลีกเลี่ยงการเข้าห้องน้ำโดยบังเอิญบ่อยๆ ทั้งๆ ที่ไม่ปวดปัสสาวะ
เพราะทำให้กระเพาะปัสสาวะเล็ก เข้าห้องน้ำเมื่อกระเพาะปัสสาวะเต็มเท่านั้น
10. ฝึกถ่ายหนักเป็นเวลาและไม่ปล่อยให้ท้องผูกบ่อยๆ
11. ฝึกขมิบเพื่อให้กล้ามเนื้อหูรูดแข็งแรง
12. ไม่ปล่อยให้น้ำหนักตัวมากเกิดพิกัด
ถ้าคุณๆ เป็นไปแล้ว นอกจากไปหาหมอแล้ว ก็ต้องดูแลรักษาตัวเอง ด้วยการรักษาความสะอาด
และดื่มน้ำมากๆ ค่ะ ดื่มจนปัสสาวะออกมาแล้วใสคล้ายๆ น้ำเปล่านั่นแหละ แล้วก็กินผลไม้ที่มีวิตามินซีเข้าไปมากๆ
เพื่อช่วยบรรเทาอาการจัดการกับเชื้อโรคได้ค่ะ
เรื่องผู้หญิงกับห้องน้ำ ก็สงสัยมานานเหมือนกันว่าจะทำยังไง เวลาเข้าห้องน้ำสาธารณะต่างๆ
ที่เขียนป้ายติดไว้ว่า อย่าเหยียบฝารองนั่ง มันทำได้จริงๆ หรือ ในห้องน้ำบางแห่งที่เราเข้าไปน่ะ
มันไม่สะอาดเอี่ยมหรอก มีน้ำกระเซ็นหรือร่องรอยรองเท้าเสร็จเรียบร้อยมาล่วงหน้าแล้ว
นึกอยากไปจูงเจ้าของป้ายมาร่วมกันไขปริศนาคาใจ แต่ไม่ใจเด็ดถึงเพียงนั้น
ก็เลยไปถามคนอื่นมาว่าเขาทำยังไงกัน ได้หลายคำตอบค่ะ
เธอคนนึงบอกว่าชั้นก็ต้องดำเนินรอยตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้น่ะสิคะ
อีกคนบอกพกทิชชูไว้ให้พอทั้งเช็ดฝา ปูรองและเช็ดทำความสะอาดเราเอง
อีกคนพกน้ำยาฆ่าเชื้อขวดเล็กไว้เช็ดฝารองนั่งเลย คนสุดท้ายสาวเหล็กค่ะ
เธอบอกว่าต้องทำตัวเป็นนักกายกรรมใช้สองมือยันฝาห้องน้ำ
แล้วย่อขานั่งโดยไม่ให้มีส่วนใดแตะฝารองนั่ง
อุแม่เจ้า!!
เคยได้รับแจกกระดาษปูรองนั่งทดลองใช้มาเมื่อนานมาแล้วค่ะ ไม่ทราบว่ามีขายแถวไหนบ้างแล้ว
และก็ไม่ทราบว่าถ้าใช้กันเยอะๆ แล้วมันจะย่อยสลายทันหรือสำหรับห้องน้ำสาธารณะ
ขออภัยที่ไม่ได้หาคำตอบมาให้ รบกวนช่วยหากันเองไปพลางๆ นะคะ
ขอฝากไปถึงเจ้าของสถานที่ต่างๆ ผ่านตรงนี้หน่อยแล้วกัน
ว่าคุณพี่จะทำห้องน้ำให้เลือกทั้งแบบนั่งธรรมดาและแบบนั่งยองๆ ก็ดีนะคะ
ช่วยดูแลกระเพาะปัสสาวะให้ผู้หญิงค่ะ
(update 13 พฤษภาคม 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 96 มีนาคม 2547 ]
|