ตั้งครรภ์ ทำให้เป็นเบาหวาน


คุณน้ำหวานอายุ 38 ปี อาชีพแม่บ้าน เป็นคนแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ เพิ่งตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก ภายหลังจากขาดประจำเดือน 2 เดือน ก็ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล คุณหมอได้ซักประวัติและตรวจร่างกายพบว่า คุณน้ำหวานตั้งครรภ์ได้ประมาณ 8 สัปดาห์ น้ำหนักที่ชั่งได้ 70 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังซักประวัติได้ว่าคุณแม่ของคุณน้ำหวานเป็นโรคเบาหวาน และกำลังรับประทานยารักษาอยู่

จากข้อมูลข้างต้นคุณหมอที่ดูแลได้แจ้งให้คุณน้ำหวานทราบว่า คุณน้ำหวานมีปัจจัยเสี่ยงต่อการที่จะเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์หลายประการ เช่น อายุค่อนข้างมาก อ้วน มีคุณแม่เป็นโรคเบาหวาน จึงได้แนะนำให้เจาะเลือด เพื่อตรวจดูว่าคุณน้ำหวานจะเป็นโรคเบาหวานขระตั้งครรภ์หรือไม่ ซึ่งผลการเจาะเลือดตรวจที่ทำร่วมกับการให้คุณน้ำหวานดื่มน้ำที่ใส่น้ำตาลกลูโคสตามปริมาณที่กำหนดพบว่า คุณน้ำหวานมีระดับน้ำตาลสูงมากกว่าปกติ จึงให้การวินิจฉัยโรคว่า เป็นโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์ ภายหลังทราบผลการตรวจคุณหมอได้แนะนำให้คุณน้ำหวานมารับการตรวจฝากครรภ์ต่อ โดยที่ในระหว่างนี้ต้องควบคุมการรับประทานอาหารตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด รวมทั้งต้องมารับการเจาะเลือดตรวจเป็นระยะๆ ตลอดการตั้งครรภ์ เพื่อดูว่าการควบคุมน้ำตาลได้ผลดีหรือไม่ ขณะเดียวกันคุณหมอได้ทำการตรวจดู การเจริญเติบโตของลูกในท้องด้วยอัลตราซาวนด์เป็นระยะๆ เช่นเดียวกัน เพื่อดูว่าลูกมีความพิการหรือไม่ ตัวโตมาเกินไปหรือเปล่า เนื่องจากเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย

จากการฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอตลอดมา พบว่าส่วนมากระดับน้ำตาลของคุณน้ำหวานอยู่ในเกณฑ์ปกติดี จะมีบางครั้งที่น้ำตาลขึ้นสูงมากกว่าปกติ ซึ่งคุณน้ำหวานก็ยอมรับว่าเป็นเพราะรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงมากเกินไป ส่วนลูกในท้องจากการตรวจอัลตราซาวนด์ติดตามเป็นระยะไม่พบว่ามีความพิการอะไร แต่เมื่อตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน พบว่าขนาดลูกในท้องค่อนข้างใหญ่กว่าปกติ คุณหมอจึงแนะนำคุณน้ำหวานให้เข้มงวดในการรับประทานอาหารให้มากขึ้น

เมื่อตั้งครรภ์ประมาณ 38 สัปดาห์ คุณน้ำหวานก็เจ็บท้องคลอด เมื่อมาถึงโรงพยาบาลคุณหมอได้ตรวจภายในแล้วพบว่า ปากมดลูกเปิดประมาณ 3 ซม. มีน้ำคร่ำไหลออกมา และคะเนว่าเด็กน่าจะหนักประมาณ 3,500 กรัม จึงรับไว้ในห้องคลอดและเฝ้าระวังการคลอดต่อไป

ประมาณ 4 ชั่วโมงหลังจากนั้น คุณหมอตรวจพบว่ามดลูกหดรัดตัวค่อนข้างดี แต่ศีรษะเด็กไม่เคลื่อนต่ำลงมาตามที่ควรจะเป็น อีก 2 ชั่วโมงต่อมาศีรษะเด็กก็ยังคงอยู่ที่ระดับเดิม ในขณะที่ปากมดลูกเปิด 10 ซม. ซึ่งน่าจะคลอดแล้ว คุณหมอจึงวินิจฉัยว่าการคลอดมีการติดขัด ได้แนะนำคุณน้ำหวานว่าควรผ่าตัดคลอด เพราะถ้าปล่อยให้เจ็บครรภ์ต่อไป ลูกอาจเป็นอันตรายได้ ซึ่งคุณน้ำหวานก็ยินยอมให้คุณหมอผู้ดูแลผ่าตัดคลอด

จากการผ่าตัดคลอดได้ลูกออกมาเป็นเพศชายหนัก 3,900 กรัม หายใจไม่ค่อยดี จึงส่งต่อให้กุมารแพทย์ดูแลหลังการผ่าตัดคุณน้ำหวานเสียเลือดไปประมาณ 1,500 ซีซี และแผลผ่าตัดมีการอักเสบ ต้องให้ยาปฏิชีวนะและรับไว้ในโรงพยาบาลประมาณ 14 วัน จึงกลับบ้านได้พร้อมกับลูก

ชื่อผู้ป่วย สถานที่ และเหตุการณ์ในตัวอย่างผู้ป่วยเป็นสิ่งที่สมมติขึ้น อย่างไรก็ตามเค้าโครงเรื่องนำมาจากเหตุการณ์จริงทั้งสิ้น


โดยทั่วไปคุณแม่ตั้งครรภ์มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้ 2 ประเภท ประเภทแรกคือ เป็นโรคเบาหวานมาก่อนที่จะตั้งครรภ์ กับเป็นโรคเบาหวานตอนตั้งครรภ์ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งโรคเบาหวานแบบหลังนี้ทางการแพทย์เรียกว่า โรคเบาหวานที่เกิดจากการตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) และเป็นกรณีเดียวกับที่เกิดขึ้นในคุณน้ำหวาน

โรคเบาหวานเกิดได้อย่างไร ?

ร่างกายของคนเรามีอวัยวะหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งคุณแม่ส่วนมากมักจะจินตนาการรูปร่าง และตำแหน่งที่อยู่ของมันไม่ค่อยออก อวัยวะที่ว่านี้ก็คือ ตับอ่อน ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อ ปลายด้านหนึ่งกลมมนในขณะที่ปลายอีกด้านมีลักษณะยาวรีๆ คล้ายโคนใส่ไอศกรีม ตำแหน่งของมันจะแทรกอยู่ระหว่างลำไส้เล็กส่วนต้นติดไปทางด้านหลังของตัวคนเรา

ตับอ่อนมีหน้าที่สร้างฮอร์โมนชื่อ อินซูลิน ภายหลังถูกสร้างออกมามันจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด ไปทำหน้าที่ในการนำน้ำตาลในเลือดไปใช้สร้างพลังงานให้กับร่างกาย

คนที่เป็นโรคเบาหวาน คือ คนที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอ หรือสร้างได้เพียงพอแต่ถูกขัดขวางให้ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ทำให้ไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้งานได้ตามปกติ น้ำตาลจึงคั่งอยู่ในเลือดและมีระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ น้ำตาลที่คั่งอยู่นี้เปรียบเหมือนน้ำคร่ำที่อยู่ในท่อระบายที่อุดตัน ทำให้เกิดการเน่าเสียและก่อให้เกิดอันตรายได้

ฉะนั้น พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่เป็นเบาหวานก็คือคนที่มีตับอ่อนซึ่งเสื่อมสมรรถภาพนั่นเอง ถึงตรงนี้คุณแม่หลายคนคงอยากถามว่า ทำไมคนบางคนตับอ่อนจึงเสื่อมสมรรถภาพค่อนข้างเร็ว ทำให้เป็นโรคเบาหวานตั้งแต่อายุยังน้อย ในขณะที่บางคนแม้อายุจะมากแล้วก็ยังไม่เป็นเบาหวานเลย แสดงว่าตับอ่อนน่าจะยังมีประสิทธิภาพที่ดีอยู่ ความแตกต่างที่ว่านี้เป็นเพราะอะไร ?

คำตอบสำหรับคำถามนี้มี 2 ประการครับ ประการแรกคือ จากกรรมพันธุ์ พูดง่ายๆ ก็คือคนที่เป็นเบาหวานได้เร็วก็เพราะคนๆ นั้นเกิดมาจากพ่อแม่ที่ถ่ายทอดสารทางพันธุกรรม ที่ควบคุมการสร้างตับอ่อนที่คุณภาพไม่ดีมา ทำให้ผลิตผลที่ได้เป็นตับอ่อนที่คุณภาพไม่ดี ส่วนประการที่สอง ก็คือปัจจัยจากภายนอกที่มีผลกระทบทำให้ตับอ่อนทำงานหนักและเสียเร็ว เช่น ความอ้วน ความเครียด (ปัจจัยทั้ง 2 นี้จะเร่งให้ตับอ่อนต้องนำน้ำตาลไปใช้สร้างพลังงานค่อนข้างมาก) หรือการรับประทานอาหารหรือยาที่เป็นอันตรายต่อตับอ่อนโดยตรง เช่น ยาพวกสเตียรอยด์ เป็นต้น

โรคเบาหวานที่เกิดจากการตั้งครรภ์

เมื่อมีการตั้งครรภ์นอกจากจะมีลูกน้อยเกิดขึ้นมาในมดลูกแล้ว อวัยวะอีกอย่างหนึ่งที่จะสร้างขึ้นมาพร้อมกันก็คือ รก คุณแม่ส่วนมากคงเข้าใจกันดีแล้วว่า รกมีหน้าที่นำอาหารมาเลี้ยงลูกน้อยในครรภ์โดยผ่านทางสายสะดือ ความจริงแล้วรกยังมีหน้าที่อีกหลายอย่าง และที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือทำหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนขึ้นมาหลายชนิด เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปได้ด้วยดี และฮอร์โมนเอชพีแอล (HPL : ย่อมาจากคำว่า Human Placental Lactogen) ซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างน้ำนมสำหรับเลี้ยงลูกภายหลังคลอด

ฮอร์โมนเหล่านี้จะค่อยๆ สร้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามขนาดของรกที่ใหญ่ขึ้น และอายุครรภ์ที่มากขึ้น นอกจากจะทำหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นแล้ว มันยังแผลงฤทธิ์โดยการไปขัดขวางการทำงานของอินซูลิน ให้ทำหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่เต็มที่อีกด้วย ผลก็คือระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุครรภ์ที่มากขึ้น นอกจากนี้มันยังไปกระตุ้นการสลายไขมันด้วย ทำให้มีกรดไขมันในเลือดสูง ซึ่งถ้าไม่ได้รับการแก้ไขจะทำให้โรคเบาหวานกำเริบถึงขั้นรุนแรง คือหมดสติหรือเสียชีวิตได้เลยนะครับ

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณแม่คงจะเห็นแล้วว่าฮอร์โมนจากรกนี้สร้างปัญหาไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ หลายคนคงมีคำถามที่ค้างคาใจว่า ก็ในเมื่อคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทุกคนต่างก็มีการสร้างฮอร์โมน ไปขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน แต่ทำไมมีเพียงบางคนเท่านั้นที่เป็นโรคเบาหวานตอนตั้งครรภ์ ในขณะที่คนอีกจำนวนมากไม่เป็นเช่นนั้น คำตอบคือยังไม่ทราบครับ แต่เชื่อว่าน่าจะคล้ายๆ กับคำตอบของสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน คือ เกิดจากกรรมพันธุ์ และปัจจัยส่วนตัวบางอย่าง เช่น ความอ้วน ความเครียด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้มีในคุณแม่ทุกคน

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์?

คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทุกคน มีเพียงบางคนเท่านั้นที่จะเป็นโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์ คนที่เสี่ยงจะเป็นโรคมักมีประวัติดังนี้ครับ
ประวัติครอบครัว
  • มีประวัติพ่อแม่ หรือพี่น้องเป็นเบาหวาน
ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งนี้
  • อ้วน
  • อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
  • มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย
  • ตรวจพบน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะสูงกว่าปกติ
  • คุณหมอตรวจพบลูกในท้องตัวใหญ่กว่าอายุครรภ์หรือท้องมีน้ำคร่ำมากกว่าปกติ
ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งก่อน
  • เคยคลอดบุตรน้ำหนักตั้งแต่ 4 กก. ขึ้นไป
  • เคยคลอดก่อนกำหนด
  • เคยคลอดบุตรที่พิการแต่กำเนิดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เคยมีประวัติแท้งบุตรบ่อยครั้ง หรือลูกเสียชีวิตในครรภ์โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เคยเป็นเบาหวานจากการตั้งครรภ์ในครั้งก่อนและหายไปแล้ว
คุณน้ำหวานซึ่งเป็นผู้ป่วยตัวอย่างในบทความนี้ก็มีคุณสมบัติหลายประการที่เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน เช่น อายุมาก อ้วน และมีคุณแม่เป็นเบาหวาน

จะตรวจว่าคุณแม่เป็นเบาหวานจากการตั้งครรภ์ได้อย่างไร ?

คุณแม่ส่วนมากที่เป็นโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์มักไม่แสดงอาการอะไรให้เห็นชัดเจน ด้วยเหตุนี้คุณหมอจึงมักจะทั้งซักถามประวัติและตรวจร่างกายดูว่า คุณแม่มีปัจจัยเสี่ยงอะไร ที่จะเป็นเบาหวานจากการตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ถ้ามีจะได้ทำการตรวจเพิ่มเติมต่อไป เพื่อให้ได้การวินิจฉัยโรคที่แน่ชัด ดังนั้น ถ้าคุณแม่ถูกคุณหมอซักถามมากก็อย่าเพิ่งรำคาญนะครับ

วิธีตรวจเพิ่มเติมที่ว่าทำโดยการเจาะเลือดคุณแม่ไปตรวจหาค่าระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งในการนี้จะต้องให้คุณแม่รับประทานน้ำตาลกลูโคสก่อนเจาะเลือดร่วมด้วย ค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่ตรวจได้จะเป็นตัวตัดสินว่าคุณแม่เป็นเบาหวานจากการตั้งครรภ์หรือไม่ สำหรับรายละเอียดของวิธีการตรวจและการแปลผลค่าน้ำตาลในเลือดจะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้ เพราะยุ่งยากเกินไปและคุณแม่ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทราบ

ผลของโรคเบาหวานต่อการตั้งครรภ์

คุณแม่ที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาในลูกได้หลายประการ เช่น แท้งบุตร ลูกมีความพิการแต่กำเนิด คลอดก่อนกำหนด เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้มักจะเกิดในรายที่มีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ค่อยดี

นอกจากปัญหาข้างต้นแล้ว ปัญหาที่ค่อนข้างสำคัญและพบได้บ่อยในลูกอีกปัญหาหนึ่งก็คือ ลูกจะมีตัวค่อนข้างโต การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะน้ำตาลที่มีมากในเลือดแม่จะผ่านไปเลี้ยงลูกได้อย่างมากมาย เมื่อได้รับน้ำตาลมากแต่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ร่างกายลูกก็จะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันไปสะสมตามร่างกาย ทำให้ตัวใหญ่ และอ้วน การมีลูกตัวใหญ่ดังกล่าว อย่าหลงดีใจนะครับว่าลูกสมบูรณ์ดี เพราะลูกมักจะไม่ค่อยแข็งแรง นอกจากนี้การที่ลูกชินกับการมีน้ำตาลในเลือดเยอะๆ เมื่อคลอดออกมาปริมาณน้ำตาลที่ได้จากแม่มาตลอดจะลดลงทันที ลูกบางรายทนไม่ได้ก็จะเกิดการชัก บางรายรักษาไม่ทันก็อาจเสียชีวิตได้เลย

ปัญหาอื่นที่อาจพบได้ในลูก เช่น ตัวเหลืองภายหลังคลอด หรือตายตอนหลังคลอด ปัญหาหลังนี้พบได้ค่อนข้างน้อยจึงไม่ต้องตกอกตกใจจนเกินไปครับ

สำหรับผลต่อคุณแม่ก็มีเหมือนกัน กล่าวคือคุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวานตอนตั้งครรภ์ จะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงร่วมด้วยได้มากขึ้นเรียกว่าไหนๆ จะมีปัญหาแล้วก็มีมันซะหลายอย่างเลยทีเดียว

ผลของการตั้งครรภ์ต่อเบาหวาน

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าขณะตั้งครรภ์จะสร้างฮอร์โมนขึ้นมาหลายชนิด และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุครรภ์ แต่ในความเป็นจริงฮอร์โมนแต่ละชนิดที่สร้างขึ้นมา ไม่ใช่ว่าจะสร้างขึ้นมาพร้อมกันทีเดียวเลยนะครับ แต่จะทยอยสร้างขึ้นตามๆ กันมา ในขณะที่ฮอร์โมนบางตัวมีการสร้างขึ้นมาแล้วฮอร์โมนบางตัวอาจจะยังไม่เริ่มสร้างเลย หรือเมื่อฮอร์โมนบางตัวเริ่มสร้างน้อยลง บางตัวกลับกำลังสร้างในระดับที่สูงสุด

ผลดังกล่าวทำให้ฮอร์โมนที่สร้างจากรกไปขัดขวางการทำงานของอินซูลินได้ไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวมากเดี๋ยวน้อย ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทำได้ยากตามไปด้วย ถ้าปรับไม่ดี บางช่วงอาจจะมีระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงจนคุมไม่ทัน ผู้ป่วยอาจช็อกหรือชักจากภาวะน้ำตาลสูงได้ ในทางตรงข้ามบางครั้งระดับฮอร์โมนที่ต้านฤทธิ์อินซูลินอาจกำลังสู่ระดับต่ำมาก ถ้าเราคุมอาหารอย่างมาก น้ำตาลในเลือดก็อาจจะลดระดับลงไปอย่างมากทำให้ผู้ป่วยช็อกจากการขาดน้ำตาลได้เช่นกัน อ่านดูแล้วน่าเหนื่อยไหมครับ

จะดูแลรักษาคุณแม่ท้องที่เป็นเบาหวานอย่างไร ?

การดูแลที่สำคัญที่สุดก็คือ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดการตั้งครรภ์ ซึ่งการควบคุมมี 2 วิธี คือ ควบคุมอาหารและการรักษาด้วยยา

การควบคุมอาหารเป็นวิธีรักษาที่ดีที่สุด โดยจะต้องรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณแม่อยู่ในระดับที่เหมาะสมและคงที่ตลอดวัน ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลูกไม่สูงและคงที่ตามไปด้วย การควบคุมอาหารให้ดีต้องเริ่มทำตั้งแต่ตั้งครรภ์ใหม่ๆ เลยถึงจะช่วยป้องกันปัญหาบางอย่าง เช่น การแท้ง ลูกพิการแต่กำเนิดได้

ในคุณแม่บางราย แม้จะควบคุมการรับประทานอาหารอย่างดีแล้ว ก็ยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีได้ กรณีเช่นนี้จำเป็นต้องใช้วิธีฉีดอินซูลินให้เป็นครั้งคราว ซึ่งจะมากน้อยเพียงใดขึ้นกับระดับน้ำตาลในเลือด คุณแม่ที่ต้องรับการฉีดอินซูลินจำนวนไม่น้อย จะถูกรับไว้ในโรงพยาบาลระยะเวลาหนึ่ง เพื่อปรับระดับอินซูลินให้พอดีกับระดับน้ำตาลในเลือด หลังจากนั้นจะแนะให้ผู้ป่วยฉีดอินซูลินต่อเองที่บ้าน แต่ต้องมาตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอ

ตัวอย่างรายการอาหารใน 1 วัน
สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานและค่อนข้างอ้วน

(ต้องการพลังงานวันละประมาณ 1,800 กิโลแคลอรี)
มื้อเช้า
ข้าวผัดหมู
ข้าวสวย         2 ทัพพี
เนื้อหมู         4 ช้อนคาว
ไข่ไก่         1 ฟอง
น้ำมัน         1 ช้อนกาแฟ
กระเทียม ต้นหอม แตงกวา มะเขือเทศ ตามต้องการ
ให้พลังงาน 412 กิโลแคลอรี

อาหารว่างมื้อเช้า
น้ำส้มคั้น         1 แก้ว
ให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี
มื้อกลางวัน
ผัดซีอิ๊วเส้นใหญ่คะน้าไก่
เส้นใหญ่         2 ทัพพี
เนื้อไก่         4 ช้อนคาว
น้ำมัน         1 ช้อนกาแฟ
ไข่ไก่         1 ฟอง
กระเทียม ผักคะน้า ตามต้องการ
ให้พลังงาน 452 กิโลแคลอรี

อาหารว่างตอนบ่าย
นมจืด         1 แก้ว
กล้วยน้ำว้า         1 ผล
ให้พลังงาน 180 กิโลแคลอรี
มื้อเย็น
ข้าวสวย         2 ทัพพี
แกงส้มผักรวมกุ้ง
กุ้งขนาดกลาง         2 ช้อนคาว หรือ 4 ตัว
ผักกระเฉด มะละกอดิบ หัวผักกาดขาว ถั่วฝักยาว
พริกแกงส้ม ตามต้องการ
ปลาสลิดขนาดกลาง         1 ตัว
น้ำมัน         1 ช้อนกาแฟ
สับปะรด         9 ชิ้น
ให้พลังงาน 430 กิโลแคลอรี

อาหารว่างก่อนนอน
นมจืด         1 แก้ว
แคร็กเกอร์         2 แผ่น
ให้พลังงาน 200 กิโลแคลอรี
นอกจากการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ลูกในท้องก็จะต้องได้รับการตรวจเป็นระยะๆ ว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ เช่น มีความพิการหรือไม่ ตัวใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไปหรือไม่ เช่น มีความพิการหรือไม่ตัวใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไปหรือไม่ แข็งแรงดีหรือไม่ การตรวจดังกล่าวสามารถทำได้โดยการใช้เครื่องอัลตราซาวนด์และเครื่องตรวจการเต้นหัวใจทารกในครรภ์

ผลการรักษาที่ดีก็คือ ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ลูกในครรภ์มีการเติบโตตามปกติ ตัวไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป ซึ่งผลดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ ทั้งคุณหมอและคุณแม่จะต้องร่วมมือกันอย่างดี จึงจะบรรจุวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ครับ

คลอดอย่างไรดี

คุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์ สามารถคลอดบุตรได้ตามปกติเหมือนคุณแม่ทั่วไป ยกเว้นแต่รายที่ลูกตัวโตมากและการคลอดมีการติดขัด เช่น ในรายของคุณน้ำหวาน ก็จำเป็นต้องผ่าคลอด คุณแม่บางรายแม้จะไม่ต้องผ่าตัดก็อาจต้องใช้เครื่องมือช่วยคลอด เนื่องจากมีการเบ่งคลอดที่ยาวนาน จนคุณแม่หมดแรงก็มีครับ

ปัญหาหลังคลอด

ภายหลังคลอดก็ยังต้องระวังว่า มดลูกของคุณแม่อาจจะหดรัดตัวได้ไม่ดีจากการถูกยืดขยายมากเพราะลูกตัวโต ซึ่งจะทำให้มีโอกาสตกเลือดหลังคลอดได้ น้ำตาลในเลือดเป็นอาหารอย่างดีของเชื้อโรค เพราะฉะนั้นคุณแม่กลุ่มนี้จึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อหลังคลอดที่อวัยวะต่างๆ ได้ เช่น ที่แผลผ่าตัดหรือในมดลูกได้ง่ายกว่าคุณแม่ทั่วไป จะเห็นว่าคุณน้ำหวานเองก็มีปัญหาที่ว่านี้

ข้อเตือนใจ

คุณแม่ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์ เมื่อรู้ตัวหรือสงสัยว่าตนเองตั้งครรภ์อย่าลังเลใจที่จะรีบไปฝากครรภ์เสียตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าคุณหมอตรวจพบว่าคุณแม่เป็นโรคเบาหวานจริงจะได้ร่วมมือกัน ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของคุณแม่เสียตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ เพื่อให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปด้วยดี ได้ลูกน้อยที่สุขภาพแข็งแรงสมความตั้งใจ


(update 12 มีนาคม 2002)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 95 กันยายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600