เลือดแม่กับลูก (ในครรภ์) ไม่เข้ากัน… อันตรายที่ป้องกันได้



คุณเยื่อใย อายุ 31 ปี ตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ครรภ์แรกครบกำหนดและคลอดปกติ ที่โรงพยาบาลชุมชนในต่างจังหวัดเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน หลังคลอดรับประทานยาคุมกำเนิดอยู่ประมาณ 1 ปี จึงเลิกคุม

คุณเยื่อใยย้ายติดตามสามีเข้ามาทำงานเป็นพนักงานในร้านอาหารที่กรุงเทพฯ ได้ประมาณ 1 ปีแล้ว เมื่อ 5 เดือนก่อนคุณเยื่อใยขาดประจำเดือนไปประมาณ 3 เดือน จึงไปรับการตรวจที่ศูนย์อนามัยข้างบ้าน ซึ่งคุณหมอตรวจแล้วพบว่าตั้งครรภ์ได้ 12 สัปดาห์ จึงแนะนำให้ฝากครรภ์ต่อ แต่คุณเยื่อใยก็ไม่ได้ไปฝากครรภ์ ตามที่คุณหมอแนะนำเพราะไม่มีเวลา

ประมาณ 2 วันก่อนมาโรงพยาบาล คุณเยื่อใยรู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยลง วันนี้ว่างจึงมาพบคุณหมอที่โรงพยาบาล

จากการตรวจร่างกายและการตรวจครรภ์ พบว่าหน้าท้องของคุณเยื่อใยค่อนข้างโตกว่าอายุครรภ์ คุณหมอจึงได้ทำการตรวจต่อด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ พบว่าลูกในครรภ์มีลักษณะบวมน้ำทั้งตัวหัวใจ ตับ ม้าม มีขนาดใหญ่กว่าปกติ นอกจากนี้ในท้องของลูกยังมีน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก

คุณหมอได้ทำการตรวจหาสาเหตุต่อว่าทำไมลูกของคุณเยื่อใยจึงมีลักษณะบวมน้ำ โดยการตรวจเลือดของทั้งคุณเยื่อใยและสามีด้วย ซึ่งผลการตรวจพบว่าผลเลือดอื่นๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติ ยกเว้นแต่หมู่เลือดที่พบว่าคุณเยื่อใยมีหมู่เลือด Rh– ในขณะที่สามีของคุณเยื่อใยมีหมู่เลือด Rh+ ซึ่งผลดังกล่าวแสดงว่า ลูกในครรภ์ของคุณเยื่อใยต้องเป็น Rh+ คุณหมอได้เจาะเลือดคุณเยื่อใย เพื่อตรวจหาว่ามีแอนติบอดีต่อเม็ดเลือดแดงของลูกหรือไม่ ผลการตรวจพบว่ามีแอนติบอดี ผลดังกล่าวข้างต้นทั้งหมด สรุปได้ว่าการที่ลูกในครรภ์มีการบวมน้ำเกิดจากปัญหาเลือดแม่กับลูกในครรภ์ไม่เข้ากัน

ภายหลังทราบการวินิจฉัยโรค คุณหมอได้ทำการเจาะเลือดจากสายสะดือลูก ซึ่งอยู่ในครรภ์แม่มาตรวจ พบว่าลูกซีดมาก คุณหมอจึงได้ให้เลือดแก่ลูกโดยฉีดเข้าทางสายสะดือลูกในครรภ์

สองวันต่อมา คุณเยื่อใยมีอาการเจ็บครรภ์ และ 8 ชั่วโมงต่อมา ก็คลอดลูกออกมา ซึ่งมีลักษณะบวมน้ำทั้งตัว กุมารแพทย์ได้พยายามให้การช่วยชีวิตลูกอย่างเต็มที่ แต่ในที่สุดก็เสียชีวิตภายหลังคลอดได้ 2 ชั่วโมง ส่วนคุณเยื่อใยปกติดีและสามารถกลับบ้านได้ภายหลังคลอด 3 วัน


ชื่อผู้ป่วย สถานที่ และเหตุการณ์ในตัวอย่างผู้ป่วยเป็นสิ่งที่สมมุติขึ้น
อย่างไรก็ตามเค้าโครงของเรื่องนำมาจากเหตุการณ์จริงทั้งสิ้น


ผู้ป่วยรายนี้เป็นตัวอย่างของคุณแม่ที่มีปัญหาเลือดแม่กับลูกในครภ์ไม่เข้ากัน ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงต่อกันจนทำให้ลูกถึงกับเสียชีวิตเลยทีเดียว

นอกจากปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้ว คุณแม่บางรายซึ่งภายหลังคลอดพบว่าลูกมีตัวเหลืองมาก และคุณหมอแจ้งให้ทราบว่าเกิดจากเลือดแม่กับลูกไม่เข้ากัน จำเป็นต้องรักษาโดยการถ่ายเลือด

เชื่อว่าคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่ได้รับข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ทั้งจากตัวอย่างปัญหาในกรณีของคุณเยื่อใย และกรณีลูกตัวเหลือหลังคลอดจนต้องถ่ายเลือด อาจจะงุนงงหรือไม่เข้าใจว่า เลือดแม่กับลูกไม่เข้ากันนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร อันตรายมากน้อยแค่ไหนและจะรักษาอย่างไร


หมู่เลือด

บนผิวเม็ดเลือดแดงของคนเราจะมีสารพวกโปรตีนหลายชนิดเกาะติดอยู่ ซึ่งในแต่ละคนอาจจะมีโปรตีนชนิดเดียวกันหรือคนละชนิดก็ได้ การที่จะมีสารโปรตีนชนิดใดถูกกำหนด โดยลักษณะทางกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่

จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ทางการแพทย์สามารถจัดแบ่งเลือดออกได้เป็นหมู่เล็กหมู่น้อยมากมาย แต่ที่มีความสำคัญ ซึ่งเรามักจะได้ยินและรู้จักกันมีเพียง 2 หมู่ใหญ่ๆ คือ หมู่เลือด ABO และหมู่เลือด Rh+

  • หมู่เลือด ABO

    หมู่เลือดในระบบนี้มี 4 ชนิด คือ A, B, AB และ O
    การจะบอกว่าเป็นหมู่เลือดใดกำหนดโดยโปรตีนที่เกาะบนผิวของเม็ดเลือดแดง ซึ่งโปรตีนเหล่านี้ทางการแพทย์จะเรียกว่า แอนติเจน (Antigen) ซึ่งแอนติเจนในระบบหมู่เลือด ABO มีอยู่ 2 ชนิด คือ A และ B
    คนที่มีเลือดหมู่ A มีแต่แอนติเจน A เท่านั้น
    คนที่มีเลือดหมู่ B มีแต่แอนติเจน B เท่านั้น
    คนที่มีเลือดหมู่ AB มีทั้งแอนติเจน A และ B
    คนที่มีเลือดหมู่ O ไม่มีทั้งแอนติเจน A และ B
    ในน้ำเลือดของคนเราก็จะมีสารโปรตีนอยู่เช่นกัน ซึ่งเรียกว่า แอนติบอดี (Antibody) โดยปกติแอนติบอดีจะ ไม่ทำปฏิกิริยา กับแอนติเจนบนเซลล์เม็ดเลือดแดงของตัวเอง แต่จะทำปฏิกิริยากับแอนติเจนบนเซลล์เม็ดเลือดแดงของคนอื่นที่มีหมู่เลือดต่างกัน ตัวอย่างเช่น
    แอนติบอดีในน้ำเลือดของหมู่เลือด A จะไม่ทำปฏิกิริยากับแอนติเจน A บนเซลล์เม็ดเลือดแดงของหมู่เลือด A แต่จะทำปฏิกิริยากับแอนติเจน B

    แอนติบอดีในน้ำเลือดของหมู่เลือด B จะไม่ทำปฏิกิริยากับแอนติเจน B บนเซลล์เม็ดเลือดแดงของหมู่เลือด B แต่จะทำปฏิกิริยากับแอนติเจน A

    แอนติบอดีในน้ำเลือดของหมู่เลือด AB จะไม่ทำปฏิกิริยากับแอนติเจน A หรือ B บนเซลล์เม็ดเลือดแดงของหมู่เลือด AB

    แอนติบอดีในน้ำเลือดของหมู่เลือด O จะทำปฏิกิริยากับทั้งแอนติเจน A และ B
    จากความรู้ดังกล่าวเราจึงสามารถให้เลือดทดแทนแก่คนที่ขาดเลือดได้โดยปลอดภัย ซึ่งสามารถสรุปเป็นแผนภาพดังข้างล่างได้ว่า หมู่เลือดใดจึงจะปลอดภัยในการที่จะให้ หรือรับเลือดจากหมู่เลือดใด



  • หมู่เลือด Rh+

    หมู่เลือดชนิดนี้แบ่งตามสารโปรตีนที่มีอยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดงเช่นเดียวกับหมู่เลือด ABO แต่แบ่งออกเป็นเพียง 2 ชนิดคือ หมู่เลือด Rh+ และหมู่เลือด Rh-
    หมู่เลือด Rh+ คือ หมู่เลือดที่บนผิวของเม็ดเลือดแดงมีโปรตีน Rh
    หมู่เลือด Rh- คือ หมู่เลือดที่บนผิวของเม็ดเลือดแดงไม่มีโปรตีน Rh+
    ในคนไทยมีหมู่เลือด Rh+ เป็นส่วนมากเกือบร้อยละ 100 มีคนที่มีหมู่เลือด Rh- เพียงร้อยละไม่ถึง 1 ในขณะที่คนผิวขาวมีหมู่เลือด Rh+ ประมาณร้อยละ 85 และหมู่เลือด Rh- ประมาณ ร้อยละ 15

    ในปัจจุบันเวลาเจาะเลือดเพื่อตรวจดูว่าคุณแม่แต่ละคนมีหมู่เลือดชนิดใด คุณหมอมักจะเจาะดูทั้ง 2 หมู่เลือด ซึ่งผลการตรวจรายงานว่าคุณแม่แต่ละคนมีหมู่เลือดแตกต่างกันอย่างไร เช่น คุณแม่บางรายอาจมีหมู่เลือด A, Rh+ ในขณะที่คุณแม่บางรายอาจมีหมู่เลือด O, Rh- เป็นต้น

    การที่คนเราจะมีหมู่เลือดอะไร ไม่ได้มีผลกระทบต่อสุขภาพของร่างกายแต่ประการใด ยกเว้นแต่เมื่อจำเป็นต้องได้รับเลือดหรือเมื่อมีการตั้งท้องเกิดขึ้น ซึ่งอาจทำให้มีโอกาสที่เลือดแม่กับลูกเข้ากันไม่ได้ และถ้าเป็นรุนแรงอาจทำให้ลูกเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในท้องได้


ความรุนแรงของภาวะเลือดแม่และลูกไม่เข้ากัน

ภาวะเลือดแม่และเลือดลูกไม่เข้ากันเกิดได้ทั้งในหมู่เลือด ABO และหมู่เลือด Rh ถ้าเกิดในหมู่เลือด ABO อาการมักไม่รุนแรง แต่ถ้าเกิดในหมู่เลือด Rh อาการจะรุนแรงมากกว่า

  • การไม่เข้ากันของหมู่เลือด ABO

    แอนติบอดีในน้ำเลือดของคุณแม่สามารถซึมผ่านรกเข้าไปในเลือดของลูกในครรภ์ได้ ดังนั้น ถ้าคุณแม่มีหมู่เลือด O ก็จะมีแอนติบอดี A และ B ผ่านไปยังลูกได้ ถ้าเผอิญลูกมีหมู่เลือด A, B หรือ AB ก็จะถูกแอนติบอดีจากแม่ที่ผ่านรกเข้าในเลือดลูกทำลายทำให้เม็ดเลือดของลูกแตกได้ การไม่เข้ากันของเลือดแม่ และเลือดลูกชนิด ABO นี้พบได้บ่อยถึงประมาณร้อยละ 20 ของการตั้งครรภ์ และพบได้ตั้งแต่การตั้งครรภ์ครั้งแรกเลย

    อย่างไรก็ตาม นับว่ายังเป็นโชคดีอยู่บ้างที่การไม่เข้ากันของเลือดแม่และเลือดลูกชนิดนี้มักมีอาการไม่รุนแรง มีประมาณร้อยละ 5 เท่านั้นที่เม็ดเลือดแดงของลูกแตกมากจนทำให้มีการปล่อยสารที่อยู่ในเม็ดเลือดแดงที่เรียกว่า บิลิรูบิน (billirubin) ซึ่งเป็นสารที่มีสีเหลืองออกมาในกระแสเลือดและมาเกาะติดที่ผิวหนังและเยื่อบุตาขาว ทำให้เกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหลังคลอดได้ นอกจากนี้ยังพบว่าลูกน้อยในครรภ์มีโอกาสได้รับอันตราย หรือเสียชีวิตในท้องน้อยมาก


  • การไม่เข้ากันของหมู่เลือด Rh

    ลักษณะทางพันธุกรรมที่ควบคุมหมู่เลือด Rh+ เป็นลักษณะเด่น ในขณะที่ลักษณะทางพันธุกรรมที่ควบคุมหมู่เลือด Rh- เป็นลักษณะด้อย ดังนั้น ถ้าคุณแม่มีหมู่เลือด Rh- แต่งงานกับคุณพ่อที่มีหมู่เลือด Rh+ ลูกในครรภ์ส่วนมากจึงมักจะมีหมู่เลือด Rh+ ตามคุณพ่อ เนื่องจากลักษณะเด่นของ Rh+จะข่มลักษณะด้อยของ Rh- ไม่ให้แสดงออกมา

    คุณแม่ที่หมู่เลือด Rh- ในขณะที่ลูกในครรภ์มีหมู่เลือด Rh+ อาจก่อให้เกิดปัญหาเลือดแม่และลูกไม่เข้ากัน โดยอาการที่เป็นอาจรุนแรงจนเป็นอันตรายต่อชีวิตของลูกในครรภ์ได้ด้วยกลไกที่จะกล่าวถึงต่อไปข้างล่างนี้

    ในการตั้งครรภ์ครั้งแรกส่วนมากไม่มีปัญหาอะไร เพราะเลือดแม่กับลูกมีโอกาสปะปนกันน้อยมาก แต่ในขณะที่คลอดลูกคนแรกนี้ตอนที่รกมีการลอกตัวเพื่อคลอดออกมา จะมีการฉีกขาดของหลอดเลือดทำให้มีเลือดลูกบางส่วน ปะปนเข้าไปในเลือดแม่ได้ โปรตีน Rh ที่ผิวของเม็ดเลือดแดงของลูกจะไปกระตุ้นให้แม่สร้างแอนติบอดีขึ้นมา แอนติบอดีที่คุณแม่สร้างขึ้นมานี้จะคงอยู่ในเลือดแม่เป็นเวลายาวนาน (ถ้าลูกมีหมู่เลือด Rh- เช่นเดียวกับแม่จะไม่เกิดปัญหานี้เพราะไม่มีโปรตีน Rh ไปกระตุ้นให้แม่สร้างแอนติบอดีขึ้นมา) กรณีของคุณเยื่อใยซึ่งคลอดลูกคนแรกปกติก็น่าจะเป็นด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กล่าวคือขณะตั้งครรภ์ภายในเลือดของคุณเยื่อใย ยังไม่มีการสร้างแอนติบอดีต่อโปรตีน Rh ขึ้นมา กว่าจะมีการสร้างลูกก็คลอดออกมาเสียก่อนแล้ว เม็ดเลือดแดงของลูกจึงไม่ได้รับอันตรายจากการถูกทำลายด้วยแอนติบอดีของแม่

    เมื่อมีการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป ถ้าลูกในครรภ์มีหมู่เลือด Rh+แอนติบอดีในเลือดแม่ (ซึ่งถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นตั้งแต่การตั้งครรภ์ครั้งแรกและยังคงมีอยู่จนถึงการตั้งครรภ์ครั้งนี้) จะซึมผ่านรกเข้าไปในเลือดลูก และไปทำให้เม็ดเลือดแดงของลูกแตกได้ ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะเลือดจางอย่างรุนแรงในลูกได้ ผลที่ตามมาก็คือหัวใจของลูกจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อพยายามเอาเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายให้มากขึ้น เพราะเลือดที่มีอยู่มีเม็ดเลือดแดงปกติลดลงไปมาก ภายหลังการทำงานหนักไประยะหนึ่งหัวใจของลูก ก็จะทำงานไม่ไหวเกิดภาวะหัวใจวายได้ เลือดดำที่จะไหลเวียนกลับเข้าหัวใจเพื่อไปฟอกที่ปอดก็จะไหลเวียนต่อไปไม่ได้ เกิดการคั่งของเลือดและน้ำตามอวัยวะต่างๆ ทำให้ลูกในท้องมีอาการบวมทั้งตัว ในที่สุดก็จะเสียชีวิตในท้อง หรือคลอดออกมาแล้วเสียชีวิตในภายหลัง

    กรณีของคุณเยื่อใย ภายหลังคลอดครั้งแรกน่าจะมีการสร้างแอนติบอดีขึ้นมาแล้ว พอมีการตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 ซึ่งก็คือการตั้งครรภ์ครั้งนี้จึงทำให้เกิดปัญหาแอนติบอดีที่มีอยู่ในเลือดของคุณเยื่อใยผ่านรกเข้าไปทำปฏิกิริยา กับเม็ดเลือดแดงของลูกจนเม็ดเลือดแดงลูกแตก และทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาดังกล่าวข้างต้น

    สิ่งที่น่าคิดสำหรับกรณีของคุณเยื่อใยก็คือ จะเห็นว่าเพราะการละเลยไม่มาฝากครรภ์เลย ทำให้คุณเยื่อใยไม่ทราบว่าตัวเองมีปัญหาอะไรบ้าง กว่าจะรู้ก็เมื่อความรุนแรงของโรคดำเนินไปมากแล้ว คือมาพบคุณหมอครั้งแรกลูกก็บวมน้ำเสียแล้ว


ภาวะนี้รักษาได้หรือไม่ ?

อ่านมาถึงตอนนี้คุณแม่ที่มีกลุ่มเลือด Rh- คงวิตกกังวลไม่น้อยเลย และคงอยากถามต่อว่าแล้วจะรักษาได้หรือไม่

ถ้าลูกในท้องเกิดภาวะบวมน้ำขึ้นขณะอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ แสดงว่าลูกมีการขาดเลือดอย่างรุนแรงจนหัวใจลูก เริ่มจะเกิดภาวะหัวใจวายแล้ว การรักษาที่คุณหมอจะทำได้คือ การให้เลือดแก่ลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์แม่เลย โดยอาจจะให้ด้วยการฉีดเข้าทางสายสะดือลูก หรือฉีดเข้าช่องท้องของลูก อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยวิธีนี้ทำไม่ง่ายเลย เพราะต้องทำโดยคุณหมอที่มีความสามารถสูง และทำในโรงพยาบาลที่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการดูแลคุณแม่และลูกในครรภ์อย่างดี ในกรณีของคุณเยื่อใย คุณหมอก็พยายามรักษาด้วยวิธีนี้เช่นกัน แต่ผลการรักษาไม่ดีอย่างที่ต้องการ

ในบางรายที่ลูกโตมากพอ คุณหมออาจจะพิจารณาผ่าตัดคลอดเอาลูกมารักษาภายนอกครรภ์ของคุณแม่ เพราะการให้เลือดลูกทำได้ง่ายกว่า


ป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ ดีกว่า

วิธีการที่ดีกว่าการรักษาลูกในครรภ์ที่เกิดภาวะบวมน้ำไปแล้วก็คือ การป้องกัน ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ครั้งแรกโดยเมื่อคุณแม่ไปฝากครรภ์และถ้าคุณหมอตรวจเลือดแล้วพบว่า คุณแม่มีหมู่เลือด Rh- ก็ควรพาสามีมาตรวจเลือดด้วยว่ามีหมู่เลือดอะไร ถ้ามีหมู่เลือด Rh- เช่นเดียวกันก็หมดปัญหา เพราะจะไม่เกิดปัญหาเลือดแม่กับลูกไม่เข้ากันอย่างแน่นอน เนื่องจากลูกที่เกิดมาก็จะมีหมู่เลือด Rh- ด้วยเช่นกัน

แต่ถ้าสามีมีหมู่เลือด Rh+ ลูกในครรภ์ก็จะมีหมู่เลือด Rh+ ด้วย ซึ่งผลดังกล่าวจะก่อให้เกิดปัญหาเลือดแม่กับลูกไม่เข้ากัน ดังที่กล่าวถึงข้างต้น อย่างไรก็ตาม ทางการแพทย์เรามียาอยู่ตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า อาร์เอชอิมมูโนกลอบบูลิน (Rh Immunoglobulin) ซึ่งสามารถนำมาฉีดให้กับคุณแม่ได้ ยาตัวนี้จะไปจับกับโปรตีน Rh ของเลือดลูกไว้เพื่อป้องกันเลือดลูกไม่ให้ไปกระตุ้นเลือดแม่ ให้สร้างแอนติบอดีไปทำลายเม็ดเลือดแดงของลูก เปรียบเสมือนการจับคนร้ายขังไว้ไม่ให้ไปก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับคนอื่น

โดยปกติคุณหมอจะฉีดยานี้ให้ 2 ครั้ง ครั้งแรกขณะตั้งครรภ์ได้ประมาณ 28-32 สัปดาห์ และครั้งที่ 2 ภายใน 72 ชั่วโมงหลังคลอด ซึ่งการฉีดยาดังกล่าวสามารถป้องกันการเกิดภาวะเลือดแม่กับเลือดลูกไม่เข้ากัน ได้อย่างมีประสิทธิผล

ถ้าคุณเยื่อใยได้มาฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ใหม่ๆ คุณหมอก็น่าจะช่วยชีวิตลูกได้โดยการฉีดยาดังกล่าวข้างต้นให้ กรณีของคุณเยื่อใยจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง


ข้อเตือนใจ

ภาวะที่เลือดแม่กับเลือดลูกในครรภ์ไม่เข้ากันแม้ว่าจะพบได้ไม่บ่อยนักในคนไทย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็สามารถสร้างความสูญเสียได้อย่างมาก การวินิจฉัยและการป้องกันความผิดปกตินี้ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่เจาะเลือดคุณพ่อคุณแม่มาตรวจดู ก็พอบอกได้แล้วว่าลูกในครรภ์น่าจะมีเลือดหมู่ใด และเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเลือดแม่กับลูกในครรภ์ไม่เข้ากันหรือไม่ ส่วนการป้องกันก็ใช้การฉีดยาเพียงไม่กี่เข็ม ก็สามารถช่วยได้อย่างมีประสิทธิผล ดังนั้น เมื่อตั้งครรภ์ควรอย่างยิ่งที่คุณแม่จะต้องรีบไปฝากครรภ์เสียแต่เนิ่นๆ


(update 8 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 101 มีนาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600