เมื่อ (เลือด) เราไม่เข้ากัน


เมื่อวันก่อนดิฉันนั่งดูวีซีดีภาพยนต์เรื่องหนึ่ง มีฉากที่เพื่อนนางเอกเสียเลือดมาก และต้องการเลือดกลุ่ม O-Negative (เลือดกลุ่ม O ที่มี Rh เป็น Negative) อย่างเร่งด่วน จะใช้เลือดกลุ่ม O ธรรมดาก็ไม่ได้ นั่งดูจนจบอย่างซาบซึ้ง ก็มีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า แล้วถ้าเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีเลือดในกลุ่ม Rh - (Rh Negative) ล่ะ เวลาตั้งครรภ์หรือตอนคลอดจะมีปัญหาอะไรไหม…

Rh – คืออะไร
Rh ก็คือกลุ่มเลือดอีกระบบหนึ่งนั่นเองค่ะ และกลุ่มเลือด Rh + นี้จะมีแอนติเจนอยู่ในเม็ดเลือดแดง แต่กลุ่มเลือด Rh– จะไม่มีแอนติเจน ด้วยเหตุนี้ร่างกายคนที่มีกลุ่มเลือด Rh– ก็จะไม่รู้จักแอนติเจนในเม็ดเลือดแดง เมื่อได้รับเลือดจากกลุ่มเลือด Rh + เข้าไป ร่างกายจึงคิดว่าแอนติเจนเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อทำลายเม็ดเลือดแดงนั้นๆ ค่ะ +สำหรับผู้ที่มีกลุ่มเลือด Rh – นี้ในประเทศไทยอาจพบไม่มากนัก ไม่ถึงร้อยละ 1 แค่ประมาณร้อยละ 0.3 เท่านั้น แต่ในประเทศทางยุโรปและอเมริกา พบว่ามีประชากรที่มีกลุ่มเลือด Rh – อยู่ประมาณร้อยละ 15 เชียวค่ะ

Rh – กับการตั้งครรภ์
ไม่ว่าเราจะมีเลือดกลุ่ม Rh + หรือ Rh – ก็ตาม เมื่อตั้งครรภ์เราก็สามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติไม่มีปัญหาอะไร ยกเว้นคุณแม่ที่มีกลุ่มเลือด Rh – แต่ลูกในครรภ์มีกลุ่มเลือด Rh + ก็ต้องเฝ้าระวังกันเป็นพิเศษค่ะ


ภาวะนี้จะเกิดขึ้นกับคุณแม่มีกลุ่มเลือด Rh - (เครื่องหมาย - สีชมพูในภาพ) และลูกในครรภ์ มีกลุ่มเลือด Rh + (เครื่องหมาย + สีฟ้าในภาพ) คุณแม่ที่อยู่นข่ายนี้อาจตั้งครรภ์ครั้งแรก โดยไม่มี ภาวะแทรกซ้อนของการไม่เข้ากันของกลุ่มเลือด แต่ในระหว่างการคลอด เลือดของลูกคนแรก จะเข้าไปปนอยู่ในเลือดของแม่ ทำให้เกิดการสร้าง ภูมิต้านทานต่อเลือดของลูก (เครื่องหมายสามเหลี่ยม สีเขียวในภาพล่าง) ซึ่งจะเป็นอันตราย ต่อเม็ดเลือดแดงของลูกในครรภ์ถัดไป
เลือดของแม่ถูกกระตุ้น ร่างกายของแม่จะสร้าง ภูมิต้านทานต่อกลุ่มเลือด Rh + ของลูก ถ้าไม่ได้ รับยาลดการสร้างภูมิต้านทานนี้ภายใน 48 ชั่วโมงหลังคลอด






การตั้งครรภ์ถัดไป ถ้าลูกในครรภ์ถัดไปเกิดมีเลือดกลุ่ม Rh + ภูมิต้านทานที่อยู่ในกระแสเลือดของแม่ก็จะเขาไป ทำลายเม็ดเลือดแดงของลูกได้






เพราะอย่างที่เล่าไปในตอนแรกว่า ร่างกายของคุณแม่จะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาทำลายเม็ดเลือดแดง ที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไป และระหว่างตั้งครรภ์ก็มีบ้างค่ะที่เลือดของลูกเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายของคุณแม่ทางรก หรือสายสะดือหรือจากการทำหัตถการต่างๆ เช่น เจาะน้ำคร่ำ หรือในการคลอดที่มีการลอกตัวของรก ทำให้เกิดแผลในโพรงมดลูก เลือดของลูกจึงเข้าไปในกระแสเลือดคุณแม่ได้ หรือ แม้แต่แท้งก็ตาม เมื่อเลือดลูกที่เป็นกลุ่ม Rh + เข้าไปในตัวคุณแม่ ร่างกายคุณแม่จึงสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา

ในครรภ์แรกยังไม่มีปัญหาอะไร เพราะหากมีเลือดลูกเล็ดลอดเข้าไประหว่างตั้งครรภ์หรือตอนคลอด ร่างกายแม่ก็เพียงทำความรู้จักแอนติเจนที่เป็นสิ่งแปลกหน้า ละก็ทำลายเม็ดเลือดแดงที่มีปะปนนั้นทิ้งไป แล้วบันทึกความทรงจำไว้ว่าถ้าคราวหน้าเจอเจ้าตัวนี้อีกให้ทำลาย…เท่านั้นเอง

แต่ในครรภ์ถัดๆ ไปนี่ซิ!!! เมื่อเลือดของคุณแม่เจอเข้ากับเลือดของลูก ภูมิต้านทานที่มีอยู่ในกระแสเลือดของคุณแม่เจอเข้ากับเลือดของลูก ภูมิต้านทานที่มีอยู่ในกระแสเลือดคุณแม่ก็จะจำสิ่งแปลกปลอมนี้ได้ กลไกของร่างกายคุณแม่ก็จะทำลายทิ้งไป ขณะที่เลือดของแม่ก็มีโอกาสที่จะเข้าไปในกระแสเลือดลูกได้ โดยผ่านทางรกหรือทางสายสะดือ ทำให้ภูมิต้านทานในกระแสเลือดคุณแม่ทำลายเม็ดเลือดแดงของลูก ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงภายในร่างกายของลูกแตกตัว

อาการที่เกิดขึ้นคือ ลูกจะมีภาวะซีด โลหิตจาง ส่งผลให้หัวใจของลูกในครรภ์ต้องทำงานหนัก เพื่อสูบฉีดโลหิตที่จางนี้ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย จึงอาจทำให้ลูกเกิดอาการหัวใจวาย บวมน้ำ ตับโต ม้ามโต และเสียชีวิตในครรภ์ได้ค่ะ

ทำอย่างไรเมื่อตั้งครรภ์
เมื่อไปฝากครรภ์ครั้งแรกกับคุณหมอที่โรงพยาบาล คุณหมอจะตรวจเลือดให้เราอย่างละเอียดด้วยค่ะว่า เรามีเลือดกลุ่มอะไร ถ้าเป็นคุณแม่ที่เลือดกลุ่ม Rh – คุณหมอก็จะตรวจเลือดของคุณพ่อดูว่ามีเลือดกลุ่มใด ถ้าคุณพ่อมีเลือดกลุ่ม Rh– เหมือนกันก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะลูกในครรภ์ต้องมีเลือดกลุ่ม Rh – แน่นอน แต่ถ้าคุณพ่อมีเลือดกลุ่ม Rh + โอกาสที่ลูกจะมีเลือด Rh + ก็สูงค่ะ ดังนั้นคุณหมอก็จะเฝ้าระวังคุณแม่มากเป็นพิเศษ

ถ้าเป็นท้องแรกคุณหมอจะฉีดยาเพื่อลดการสร้างภูมิต้านทานต่อเลือดของลูกให้ โดยจะฉีดยาเมื่อตั้งครรภ์ได้ 28 สัปดาห์หรือหลังคลอดภายใน 72 ชั่วโมง และเมื่อมีการทำหัตถการอื่นๆ เช่น เจาะน้ำคร่ำ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้เลือดลูกมีโอกาสเข้าไปในตัวคุณแม่ หรือคุณแม่มีการแท้งเกิดขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เลือดของคุณแม่ ไปทำลายเม็ดเลือดแดงของลูกในครรภ์คนต่อไป

เมื่อตั้งครรภ์ครั้งต่อไป คุณหมอจะเจาะเลือดคุณแม่ดูค่ะว่ามีภูมิต้านทานเลือด Rh + อยู่หรือเปล่า ถ้ามี มีมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้ามีภูมิต้านทานอยู่น้อย ปัญหาที่จะเกิดกับตัวลูกก็มีอยู่น้อย หากภูมิต้านทานมีมาก โอกาสที่ลูกในครรภ์จะเกิดอาการซีดก็มีอยู่สูงค่ะ คุณหมอจึงต้องเฝ้าระวังการตั้งครรภ์ครั้งนี้มากกว่าปกติ โดยจะเจาะเลือดคุณแม่เป็นระยะๆ เพื่อดูว่าภูมิต้านทานของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพิ่มมากขึ้นหรือเปล่า และฉีดยาเพื่อลดการสร้างภูมิต้านทานเลือดของลูก

ส่วนต้านของลูกในครรภ์ คุณหมอจะตรวจอัลตราซาวนด์ดูว่ามีอายุครรภ์เท่าไร มีความผิดปกติต่างๆ หรือไม่ คอยตรวจติดตามเป็นระยะเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง เจาะดูน้ำคร่ำ เจาะเลือดลูกดูว่าเริ่มมีอาการซีดมากน้อยแค่ไหน โดยคุณหมอจะเจาะเลือดของลูกจากทางสายสะดือออกมา และใช้เครื่องมือพิเศษตรวจดูความเข้มข้นเม็ดเลือดแดงของลูกว่ามีมากหรือน้อย หากลูกมีอาการซีดมาก คุณหมอก็จะให้การรักษาโดยการให้เลือดลูกทางสะดือค่ะ

แต่ในการเจาะเลือดลูกมาตรวจนี้คุณหมอจะเจาะเฉพาะกรณีเท่านั้น คือในกรณีที่คุณแม่มีภูมิต้านทานแล้ว (ในการตั้งครรภ์ต่อไป) ค่ะ

ถึง (เลือด) จะเข้ากันไม่ได้ตอนตั้งครรภ์ ทว่าในตอนคลอดนั้นไม่มีปัญหาใดๆ คุณแม่ที่มีกลุ่มเลือด Rh – สามารถคลอดได้ตามปกติค่ะ


(update 21 มกราคม 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 244 พฤษภาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600