"น้ำ" ที่จะพาคุณๆ ไปรู้จักต่อไปนี้ ไม่ใช่เรื่องของคนชื่อน้ำหรอกนะคะ แต่เป็น
"น้ำ" ที่อยู่ในตัวเรา ทั้งเกี่ยวข้องกับคุณผู้หญิงโดยเฉพาะด้วย ใช่แล้วค่ะ
"น้ำคร่ำ" และ
"น้ำเดิน" นั่นเอง
รู้จัก "น้ำคร่ำ"
- น้ำคร่ำนั้นสำคัญไฉน
- น้ำคร่ำคือ น้ำที่อยู่ในมดลูกของเรานี่แหละค่ะ จะห่อหุ้มตัวลูกอยู
น้ำคร่ำในแต่ละช่วงจะมีที่มาแตกต่างกันไป ช่วงท้องเดือนแรกๆ น้ำคร่ำคือน้ำที่ซึมมาจากเลือดคุณแม่
เป็นน้ำสีใสๆ แต่พอช่วงเดือนที่ 3-4 น้ำค่ำจะมาจากน้ำที่ซึมผ่านผิวหนังของลูก
และในช่วงเดือนที่ 4-5 เป็นต้นไป น้ำคร่ำจะมาจากปัสสาวะหรือฉี่ของลูกแล้วค่ะ
- ทั้งนี้ปกติเมื่อไตของเจ้าตัวน้อยในครรภ์เริ่มทำงานได้ดีขึ้น ลูกก็จะสามารถฉี่ออกมาได้
ลูกที่ลอยตุ๊บป่องไปมาในน้ำคร่ำก็จะกินน้ำคร่ำเข้าไปแล้วก็ฉี่ออกมากลายเป็นน้ำคร่ำอีก
นอกจากจะกินแล้วลูกยังเริ่มหายใจเอาน้ำคร่ำเข้าปอดไปอีกด้วยนะคะ ถึงแม้ในน้ำคร่ำจะไม่มีอากาศ
และลูกรับอากาศจากทางสายสะดือก็ตาม แต่ลูกจะซ้อมหายใจให้ปอดทำงานไว้ก่อน
โดยน้ำคร่ำจะไปดันให้ปอดขยาย ช่วยให้ปอดเจริญเติบโตได้ดีค่ะ
- แถมน้ำคร่ำยังมีความจำเป็นต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูกในเรื่องกระดูกและกล้ามเนื้อด้วย
คือเมื่อมีน้ำคร่ำลูกก็มีที่ในการขยับขาแขน พัฒนากล้ามเนื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และที่สำคัญ
น้ำคร่ำยังเป็นเหมือนเกราะป้องกันอันตราย เป็นกันชนกันกระแทกให้กับเจ้าตัวน้อยของเราด้วย
- น้ำคร่ำมากกว่าปกติ
- โดยทั่วไปเมื่อเราครบกำหนดคลอด เราจะมีน้ำคร่ำอยู่ในมดลูกประมาณ 1 ลิตร
เมื่ออยู่ในครรภ์เจ้าตัวน้อยจะกินน้ำคร่ำเข้าไปแล้วก็ฉี่ออกมา ควบคุมปริมาณน้ำคร่ำไว้ไม่ให้มากเกินไป
แต่บางทีน้ำคร่ำก็มีมากเกินไปได้ค่ะ คือมากถึง 2-3 ลิตรขึ้นไปทีเดียว
ที่เขาเรียกกันว่า "แฝดน้ำ" อย่างไรล่ะคะ
- การมีน้ำคร่ำเยอะเกินไปนี้อาจทำให้ลูกคลอดก่อนกำหนดได้ เพราะท้องเราใหญ่เกินไป
หรือในตอนคลอดอาจจะมีรกลอกตัวก่อนกำหนดได้ เพราะเมื่อน้ำเดินแล้ว มดลูกเราที่เคยใหญ่
(เพราะน้ำคร่ำเยอะ) ก็ฟีบตัวลง ผนังมดลูกที่เคยเรียบๆ อยู่ก็ย่น
ทำให้รกที่เกาะตัวอยู่ลอกออกมาก่อนได้ หากรกลอกตัวก่อนกำหนดอาจทำให้เลือดออก
ตกเลือด ลูกอาจเสียชีวิตได้ค่ะ
- ทั้งตัวคุณแม่ก็อาจพบกับภาวะตกเลือดหลังคลอดได้ เพราะมดลูกยืดมากเกินไป
ทำให้ไม่แข็งแรงหดรัดตัวได้ไม่ดี และนอกจากนี้ ด้วยเหตุที่น้ำคร่ำมีอยู่เยอะมาก
ลูกก็เลยลอยตุ๊บป่องอยู่ในน้ำ พอน้ำเดินขึ้นมาก็เลยมีโอกาสที่ลูกจะขยับเอาส่วนแขนบ้าง
แหย่ออกมาก่อน ทำให้ลูกคลอดออกมาผิดท่าค่ะ หรือบางทีสายสะดือก็ย้อยออกมาด้วย
ทำให้คลอดไม่ได้ ไม่อย่างนั้นศีรษะของลูกจะไปกดสายสะดือจนขาดอากาศหายใจได้
- แฝดน้ำหรือน้ำคร่ำมากเกินไปนี้บางทีเกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุ
หรืออาจจะมีสาเหตุมาจากความผิดปกติ ความพิการแต่กำเนิดของลูก เช่น ลูกไม่มีหัวกะโหลก
ไขสันหลังไม่ปิด เพราะเมื่อเยื่อหุ้มสมองหรือไขสันหลังปิดไม่ดี อาจทำให้น้ำจากร่างกายของลูกซึมออกมาได้มาก
ทำให้น้ำคร่ำมากเกินไปหรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ ลูกกลืนน้ำคร่ำเข้าไปไม่ได้ค่ะ อาจจะท่ออาหารตัน
หรือมีปัญหาระบบทางเดินอาหารทำให้กลืนเข้าไปไม่ได้ น้ำคร่ำก็เลยมาก
- ดังนั้นเมื่อเราสงสัยว่าน้ำคร่ำเรามากผิดปกติ ก็ต้องหาสาเหตุก่อนโดยการตรวจร่างกาย
ตรวจอัลตราซาวนด์ดูว่ามาจากสาเหตุใด บางสาเหตุก็สามารถแก้ไขได้หลังคลอด
โดยคุณหมอจะเฝ้าระวังคุณแม่ว่ามีภาวะแทรกซ้อนหรือไม่ แต่บางอย่างเราก็ไม่สามารถแก้ไขได้
ต้องให้แท้งออกมาค่ะ เช่น กรณีลูกไม่มีกะโหลกศีรษะ เป็นต้น
- น้ำคร่ำน้อยกว่าปกติ
- น้ำคร่ำมากเกินไปก็มีปัญหา น้อยเกินก็เป็นปัญหาเหมือนกันคือ
ทำให้คุณแม่ท้องเล็กลูกมีที่มีทางน้อยในมดลูก เลยไม่ค่อยได้ขยับแข้งขยับขา
แขนขาไม่ค่อยเจริญเติบโต ปอดไม่ค่อยได้ซ้อมการทำงาน ไม่ค่อยเจริญเติบโตอีกเช่นกันค่ะ
หรือสำหรับบางคนน้ำคร่ำที่น้อยมาก ทำให้มีความเข้มข้นสูง (เพราะในน้ำคร่ำมีเซลล์ มีผิวหนัง
มีไขของลูกลอยอยู่ด้วย เมื่อปริมาณน้ำมีน้อยจึงทำให้น้ำคร่ำมีความเข้มข้นมากค่ะ)
และทำให้มีพังผืดมารัดนิ้ว แขน ขา ของลูกอาจทำให้แขนขาขาดได้
- ในตอนคลอด ลูกก็อาจมีปัญหาขาดออกซิเจนได้ง่าย เพราะบางทีที่น้ำคร่ำน้อย
อาจมาจากสาเหตุที่รกทำงานไม่ค่อยดี ลูกจึงไม่ค่อยแข็งแรงเลยขาดออกซิเจนได้ง่าย
หรือน้ำคร่ำมีน้อย อาจมาจากสาเหตุที่รกทำงานไม่ค่อยดี ลูกจึงไม่ค่อยแข็งแรงเลยขาดออกซิเจนได้ง่าย
หรือน้ำคร่ำน้อยมากทำให้สายสะดือถูกกดทับจากส่วนอื่นๆ ทำให้ขาดอากาศได้
- สาเหตุส่วนใหญ่ที่พบจะมาจากลูกเจริญเติบโตไม่ค่อยดี รกเจริญเติบโตหรือทำงานไม่ดี
หรือว่ามีความพิการคือ ลูกไม่มีไต หรือมีความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ เช่น
อุดตันทำให้ลูกไม่สามารถฉี่เอาน้ำคร่ำที่กินเข้าไปออกมาได้
- สำหรับน้ำคร่ำน้อยผิดปกติจากบางสาเหตุเราก็สามารถรักษาได้หลังคลอดค่ะ เช่น
เรื่องความผิดปกติของลูก หรือว่าจะใช้เทคนิคช่วยฉีดน้ำคร่ำเข้าไปทางหน้าท้อง
ในกรณีที่น้ำคร่ำน้อยมากๆ ก็ได้ค่ะ
จากน้ำคร่ำมาเป็น "น้ำเดิน"
ย่างเข้าสู่เดินที่เก้า ครบกำหนดคลอด พอถุงน้ำคร่ำแตก น้ำคร่ำไหลออกมา
เราจะเรียก "น้ำเดิน" ค่ะ
- เรียนรู้จักน้ำเดิน
- ไม่มีสูตรสำเร็จค่ะว่าจะต้องเจ็บครรภ์คลอดก่อนน้ำเดิน หรือจะน้ำเดินก่อนเจ็บครรภ์คลอด
แต่ก่อนน้ำเดินจะมีอาการเตือนล่วงหน้า ดังนี้ค่ะ
- จะมีน้ำซึมออกมาให้รู้สึกตัวก่อนเล็กน้อย โดยเฉพาะตอนลุกจากท่านั่ง ท่านอน
คุณแม่ไม่ต้องห่วงเลยนะคะว่า น้ำเดินจะไหลจ๊อกๆ มาเหมือนเปิดก๊อก
หรือแตกโพละเหมือนเอาเข็มมาจิ้มลูกโป่ง เพราะว่าขณะที่เราเคลื่อนไหวตัวไปมา ยืน เดิน
ศีรษะของลูกจะมาสวมอยู่กับอุ้งเชิงกราน เหมือนเป็นจุกขวด ทำให้ถุงน้ำคร่ำไม่ได้แตกแบบโพละออกมา
จะเป็นในลักษณะรั่วซึมออกมามากกว่า
- เมื่อถุงน้ำแตก เราจะรู้สึกเหมือนน้ำไหลออกมาแบบฉี่ราด เปียกชุ่มไปหมดเลยค่ะ
น้ำที่ไหลออกมาจะมีลักษณะเป็นน้ำใสๆ ไม่มีกลิ่นค่ะ หรือคุณแม่บางคนเวลาน้ำเดิน
แล้วน้ำไม่ได้ออกมามากแต่จะเป็นแบบออกมาเรื่อยๆ ทีละนิดๆ ทำให้บางทีเราไม่แน่นใจค่ะว่า
เป็นน้ำเดินหรือว่ามูก (เพราะในช่วงใกล้คลอดคุณแม่จะมีมูกออกมาได้มากกว่าปกติ)
หากสงสัยว่าจะใช่น้ำเดินก็ให้ไปโรงพยาบาล เพื่อตรวจดูว่าเป็นน้ำเดินหรือไม่ก็ได้ค่ะ
- อย่างที่บอกว่าน้ำเดินนี้จะมาก่อนหรือหลังเจ็บครรภ์คลอดก็ได้ ตรงนี้ล่ะค่ะที่ทำให้มีปัญหาถ้า
- น้ำเดินก่อนเวลา
- คือน้ำเดินก่อนที่จะเจ็บครรภ์คลอด เมื่อน้ำเดินแล้ว แสดงว่าถุงน้ำที่หุ้มตัวลูกอยู่มีรูรั่ว
ทำให้เจ้าตัวน้อยติดต่อกับโลกภายนอกได้ เชื้อโรคต่างๆ เลยสามารถเดินทางเข้าไปได้
ทำให้ลูกมีโอกาสติดเชื้อระหว่างคลอดสูง ยิ่งถ้าน้ำเดินนานแล้วยังไม่คลอดเกิน 10-12 ชั่วโมง
โอกาสที่จะติดเชื้อก็สูงมากยิ่งขึ้นค่ะ
- หรือบางคนมีการอักเสบติดเชื้อนิดๆ ในช่องคลอด บริเวณถุงน้ำคร่ำ หรือบริเวณปากมดลูก
ก็ยิ่งทำให้เสี่ยงมากขึ้น ดังนั้นหากน้ำเดินแล้วเราควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
ส่วนใหญ่คุณหมอก็จะกระตุ้นให้เจ็บท้องคลอดเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงเรื่องติดเชื้อ
จนทำให้เป็นอันตรายทั้งคุณแม่และคุณลูก
- หากมีการติดเชื้อละก็ น้ำคร่ำของเราจะมีกลิ่นแบบเหม็นๆ เหมือนอักเสบ ติดเชื้อ
คุณหมอจะคอยเฝ้าระวังและให้ยาปฏิชีวนะค่ะ หากเฝ้าระวังแล้วอาการคุณแม่ปกติ
ก็สามารถคลอดได้เองทางช่องคลอด แต่ถ้ามีปัญหาก็ต้องผ่าตัดคลอดเพื่อความปลอดภัย
- กรณีที่เจ็บครรภ์คลอดแล้วน้ำยังไม่เดิน ปากมดลูกเปิดได้ประมาณ 2-3 เซนติเมตร
คุณหมอจะเจาะถุงน้ำให้คลอดค่ะ
- ถ้าน้ำเดิน เราจะทำอย่างไร
- ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่คนไหน ท้องแรก ท้องหลัง สถานการณ์น้ำเดินก็ต่างๆ กันไป
บางคนก็เจ็บครรภ์ก่อนที่น้ำจะเดิน หรือบางคนน้ำเดินก่อน ถ้าเราดูที่น้ำเดินเพียงอย่างเดียว
เรายังไม่อาจบอกได้เลยว่าจะคลอดในตอนไหน เพราะระยะเวลาในการคลอดจะต้องดูการเจ็บครรภ์คลอด
และระยะของการเจ็บครรภ์คลอดค่ะ แต่ถ้าเกิดน้ำเดินเมื่อไหร่ ก็ให้ไปโรงพยาบาลได้ในทันที
ไม่ว่าจะเจ็บครรภ์คลอดหรือไม่ จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการติดเชื้อไงคะ
"น้ำคร่ำ" บอกสุขภาพ
นอกจากช่วงเวลาของน้ำเดินจะบอกถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราและลูกได้แล้ว
สีและกลิ่นของน้ำคร่ำ (ที่เห็นตอนเป็นน้ำเดินออกมา) ยังบอกถึงสุขภาพของลูกครรภ์ (ที่กำลังจะคลอด)
ได้ด้วยค่ะ
- น้ำคร่ำเขียว
- ตามปกติน้ำคร่ำจะมีสีขาวใสๆ ออกขุ่นบ้างนิดๆ เพราะมีพวกไขลูก ผิวหนังลูกปนอยู่ด้วย
เมื่อน้ำเดิน คุณหมอจะตรวจลักษณะน้ำคร่ำ (ที่ไหลออกมา) ดูว่าน้ำคร่ำมีสีอะไร หากมีสีออกเขียวๆ
แสดงว่าในน้ำคร่ำมีขี้เทาปนออกมาค่ะ
- ลักษณะเช่นนี้บ่งถึงว่าลูกอาจจะไม่ค่อยแข็งแรง มีภาวะขาดออกซิเจน
หรือว่ารกทำงานได้ไม่เต็มที่ ถ้าพบแบบนี้คุณหมอจะคอยเฝ้าระวัง ให้ออกซิเจน
(เพื่อลูกจะได้รับออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น) ให้น้ำเกลือเพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น
ให้นอนตะแคงซ้ายเพื่อไม่ให้มดลูกไปกดทับเส้นเลือด เลือดจะได้ไหลเวียนมาเลี้ยงลูกดีขึ้น
ติดเครื่องฟังเสียงหัวใจลูกคอยดูว่าลูกขาดออกซิเจนหรือไม่ ถ้าทุกอย่างปกติดีเราก็สามารถคลอดได้เอง
แต่หากฟังแล้วเสียงหัวใจลูกไม่ดี อาจจะต้องผ่าตัดคลอดค่ะ
- น้ำคร่ำเหม็น
- นี่เป็นเครื่องแสดงได้ว่า มีการติดเชื้อของน้ำคร่ำ หรือเยื่อหุ้มถุงน้ำคร่ำค่ะ
หากเป็นอย่างนี้ก็ต้องรีบมาโรงพยาบาล เพื่อให้คุณหมอได้ตรวจสอบว่าลูกเราอยู่ในภาวะที่อันตรายหรือไม่
และจะได้คอยเฝ้าระวังด้วยค่ะ
เป็นอย่างไรคะ ได้รู้จักน้ำคร่ำและน้ำเดินกันไปอย่างคร่าวๆ แล้ว
เราจะได้คอยเฝ้าดูและเฝ้าระวัง สังเกตการตั้งครรภ์ของเรา หากไม่แน่ใจจะได้ปรึกษากับคุณหมอได้
แต่ภาวะเหล่านี้บางอย่างก็ไม่ได้เจอกันบ่อยหรอกค่ะ เช่น น้ำคร่ำมากหรือน้อยกว่าปกติ
นานๆ จะเจอเสียครั้งหนึ่ง น้ำเดินก่อนกำหนดสามารถเจอได้ เพราะเราไม่รู้ล่วงหน้าใช่ไหมคะ
ทีนี้จะได้ทำตัวถูกเวลาเกิดกับตัวเองไงคะ
(update 23 มีนาคม 2002)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 242 มีนาคม 2546 ]
|