ถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้สงสัยนวัตกรรมใหม่อย่าง "โคลนนิ่ง" ว่าคืออะไร บ้างก็ไม่แน่ใจว่า
คือการก๊อปปี้คนที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันทุกอย่างขึ้นมาอีกหลายคนหรือเปล่า
หรือเป็นการสร้างอวัยวะใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อใช้ในการรักษาโรค
หรือจะเป็นการปลูกสร้างสัตว์สูญพันธุ์ให้มีชีวิตขึ้นมาอีกหน
!?!
ทุกคำถาม ทุกข้อสงสัยเราขอแนะนำว่าอย่าเก็บไว้ในใจคนเดียวเลยค่ะ
ลองมาฟังข้อเท็จจริงพร้อมๆ กันตรงนี้ดีกว่า
จะว่าไปแล้วกระแสทำโคลนนิ่งกำลังเป็นที่สนอกสนใจของผู้คนเป็นส่วนใหญ่
นับแต่เจ้าแกะดอลลี แกะโคลนตัวแรกที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ 6-7 ปีก่อน
ด้วยกรรมวิธีของการนำเซลล์เต้านมของแกะพันธุ์ฟินดอร์เส็ต (Finn Dorset)
ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีขนสีขาวสวยไปทั้งตัว มาใส่ลงในไข่ (ที่ถูกดึงนิวเคลียสออกเรียบร้อยแล้ว)
ของแกะพันธุ์สก็อตติชแบล็กเฟซ (Scottish Blackface) หรือพันธุ์หน้าดำ
สี่เดือนให้หลัง โลกทั้งโลกต่างต้องตะลึงกับนวัตกรรมชนิดใหม่นี้แทบตาไม่กระพริบ
เพราะหน้าตาของลูกแกะโคลนนิ่งที่ว่านี้เหมือนกับแกะพันธุ์ฟินดอร์เส็ตไม่ผิดเพี้ยน
คือมีขนสีขาวสวยหดไปทั้งตัว ทั้งๆ ที่เกิดมาจากไข่ของแกะพันธุ์หน้าดำก็ตาม
ด้วยผลสำเร็จที่ว่านี้ ทำให้วงการแพทย์ต่างลงมือทดลองทำโคลนนิ่งสัตว์หลากหลายชนิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็น วัว หนู หมู ลิง และแมว
ล่าสุดที่น่าตกตะลึงมากไปกว่านั้นก็คือ การทำโคลนนิ่งมนุษย์ที่หลายๆ
ประเทศต่างแย่งกันประกาศความสำเร็จ แต่ที่เรียกเสียงฮือฮามากที่สุด
เห็นจะเป็นทารกโคลนนิ่ง 2 คนแรกนี้ คือเด็กหญิงอีฟ ที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปีกลาย
ส่วนเด็กอีกคนหนึ่งไม่ได้ระบุชื่อ แต่เกิดมาเพื่อเป็นลูกของคู่เลสเบี้ยนชาวดัชท์
เด็กทั้ง 2 คน บริษัทโคลนเอด (Cloneaid) อ้างว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม วงการแพทย์ทั่วโลกยังคงสงสัยถึงข้อเท็จจริงที่ว่านี้อยู่
เพราะไม่สามารถหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันได้
ขณะที่สถานการณ์การโคลนนิ่งมนุษย์ยังคงคลุมเครืออยู่นี้
สัตว์โคลนนิ่งตัวแรกหรือแกะดอลลีก็ได้ลาโลกไปเสียแล้วด้วยโรคติดเชื้อ
ยิ่งทำให้ข้อสงสัยต่อนวัตกรรมชิ้นใหม่นี้เป็นที่ถกเถียงกันมากขึ้นว่า
แท้จริงแล้วการโคลนนิ่งเป็นประโยชน์จริงๆ ล่ะหรือ หรือเป็นภัยร้ายที่เรายังมองไม่เห็น
เริ่มจาก
นวัตกรรมช่วยผู้มีบุตรยาก
ก่อนอื่นคงต้องขอเท้าความกลับไปถึงนวัตกรรมแรกเริ่มสำหรับผู้มีบุตรยากกันก่อนนะคะ
เริ่มต้นเป็นเรื่องของการทำกิฟต์ ซึ่งเป็นกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่นำเซลล์ไข่
และเซลล์อสุจิมาใส่ในหลอดแล้วฉีดเข้าไปในปีกมดลูก เพื่อช่วยให้ทั้งไข่และอสุจิปฏิสนธิกันในนั้น
พูดง่ายๆ ก็คือการช่วยให้ทั้งไข่และอสุจิมาเจอกันเท่านั้นเอง
จากนั้นนวัตกรรมใหม่ก็เกิดตามมาอีก นั่นคือเด็กหลอดแก้ว
กรณีนี้จะนำเอาเซลล์อสุจิเป็นหมื่นๆ เซลล์มาผสมกับเซลล์ไข่ของผู้หญิงในหลอดแก้ว
ต่อจากนั้นจะนำมาเพาะเลี้ยงในตู้อบแล้วค่อยใส่กลับเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิง
เพื่อให้ตั้งครรภ์ต่อไป
ไม่นาน กรรมวิธีการทำอิ๊กซี่ก็ปรากฏขึ้น โดยการนำเชื้ออสุจิมาเพียง 1 ตัว
แล้วฉีดใส่เข้าไปในเซลล์ไข่ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิจนกลายเป็นตัวอ่อนหรือเอบริโอ (Embryo) ขึ้นมา
ต่อจากนั้นจะเพาะเลี้ยงเอมบริโอให้แบ่งเซลล์จนถึงระยะที่ย้ายฝากได้ จึงค่อยนำกลับใส่เข้าไปในมดลูก
เพื่อการตั้งครรภ์ต่อไป
จะว่าไปแล้วทั้ง 3 กรรมวิธีเราจำเป็นต้องอาศัยทั้งเซลล์ไข่ และเซลล์อสุจิ
ซึ่งขั้นตอนการทำโคลนนิ่งในระยะเริ่มแรกเองต้องอาศัยทั้งเซลล์ไข่ และเซลล์อสุจิเหมือนกัน
คือการโคลนนิ่งจากเซลล์ของเอมบริโอ โดยการผ่าแบ่งแยกเอมบริโอออกเป็น 2 หรือ 4 ก่อน
แล้วนำไปย้ายฝากหรือการโคลนนิ่งโดยแยกเซลล์เอมบริโอออกมา
แล้วนำเซลล์เอมบริโอไปย้ายฝากเข้าเซลล์ไข่ที่ถูกดึงนิวเคลียสออก
สู่นวัตกรรมใหม่ ที่ชื่อว่า "โคลนนิ่ง"
ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด การโคลนนิ่งก็คือการก๊อปปี้นั่นแหละค่ะ
ซึ่งจากเดิมนักวิทยาศาสตร์ต้องอาศัยทั้งเซลล์ไข่ และเซลล์อสุจิมาปฏิสนธิกันเพื่อให้เกิดเอ็มบริโอ
แต่มีนักวิทยาศาสตร์หัวใสนามว่า ดร.เอียน วิลมุด (Dr. lan Wilmut) กลับคิดค้นนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา
โดยไม่ต้องอาศัยเซลล์อสุจิอีกต่อไป เพียงแค่นำเซลล์จากอวัยวะส่วนไหนก็ได้มาผสมกับเซลล์ไข่ที่ถูกดึงนิวเคลียสออก
ถัดจากนั้นจึงใช้ไฟฟ้ากระตุ้นให้เซลล์ทั้งสองหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวจนสามารถพัฒนาไปเป็นเอมบริโอได้
ซึ่งเจ้าแกะดอลลีก็ถือกำเนิดมาด้วยกรรมวิธีนี้เอง
เรื่องนี้จึงเป็นที่ฮือฮาอยู่พักใหญ่ๆ เพราะเท่ากับว่าต่อไปนี้เราไม่จำเป็นต้องอาศัยกรรมวิธีการปฏิสนธิของเซลล์ไข่
และเซลล์อสุจิเดิมอีกต่อไปแล้ว ขอเพียงแค่มีเซลล์ไข่ และเซลล์จากร่างกายส่วนไหนก็ได้มาหลอมรวมกัน
เพื่อให้เป็นเอมบริโอขึ้นมา อย่างไรก็ดี นวัตกรรมใหม่ชนิดนี้ยังมีข้อบกพร่อง
ในแง่ที่ทำให้สัตว์ได้รับการโคลนนิ่งอาจมีความผิดปกติมากกว่าสัตว์ที่เกิดมาด้วยวิธีธรรมชาติ
และความก้าวหน้าในทางวิทยาศาสตร์ขณะนี้ยังไปไม่ถึงขั้นที่ว่าจะสามารถโคลนนิ่งสัตว์ได้ทุกประเภท
และยิ่งพูดถึงการโคลนนิ่งมนุษย์ตามที่เป็นข่าวด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงขึ้นอีกหลายเท่า
ดังนั้นข่าวที่ว่าทารกโคลนนิ่ง 2 คนได้ลืมตามาดูโลกแล้ว จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยอย่างยิ่งค่ะ
"โคลนนิ่ง" เพื่อรักษาโรค
มาถึงตรงนี้เราอยากจะไขข้อสงสัยของผู้อ่านทั้งหลายค่ะว่า การโคลนนิ่งเพื่อการรักษาโรคนั้น
ไม่ได้หมายถึงการที่เราโคลนมนุษย์มาหนึ่งคน แล้วนำอวัยวะของคนๆ นั้นมาถ่ายโอนให้กับอีกคนหนึ่ง
เหมือนในภาพยนต์ต่างๆ ที่นำเสนอกันอยู่
แต่ในทางการแพทย์แล้ว การโคลนนิ่งเพื่อรักษาโรค คือการนำเซลล์ต้นแบบเอมบริโอ
(Embryonic Stem cell หรือ ES cell) มาใช้ในการรักษาโรค ซึ่งกรรมวิธีคือนำเซลล์ไข่
และเซลล์อสุจิมาปฏิสนธิกัน เพื่อให้เกิดเอมบริโอ ต่อจากนั้นเราจะเพาะเลี้ยงให้เซลล์ของเอมบริโอ
เจริญเติบโตต่อไปในจานแก้ว แทนที่จะนำเอมบริโอนี้ไปย้ายฝากให้เกิดการตั้งครรภ์ในมดลูก
นักวิทยาศาสตร์จะนำเอมบริโอนี้มาเพาะเลี้ยงต่อในจานแก้ว จนได้อีเอสเซลล์
และพัฒนาอีเอสเซลล์ไปสู่การเป็นเซลล์อื่นๆ ที่ต้องการเช่น เซลล์ประสาท เซลล์หัวใจ
หรือเซลล์กระดูกอ่อน จุดนี้เองค่ะที่ทางการแพทย์จะนำเซลล์ที่ได้รับการพัฒนาแล้ว
ไปรักษาโรคให้กับผู้ป่วยอีกต่อหนึ่ง เช่นผู้ป่วยที่กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคสันนิบาต
(Parkinson Disease) หรือผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ฯลฯ
"โคลนนิ่ง" เพื่อการมีบุตร
ในวัตถุประสงค์นี้ เอมบริโอที่ได้จากการเพาะเลี้ยงภายหลังถ่ายฝากเซลล์ร่างกาย
เข้าเซลล์ไข่ที่ถูกดูดนิวเคลียสออก จะถูกย้ายไปฝากในมดลูกของผู้หญิงแทน ซึ่งทำให้ได้ "เด็กโคลน"
เช่นเดียวกับที่เป็นข่าว ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเรียกว่าการทำโคลนนิ่งเพื่อการมีบุตรค่ะ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สถานการณ์การโคลนนิ่งเพื่อรักษาโรคในบ้านเรา
กำลังพัฒนาไปสู่การทำเซลล์ประสาท และเซลล์กระดูกอ่อน เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมและข้อเสื่อมอยู่
และคาดว่าจะพัฒนาไปสู่การรักษาโรคอื่นๆ ตามมา ตราบเท่าที่สังคมของเราเริ่มมีความรู้กระจ่างชัด
และเริ่มให้การยอมรับว่า แท้จริงแล้วการทำเซลล์ต้นแบบเอมบริโอหรืออีเอสเซลล์เพื่อใช้รักษาโรคนั้น
ไม่ได้เป็นการทำลายสิ่งมีชีวิตที่กำลังจะถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์ เพราะเอมบริโอที่ว่านี้
ยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนการเกาะผนังมดลูกของหญิงผู้เป็นมารดา แต่ขั้นตอนการทำหยุดลง
แค่เพียงบนจานแก้วในห้องปฏิบัติการ ต่อจากนั้นค่อยนำเซลล์ต้นแบบเอมบริโอมารักษาโรคให้กับผู้ป่วยต่อไป
"คู่สมรสบางคู่ที่ต้องการทำเด็กหลอดแก้ว แล้วต้องบริจาคไข่และอสุจิ
บางทีตรงนี้เอมบริโอก็เหลือ ไม่ได้ใช้หมด ก็อยากแนะนำให้นำมาพัฒนาเป็นเซลล์ต้นแบบเอมบริโอ
(Embryonic Stem cell หรือ อีเอสเซลล์) เพื่อใช้ในการรักษาโรค อย่างในต่างประเทศบางแห่ง
เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย มีกฎหมายที่แพทย์หรือนักวิจัยสามารถนำเอมบริโอ
มาวิจัยเรื่องอีเอสเซลล์เพื่อการรักษาโรคได้ อย่างไรก็ดี เราก็ต้องมาดูวัฒนธรรม
และจริยธรรมในบ้านเราด้วยว่า สังคมคิดอย่างไรต่อเรื่องนี้" ศ.นพ.กนก ภาวสุทธิไพศิฐ
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
ให้ข้อคิดเห็น
"โคลนนิ่ง" ในแง่มุมกฎหมาย
เพราะโคลนนิ่งไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการทดลองในห้องปฏิบัติการเท่านั้น
แต่ยังรวมไปถึงข้อผูกพันทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นตามมาในภายหลังด้วย
"สมมติมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีเป็นหมัน แต่อยากมีลูก ดังนั้นคนทั้งคู่จึงเอาเชื้อของคนอื่น
ที่บริจาคมาทำเด็กหลอดแก้วแทน แต่ปัญหาที่จะตามมาก็คือตัวพ่อที่ทำเด็กหลอดแก้ว
จะไม่ถือว่าเป็นพ่อที่ถูกต้องตามกฎหมาย คนเป็นพ่อที่ถูกต้องจริงๆ ต้องเป็นคนที่บริจาคเชื้ออสุจิให้
ดังนั้นถ้าวันหนึ่งเด็กคนนี้เติบโตขึ้นมา เขามีสิทธิที่จะใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 2540
มาอ้างเพื่อขอทราบชื่อพ่อที่บริจาคเชื้ออสุจิเอาไว้ และสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ที่จะขอค่าเลี้ยงดู รับมรดก หรือใช้นามสกุลของพ่อคนที่บริจาคอสุจิได้เหมือนกับลูกคนอื่นๆ
ตรงจุดนี้อาจไปขัดกับจรรยาบรรณในทางการแพทย์ ที่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ว่า
ใครคือผู้บริจาคทั้งเซลล์ไข่ หรือเซลล์อสุจิ ดังนั้นถ้ายินยอมให้เปิดเผยชื่อ ปัญหาที่จะตามมาอีกก็คือ
ต่อไปนี้จะไม่มีใครยอมบริจาคเชื้ออสุจิ หรือไข่ เพราะคงไม่มีใครอยากมีข้อผูกพันทางกฎหมายนี้ขึ้น"
คุณกุลพล พลวัน อธิบดีอัยการฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย สำนักงานคุ้มครองสิทธิ
และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุดยกตัวอย่างให้เราฟัง
อย่างไรก็ดี จากทัศนะดังกล่าวทำให้สามารถคิดได้ว่า การทำโคลนนิ่งเพื่อการรักษาโรค
ซึ่งต้องอาศัยทั้งเซลล์ไข่ และเซลล์อสุจิเพื่อมาปฏิสนธิกันจนเกิดเป็นเอมบริโอสเตมเซลล์ (Embryonic Stem cell)
ขึ้นมาอาจไม่มีปัญหาเท่ากับการทำโคลนนิ่งมนุษย์ เพราะกระบวนการอย่างหลังคือการนำเอมบริโอ
ไปย้ายฝากที่มดลูกของหญิงผู้หนึ่ง ซึ่งเจ้าของเซลล์ไข่ และเซลล์อสุจิจะต้องตกอยู่ในภาวะของความเป็นพ่อ
และแม่ตามกฎหมายในทันที
กรณีแบบนี้จะคล้ายคลึงกับกรณีของ "การอุ้มบุญ" ที่เป็นการปฏิสนธิกันด้วยวิธีนำเอาเชื้ออสุจิ
กับเซลล์ไข่ของสามีภรรยาคู่หนึ่งไปฝากไว้ในมดลูกของหญิงที่รับตั้งครรภ์แทน
โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อคลอดแล้วจะคืนทารกให้ แต่ได้เกิดปัญหาการตีความทางกฎหมายของประเทศไทย
โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วว่าทารกคนนั้นป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของหญิงที่รับตั้งครรภ์ให้
ส่วนสามีภรรยาที่เป็นเจ้าของเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิไม่ใช่พ่อแม่เด็ก ดังนั้นใครที่อยากมีบุตรโดยวิธี
"การอุ้มบุญ" นี้ต้องระมัดระวังปัญหาทางกฎหมายด้วย
"ในบ้านเราตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายควบคุมเรื่องการทำโคลนนิ่ง
แต่เท่าที่ศึกษากฎหมายของสหรัฐฯ และยุโรปพบว่า การทำโคลนนิ่งเพื่อการรักษาโรคไม่ถือว่าผิดกฎหมาย
อย่างประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมายบัญญัติว่า การทำโคลนนิ่งมนุษย์จะถือเป็นการกระทำที่เป็นอาชญากรรมต่อมนุษย์
ถ้าใครสร้าง หรือใครนำเข้ามนุษย์โคลนนิ่งถือว่ามีความผิดทางกฎหมายต้องจำคุกถึง 10 ปี
ต่อไปผมอยากให้บ้านเราแก้ใบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องของการปฏิสนธิ
และการคลอดขึ้นมาใหม่ เพื่อให้คำนิยามใหม่กับการเกิด รวมถึงการห้ามให้บุคคลทุกคนในสังคมไม่ว่าจะเป็นแพทย์
นักวิทยาศาสตร์ หรือบุคคลทั่วไปกระทำการโคลนนิ่งมนุษย์ขึ้นมา เพราะถ้าให้เพียงแต่แพทยสภาออกกฎหมายมา
ว่าห้ามบุคคลทางการแพทย์ทำโคลนนิ่งมนุษย์ จะเป็นเพียงการจำกัดวงแค่บุคลากรในทางการแพทย์เท่านั้น
แต่นักวิทยาศาสตร์อื่นๆ ที่มิใช่แพทย์ก็อาจมีความรู้ ความสามารถทำโคลนนิ่งมนุษย์ได้เช่นกัน
และไม่ตกอยู่ในข้อห้ามของแพทยสภา ซึ่งจริงๆ เราควรห้ามทุกคนในสังคมด้วย"
"โคลนนิ่ง" ในแง่มุมศาสนา
อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นนะคะว่า จุดมุ่งหมายของการทำโคลนนิ่งมีหลากหลายประการด้วยกัน
นับแต่การโคลนนิ่งเพื่อการรักษาโรค เพื่อการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์หายาก หรือสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
หรือโคลนนิ่งเพื่อการมีบุตร ซึ่งอย่างหลังกว่าที่วิทยาการทางการแพทย์จะพัฒนาไปถึงขั้นนั้นได้ต้องอาศัยระยะเวลา
และการยอมรับของสังคมมากอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในแง่มุมศาสนา
ซึ่งตามความคิดเห็นของ ผศ.รท.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้วเห็นว่า การโคลนนิ่งในแง่ของการรักษาโรค
อาจจะไม่ถือว่าผิดต่อศีลธรรมมากนัก เพราะจุดประสงค์หลักก็เพื่อใช้ในการรักษาโรคให้กับผู้คน
แต่ถ้าการโคลนนิ่งขยายผลสู่จุดประสงค์เพื่อการมีบุตรแล้ว ตรงจุดนี้ในแง่เจตนาอาจจะไม่ถือว่าพ่อแม่ทำผิดต่อลูก
แต่ในแง่ของการกระทำแล้วถือว่าพ่อแม่ได้เข้าไปทำร้ายจิตใจลูกอย่างไม่รู้ตัวเลยล่ะค่ะ
เพราะต่อไปคนที่จะต้องตอบคำถามต่อสังคมถึงที่มาของการกำเนิดของเขาก็คือตัวเด็กนั่นเอง
อีกอย่างหนึ่ง ตามหลักศาสนาพุทธแล้วการถือกำเนิดของชีวิตๆ หนึ่ง
คือการที่วิญญาณหนึ่งละจากร่างหนึ่งเพื่อไปยังภพภูมิอีกภพภูมิหนึ่ง
ดังนั้นถ้าวิญญาณดวงใหม่เป็นวิญญาณที่ดี เด็กคนนั้นจะมีแนวโน้มที่จะเติบโตไปเป็นคนดีต่อไป
แต่ในทางกลับกันถ้าวิญญาณดวงนั้นไม่ดีอย่างที่เราคาดหวังไว้ ต่อไปเขาจะกลายเป็นเด็ก
ที่สร้างแต่ปัญหาให้กับพ่อแม่ได้ค่ะ
"โคลนนิ่ง" ในแง่มุมชีวิต และจิตใจ
ในอนาคตอันยาวไกล ถ้าหากการโคลนนิ่งเพื่อมีบุตรประสบผลสำเร็จ
และได้รับการยอมรับจากสังคมในวงกว้าง อาจมีคู่สมรส หรือกลุ่มรักร่วมเพศ
เช่น กลุ่มเกย์ หรือเลสเบี้ยน หรือชายหญิงโสดหันมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้กันมากขึ้น
เพราะนวัตกรรมดังกล่าวไม่จำเป็นต้องอาศัยเซลล์ไข่ และเซลล์อสุจิอีกต่อไป
การจะทำเด็กโคลนนิ่งขึ้นมาอีกหลายต่อหลายคนอาจกลายเป็นเรื่องที่ทำกันได้โดยง่าย
อย่างไรก็ดีในเรื่องนี้ พ.ญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสำนักโครงการสร้างเสริมสุขภาพระดับพื้นที่
แหล่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ข้อคิดเห็นว่าก่อนที่จะตัดสินใจ
เข้าร่วมกับนวัตกรรมใหม่นี้ อย่างน้อยๆ เราควรจะมีข้อเท็จจริงที่มากพอและควรตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงนั้นๆ
มากกว่าความรู้สึก หรือความพึงพอใจส่วนตัวที่ต้องการมีบุตรด้วยวิธีที่ทันสมัย
เพราะการก่อเกิดชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกชีวิตหนึ่ง ทั้งพ่อและแม่หรือคนๆ นั้นต้องมีความพร้อมทั้งเรื่องเศรษบกิจ
อารมณ์ และจิตใจให้มากพอ อย่างน้อยๆ ถ้าเกิดวันหนึ่งลูกโคลนของเราจำเป็นต้องถูกติดตาม
และถูกนำไปทดลองทุกๆ ระยะ ตรงจุดนี้เราสามารถทำใจยอมรับได้หรือไม่
หรือถ้าเกิดวันหนึ่งลูกโคลนของเรามีอันต้องลาโลกไปก่อนวัยอันควร เราจะทำใจได้ไหม
ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความหนักแน่น และความเข้าใจอยู่มากพอสมควรค่ะ
นอกเหนือจากเรื่องข้างต้นแล้ว พ.ญ.พรรณพิมลยังให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า
การที่เด็กคนหนึ่งถือกำเนิดมาไม่ว่าจะเป็นกรรมวิธีที่เป็นธรรมชาติ หรือไม่เป็นธรรมชาติ
เป็นเด็กปกติหรือเด็กพิการ หรือลูกนอกสมรส ฯลฯ เด็กทุกคนควรได้รับความเคารพ
และได้รับความรักความเข้าใจจากผู้คนรอบข้างอย่างเท่าเทียมกันหมด
ซึ่งกว่าจะไปถึงจุดนั้นได้คนทุกคนในสังคมควรมีการพัฒนาจิตสำนึกของการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
เพื่อสังคมที่สงบสุขต่อไป
มาถึงบทสรุปตรงนี้คงต้องขอยกโจทก์เบื้องต้นกลับมาขบคิดกันอีกครั้งหนึ่งนะคะว่า
แท้จริงแล้วการทำโคลนนิ่งนั้นเป็นนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ หรือทำลายกันแน่
ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดที่เรานำเสนอมาตั้งแต่ต้น คงพอจะบอกให้คุณผู้อ่านรับรู้ได้ว่า
การทำโคลนนิ่งเพื่อการรักษาโรค เพื่อการอนุรักษ์สัตว์สูญพันธุ์ สัตว์หายาก
หรือเพื่อการเพิ่มผลผลิตทางเกษตรกรรมทั้งหมดล้วนเป็นก้าวเดินที่สร้างสรรค์
แต่ถ้าหากจุดประสงค์ผิดเพี้ยนไปเป็นการทำโคลนนิ่งเพื่อการมีบุตรแล้ว
เชื่อได้ว่ากระแสเสียงจากสังคมจะต่อต้าน และวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหูอย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะค่ะ!
ไขข้อข้องใจเรื่อง "โคลนนิ่ง"
แม้จะมีข่าวเรื่องการทำโคลนนิ่งออกมาเป็นระยะๆ แต่เชื่อได้ว่ายังมีอีกหลายต่อหลายคนยังคงไม่เข้าใจ
และมีคำถามมากมายเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่นี้ ซึ่งเรารวบรวมคำอธิบายของ ศ.นพ.กนกภาวสุทธิไพศิฐ
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายามาให้ฟังกันค่ะ
- ทำไมสัตว์ที่ได้รับการโคลนนิ่งจึงมีอายุขัยสั้น หรือมีความผิดปกติกว่าสัตว์อื่นๆ
- ศ.นพ.กนก : สัตว์ที่เกิดจากโคลนนิ่งมีความผิดปกติมากกว่า มีอัตราการแท้งสูงกว่า
และตายหลังคลอดมากกว่า เพราะว่าการโคลนนิ่งที่ได้จากการใช้เซลล์ร่างกายของสัตว์ที่โตเต็มวัย
เช่น เซลล์จากเต้านมของแกะที่โตเต็มวัยในกรณีดอลลี เซลล์ร่างกายจากสัตว์โตเต็มวัย (Adult somatic cell)
ได้ผ่านขบวนการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาจากเซลล์เอมบริโอให้เป็นเซลล์จำเพาะของร่างกายเสร็จสมบูรณ์แล้ว
- การปรับเปลี่ยนให้เซลล์จำเพาะของร่างกายให้กลับมีคุณลักษณะเหมือนเซลล์เอมบริโอดังเดิมทุกประการ
ยังไม่สามารถกระทำได้ จึงทำให้มีความผิดปกติของอวัยวะบางอย่างในสัตว์โคลนนิ่งได้ เช่น รกหรือปอด
ในกรณีการตายของดอลลีตายอายุ 6 ปี ในขณะที่อายุขัยของแกะประมาณ 9 ปี
ยังไม่สามารถชี้ชัดในปัจจุบันได้ว่าสัตว์โคลนนิ่งมีอายุขัยสั้น ดอลลีอาจจะตายจากโรคแทรกซ้อน
ในประเด็นนี้ยังต้องรอการศึกษาจากสัตว์โคลนนิ่งที่เกิดภายหลังจากดอลลีอีกมากพอสมควร
- ถ้ามีการโคลนนิ่งคนขึ้นมาได้ เราจะมีคนที่เหมือนกับเราทุกกระเบียดนิ้ว
- ศ.นพ.กนก : ถ้าพูดกันทางทฤษฎี ลักษณะหน้าตาควรจะเหมือนกัน
แต่แมวโคลนนิ่งตัวแรกในโลกที่เกิดในปีนี้ มีลักษณะไม่เหมือนกับแมวเจ้าของเซลล์ร้อยเปอร์เซ็นต์
พันธุกรรมของลูกโคลนนิ่งจะได้จากพันธุกรรมเจ้าของเซลล์ และส่วนน้อยมากจากไซโตพลาสซึมของเซลล์ไข่
แต่การพัฒนาการของสมองโดยเฉพาะในมนุษย์ยังมีการพัฒนาต่อเนื่อง อย่างน้อยอีก 12 ปี
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น สารอาหาร ที่จะทำให้ลูกโคลนนิ่งมีความแตกต่างกันกับเจ้าของเซลล์
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือเราจะก๊อปปี้คนอีกคนหนึ่งมาเพื่ออะไร
- นอกจากโคลนนิ่งเพื่อการรักษาโรค หรือโคลนนิ่งเพื่อการมีบุตรแล้ว
ยังมีโคลนนิ่งเพื่อจุดประสงค์อื่นอีกหรือไม่
- ศ.นพ.กนก : ในวงการปศุสัตว์น่าจะมีการทำโคลนนิ่งเพื่อเพิ่มผลิตผลทางเกษตรกรรมขึ้นมา
อย่างสมมติแม่วัวตัวนี้มีสายพันธุ์ที่ดีมาก ให้น้ำนมมาก ถ้าเราต้องรอให้แม่วัวตัวนี้ตั้งท้องอย่างมากจะได้ลูกประมาณ 1 ตัว
แต่ถ้าเราโคลนลูกวัวขึ้นมาให้เหมือนแม่ เราก็จะสามารถขยายพันธุ์สัตว์ที่ดีต่อไปได้อีกหลายๆ ตัว
- อีกอย่างหนึ่ง ถ้าเรามีการโคลนนิ่งสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว หรือสัตว์ที่หายาก
อย่างนี้ก็ถือเป็นการโคลนนิ่งเพื่อการอนุรักษ์
- วัตถุประสงค์ที่สำคัญของการโคลนนิ่งในสัตว์อีกประการหนึ่งคือ
การโคลนนิ่งสัตว์ที่ปรับเปลี่ยนพันธุกรรมให้สามารถผลิตยาในน้ำนม
หรือใช้อวัยวะเพื่อการปลูกถ่ายให้มนุษย์หรือใช้เป็นแบบอย่าง
เพื่อการศึกษาของโรคที่เกิดในมนุษย์ได้
(update 9 กุมภาพันธ์ 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 244 พฤษภาคม 2546 ]
|