คราวนี้ขออนุญาตเขียนถึงเรื่องที่ดูเผินๆ อาจจะไม่เกี่ยวกับการศึกษาเรียนรู้
แต่ผมคิดว่าความเกี่ยวข้องระหว่างความยากจนกับเรื่องการศึกษาเรียนรู้นั้นมีแน่นอนและมีมากเสียด้วย
ที่เลือกเขียนเรื่องนี้ก็เพราะว่าผมเพิ่งไปประชุมสัมมนาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความยากจนที่กรุงฮานอย
ประเทศเวียดนาม มาเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2546 นี้นั่นเอง
ผมคงไม่เล่ารายละเอียดของการประชุมสัมมนาหรอกนะครับ ขออนุญาตบอกเพียงว่า
ขณะนี้โลกของเรามีประเด็นที่พูดกันหลักๆ ไม่กี่ประเด็น ไม่ว่ามีการประชุมระดับโลก
หรือระดับภูมิภาคหรือแม้แต่ระดับชาติ ประเด็นที่พูดกันมาก็มี เรื่องกระบวนการก่อการร้าย
เรื่องเศรษฐกิจการค้า และเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน อาจจะมีการพูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมด้วย
แต่ก็โยงถึงประเด็นเศรษฐกิจเช่นกัน
ว่าจำเพาะประเด็นการแก้ปัญหาความยากจน มีการพูดเชิงชี้นำมาจากธนาคารโลกเป็นหลัก
หลังจากนั้นประเทศต่างๆ ก็พากันให้ความสนใจกับเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความยากจน (ทางเศรษฐกิจ) นั้นเป็นปัญหาจริง
และปัญหานี้มีอยู่ในทุกประเทศไม่ว่าประเทศรวยหรือจน
ไม่ว่าประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศเกษตรกรรม คนทั่วไปคงไม่นึกกันหรอกว่า
ประเทศที่ร่ำรวยนั้นมีคนยากจน ผมจึงขอย้ำว่าในประเทศร่ำรวยมีคนยากจนแน่นอน
เพียงแต่สัดส่วนของคนยากจนกับคนร่ำรวยต่างกับประเทศที่ยากจน
ความยากจนนั้นมิได้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้น
มิใช่เกี่ยวข้องกับมิติเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เป็นมิติทางการเมืองของสังคมด้วย
เพราะความยากจนของคนจำนวนหนึ่งในสังคมเกิดจากการกระจายทรัพย์สินอย่างไม่เป็นธรรม
ตัวอย่างบางประเทศ เช่น บราซิล พบว่าคนรวย 20% ได้รับผลประโยชน์จากรายได้ของประเทศมากกว่า 60%
ในขณะที่คนจน 20% ได้รับประโยชน์จากรายได้ของประเทศเพียง 3% ในประเทศสหรัฐอเมริกาคนจน 20%
ได้รับประโยชน์จากรายได้ของประเทศเพียง 5% ในขณะที่คนรวย 20% ได้รับผลประโยชน์จากรายได้ของประเทศสูงถึง 46%
ประเทศไทยของเราก็ไม่แตกต่างกัน เพราะคนรวย 20% ได้รับประโยชน์จากรายได้ของประเทศถึง 68%
ในขณะที่คนจน 20% ได้รับประโยชน์จากรายได้ของประเทศเพียง 4.8% จะเห็นได้ว่ามีคนจนอยู่ในทุกสังคม
มีการคำนวณกันว่าในบรรดาประเทศทั้งหมดในโลกนี้ ในปัจจุบันนี้มีประเทศที่เรียกว่ายากจนอยู่ถึง 78%
ที่เหลือ 11% เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางและอีก 11% เป็นประเทศที่ร่ำรวย
คงเป็นเพราะเหตุนี้กระมัง เมื่อธนาคารโลกเสนอว่าให้มีการแก้ปัญหาความยากจน
ผู้คนต่างก็ให้ความสนใจกันมากมายทั้งรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ทั้งที่เป็นหน่วยงานระหว่างประเทศ
และหน่วยงานของแต่ละประเทศ ถ้ามีการสำรวจถึงโครงการต่างๆ ที่หน่วยงานเหล่านี้นำมาแก้ปัญหาความยากจน
คงจะพบว่ามีเป็นจำนวนเรือนหมื่นโครงการทีเดียว
คำถามที่น่าสนใจมีว่า โครงการหรือแนวคิดการแก้ปัญหาความยากจนที่นำมาปฏิบัติกันนั้นแก้ปัญหาได้จริง
และแก้ได้อย่างยั่งยืนหรือ โครงการส่วนมากที่ทำๆ กันเพื่อแก้ปัญหาความยากจนมักจะเป็นกิจกรรมการผลิตเพื่อขายหารายได้
ทำนองหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ของประเทศไทยนั่นแหละ แต่โครงการทำนองนี้ในที่สุดก็เผชิญกับปัญหาพื้นฐานสองประการ
นั่นคือ ปัญหาการจัดการ กับปัญหาการตลาด ทั้งสองประการนี้เป็นจุดอ่อนของคนยากจนโดยทั่วไปนั่นเอง
เพราะฉะนั้นกิจกรรมการแก้ปัญหาความยากจนในลักษณะนี้จึงไม่ค่อยได้ผล
เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนอย่างจริงจังในด้านการตลาดและการจัดการ
เรื่องการผลิตนั้นคนยากจนส่วนมากไม่มีปัญหาเพราะมีความสามารถผลิตได้อยู่แล้ว
แม้ว่าในด้านคุณภาพและรูปลักษณ์อาจต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติม
กิจกรรมการแก้ปัญหาความยากจนอีกประเภทหนึ่งก็คือ การฝึกอบรมหรือกิจกรรมด้านการศึกษาต่างๆ
ทั้งระยะสั้นและระยะกลาง โดยคาดหวังกันว่าถ้าผู้ที่ยากจนได้รับการศึกษาอบรมเพิ่มเติมแล้ว
พวกเขาสามารถจะนำความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาความยากจนของตนเองได้
แต่ความคาดหวังดังกล่าวนี้ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นความจริงเสมอไป
ถ้าจะว่าไปแล้วกลับมีหลักฐานยืนยันในทางตรงกันข้ามมากกว่า
จนทำให้เกิดข้อสงสัยต่อคำกล่าวอ้างที่มักได้ยินกันในปัจจุบันบ่อยๆ ว่าหากสังคมใดมีความรู้มากปัญหาต่างๆ
จะลดน้อยลง อันเป็นที่มาของความคิดเรื่อง สังคมฐานความรู้ (knowledge-based society)
แต่ก็มีหลักฐานที่บ่งบอกว่า แม้ในสังคมที่มีความรู้ด้านวิทยาการมากและมีความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีสูง
ปัญหาหลายอย่างก็แก้ไม่ตก ดังเช่นสังคมอเมริกันและญี่ปุ่น
สังคมทั้งสองนี้มีความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีสูงมากกว่าใครๆ ชนิดที่ปฏิเสธไม่ได้ในปัจจุบัน
แล้วยังมีความร่ำรวยอย่างมหาศาล แต่ก็แก้ปัญหาความยากจนในสังคมไม่ได้
ดังที่เรารู้กันอยู่ว่าในสังคมอเมริกันนั้นมีคนยากจนจริงๆ อยู่ถึงแปดล้านคนในปัจจุบัน
และมีผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัยนับล้านเช่นกัน ส่วนญี่ปุ่นนั้นก็มีคนยากจนจริงๆ อยู่ไม่น้อยกว่าสองล้านคน
และมีผู้ที่ไร้ที่อยู่อาศัยนับหมื่น
ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้นี้ยืนยันว่า ปัญหาความยากจนนั้นคงไม่สามารถแก้ได้ด้วยกิจกรรมสร้างรายได้
หรือการให้การศึกษาอบรมด้านเทคนิควิธีดังที่ทำๆ กันอยู่ เพราะปัญหาความยากจนภายในโลก
หรือภายในประเทศเป็นประเด็นทางการเมือง จากระบบการกระจายสินทรัพย์ที่ไม่เป็นธรรม
ซึ่งก็มีเหตุมาจากการขาดคุณธรรมศีลธรรมของผู้คนในสังคมนั้นเอง
เพราะฉะนั้นการสร้างสังคมให้เป็น 'สังคมฐานความรู้' เพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาความยากจน
ของผู้คนได้อย่างหมดจดแน่นอน อย่าว่าแต่จะใช้เวลาเพียงหกปีดังที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันกล่าวอ้างเลย
แม้แต่จะใช้เวลามากกว่านั้นก็ยากที่จะสำเร็จ เพราะระบบการศึกษาเรียนรู้ของสังคมในปัจจุบันนี้
แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นการศึกษาชนิดที่สร้างความสามารถในการแข่งขันชิงดีชิงเด่น
แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า วิชาประเภทการบริหารจัดการธุรกิจ
เป็นสาขาวิชาที่มีผู้สมัครเรียนมากที่สุดในเกือบทั่วโลก การเรียนก็เน้นเทคนิควิธีที่จะจัดการให้เกิดกำไรสูงสุด
เอาชนะผู้อื่นได้มากที่สุด ส่วนจะก่อให้เกิดการเอาเปรียบหรือเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น
ในสังคมไม่ค่อยได้รับความสนใจเอาเลย ดังจะเห็นได้จากการผลิตสินค้าต่ำกว่ามาตรฐานออกจำหน่ายในราคาสูง
การผลิตสินค้าที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพออกขายทั่วโลก การกดค่าแรงคนงานให้ต่ำสุดๆ
เท่าที่จะทำได้เพื่อสร้างกำไรให้มาก หรือการโกงในรูปแบบที่แยบยลทั้งหลาย
ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้ที่มีการศึกษาสูงทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นประเด็นที่น่าพิจารณาคงมิใช่การศึกษาหรือความรู้ที่เป็นก้อนๆ
สำหรับการได้รับประกาศนียบัตรหรือปริญญา แต่น่าจะอยู่ที่ว่า เป็นการศึกษาและความรู้ชนิดใดมากกว่า
และเราไม่ควรสับสนระหว่างสิ่งที่เรียกว่า 'ความรู้' ที่หมายถึงข้อมูลสารสนเทศที่รับรู้มาจาก
ระบบโรงเรียนกับสิ่งที่เรียกว่า 'สติปัญญา' ที่เกิดจากการบดย่อยและเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน
เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเองและสร้างสรรค์สังคมให้วัฒนาขึ้น
ผมมักจะเห็นความสับสนนี้อยู่บ่อยครั้ง แม้แต่ผู้ที่อยู่ในวงการศึกษาเอง
เพราะฉะนั้นจึงได้แต่หวังว่าพ่อแม่และผู้ปกครองทั้งหลายจะเข้ามาช่วยกันทำความเป็นจริงให้ปรากฏ
บทเรียนจากความพยายามแก้ปัญหาความยากจนในสังคมต่างๆ น่าจะช่วยให้เราหยุดคิดพิจารณา
อย่างมีมนสิการว่าอย่าได้หลงเชื่อคำโฆษณาของใครทั้งสิ้น
ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นนักการศึกษา หรือพ่อค้า หรือนักการเมือง
ที่บอกว่าเมื่อมีความรู้แล้วความยากจนจะไม่มาเยือนหรือที่ยากจนอยู่แล้วจะมลายหายไป
(update 23 เมษายน 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 95 กุมภาพันธ์ 2547 ]
|