แนวคิดของการซื้อ "ประกันสุขภาพ" และการซื้อ "ประกันชีวิต" นั้นเหมือนกัน คือ
เพื่อป้องกันความเสียหายใหญ่ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นโดยเราไม่ได้คาดหวัง
หรืออีกความหมายหนึ่งคือ เป็นการซื้อเครื่องป้องกันความเสี่ยงที่เราจะต้องเผชิญนั่นเอง
และโยนความเสี่ยงนั้นไปให้บริษัทหรือกลุ่มที่รับเงินจากเราไป การซื้อประกันสุขภาพนั้น
ก็คือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจสูญเสียทรัพย์สมบัติหากเราเกิดเจ็บป่วยขึ้น
และว่าจ้างให้บริษัทขายประกันเป็นผู้รับความเสี่ยงนั้นไปจากเรา
การจ่ายเงินเพื่อซื้อประกันสุขภาพนั้นต่างจากการจ่ายเงินเพื่อซื้อบัตรสมาชิก
เช่น บัตรสมาชิกร้านหนังสือ เราตัดสินใจซื้อบัตรสมาชิกร้านหนังสือ
เนื่องจากเราทราบว่าเราชอบอ่านหนังสือและมีแนวโน้มที่จะซื้อหนังสือที่ร้านนี้เป็นประจำ
ฉะนั้น ก่อนการลงทุนซื้อบัตรสมาชิกนี้จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่เรา
เราได้คำนวณแล้วว่ามูลค่าหนังสือที่เราจะได้ส่วนลดนั้น น่าจะมากกว่าราคาของบัตรสมาชิก
เมื่อเราได้เป็นสมาชิกแล้ว จึงมีแรงดึงดูดที่จะให้เราไปเลือกซื้อหนังสือในร้านนี้เป็นประจำ
ร้านหนังสือจะได้ลูกค้าประจำ ถึงแม้ว่าจะต้องให้ส่วนลดบ้าง แต่ยังเป็นการเพิ่มรายของร้านอยู่นั่นเอง
สำหรับ ประกันสุขภาพ ยังมีผู้เข้าใจผิดว่าเป็นสินค้าประเภทเดียวกับบัตรสมาชิก
ผู้บริโภคจำนวนมากซื้อประกันสุขภาพด้วยความตั้งใจที่จะต้องใช้บริการรักษาพยาบาล
ให้มากกว่าราคาที่จ่ายค่าเบี้ยประกันออกไป โดยเกรงว่ามิเช่นนั้นแล้ว
การลงทุนซื้อประกันนี้จะไม่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า
มูลค่าของการซื้อประกันนั้น มิได้อยู่ที่มูลค่าของสิทธิที่เราใช้ไป หรือ ที่เรียกกันติดปากว่า "มูลค่าการเคลม"
แต่อยู่ที่ความปลอดโปร่งโล่งใจของเราที่เราได้ทำการวางแผนค่าใช้จ่ายไว้ต่างหาก กล่าวคือ
เราได้ยกเอาโอกาสที่เราอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากโดยนึกไม่ถึง เช่น ค่ารักษาพยาบาลกรณีเกิดอุบัติเหตุ
หรือ เจ็บป่วยโดยไม่คาดคิด ไปให้เป็นภาระของบริษัทประกันที่ขายประกันให้เรา
หากทุกคนที่ซื้อประกันสุขภาพตั้งอกตั้งใจที่จะต้องรับการรักษาพยาบาลให้ได้มูลค่าอย่างน้อย
เท่ากับราคาเบี้ยประกันที่เสียไป และใช้แนวคิดของการซื้อบัตรสมาชิกกับการซื้อประกันสุขภาพต่อไป
ในไม่ช้า ราคาเบี้ยประกันสุขภาพจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเท่ากับค่ารักษาพยาบาลที่ใช้อยู่
ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทประกันมิได้มีรายได้เพิ่มจากการใช้บริการรักษาพยาบาลมากขึ้นของผู้ถือกรมธรรม์ดังเช่นร้านหนังสือ
มีแต่รายจ่ายเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น หากความเข้าใจและพฤติกรรมของผู้บริโภคยังไม่ได้รับการแก้ไข
ระบบการประกันสุขภาพจะล้มไปในที่สุด ผู้บริโภคจะหมดทางเลือกที่จะประกันความเสี่ยงในเรื่องของค่ารักษาพยาบาล
และจะต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากความเจ็บป่วยที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนด้วยตนเอง
ประกันสุขภาพ คือสิ่งที่เราซื้อเพื่อป้องกันการเกิดค่าใช้จ่ายสูงเมื่อป่วย โดยเราไม่ได้คาดการณ์ล่วงหน้า
ไม่ใช่สิ่งที่เราซื้อมาในราคา 100 บาท เพราะทราบว่าค่าใช้จ่ายของเราจะเป็น 200 บาท
และไม่ใช่สิ่งที่เราจ่ายไป 100 บาท จึงต้องพยายามทำให้มันมีมูลค่าอย่างน้อย 101 บาทเพื่อให้คุ้มค่า
ความคุ้มค่าของการซื้อประกันสุขภาพ อยู่ที่ภาระความเสี่ยงที่เรายกไปให้กับบริษัทประกันต่างหาก
ความคุ้มค่าอยู่ที่ความสามารถในการวางแผนค่าใช้จ่ายในอนาคตของเราเองต่างหาก
คุ้มหรือไม่คุ้ม ขึ้นอยู่กับว่าคุณประเมินค่าความสบายอกสบายใจและความมั่นคงในทรัพย์สินที่มีอยู่ไว้ที่เท่าไร
ธัญญา หิมะทองคำ
โรงพยาบาลเทพธารินทร์
(update 19 มีนาคม 2002)
[ ที่มา...
กรุงเทพวันอาทิตย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 5721 วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 ]
|