ความสัมพันธ์และความรับผิดชอบ เรื่องการดูแลรักษาโรคระหว่าง คุณหมอ และ คนไข้
ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก ในอดีตเมื่อเราป่วย เราก็จะเดินทางไปหาคุณหมอให้คุณหมอตรวจร่างกาย
และเราก็หวังว่าคุณหมอจะสามารถให้ยาวิเศษบรรเทาหรือแก้อาการที่เราเป็นอยู่ได้ เราคิดเสมอว่า
หน้าที่รักษาอาการป่วยที่เราทรมานกับมันอยู่นั้น คือ "หน้าที่ของคุณหมอผู้เก่งกาจ"
ความสัมพันธ์และความรับผิดชอบที่กล่าวมานั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว
ปัจจุบัน กระแสการดูแลรักษาโรค โดยพยายามทำให้คนไข้รวมไปถึงญาติหรือผู้ดูแล
เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกำลังมาแรง ทั้งนี้เนื่องจากการศึกษาทางการแพทย์ต่างๆ ได้พิสูจน์แล้วว่า
"พฤติกรรมต่าง ๆ" ซึ่งเราทำกันอยู่เป็นประจำทุกวันนั้น
มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการ "ป้องกันและรักษาโรค" หลายชนิดเหลือเกิน
เช่นโรคภัยที่เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย ได้แก่ โรคเบาหวาน
โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน เป็นต้น
ในเมื่อสิ่งที่เราทำกันเป็นกิจวัตรประจำนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคหลายชนิดโดยเฉพาะโรคเรื้อรัง
จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณหมอ ซึ่งมีเวลาดูแลเรานับเป็นจำนวนได้ไม่กี่นาทีต่อปีเท่านั้น
จะสามารถเนรมิตให้เราแข็งแรงได้ เราจึงต้องเปลี่ยนความคิด
และเลิกที่จะผลักภาระการดูแลโรคไปให้คุณหมอ และคุณพยาบาล ที่โรงพยาบาล
เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณอาจคิดว่า ในเมื่อคุณต้องช่วยคุณหมอในการรับผิดชอบสุขภาพของคุณ
คุณหมอก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น สบายขึ้น แต่ในความเป็นจริงนั้น เป็นในทางตรงกันข้าม
คุณหมอที่พยายามผลักภาระให้คุณมากเท่าไร คือ คุณหมอที่ทำงานหนักขึ้นเท่านั้น
การผลักดันให้คนไข้รับผิดชอบในสุขภาพตนเองและเห็นความสำคัญของการปรับนิสัย
เช่น นิสัยการรับประทานหรือนิสัยการออกกำลังกายนั้น ลำบากเหลือเข็ญ
โดยเฉพาะเมื่อโรคที่เป็นนั้นเป็นโรคเงียบ คนไข้ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไร
หากแต่อันตรายของโรคนั้นซ่อนลึกพร้อมแสดงตนเมื่อถึงเวลา หากไม่เชื่อ
คุณลองนึกถึงอาหารที่คุณชอบมากที่สุด บังเอิญว่าอาหารชนิดนั้นเป็นอาหารต้องห้ามสำหรับโรคที่คุณเป็นอยู่
แต่ถึงรับประทานเข้าไป คุณก็ไม่ได้มีอาการอะไรผิดปกติเลยทันที
คนที่ต้องการให้คุณหยุดรับประทานอาหารนั้นๆ จะต้องทำงานหนักขนาดไหน
หรือหากคุณเป็นผู้ที่ชอบนอนดูทีวี เกลียดการออกกำลังกาย
อะไรที่จะทำให้คุณขยันลุกขึ้นแต่เช้าเพื่อไปว่ายน้ำ ฟังดูเหมือนเป็นคำถามง่ายๆ
แต่ดิฉันเชื่อว่า หลายคนคงอึ้งไปพอสมควร...
คุณหมอและทีมแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นพยาบาลหรือบุคลากรการแพทย์สาขาใดก็ตาม
ต้องอาศัยความคิดและจินตนาการอย่างมากในการดึงให้คนไข้และญาติ
เห็นความสำคัญของการเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาโรค ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้
การอธิบาย การทำกิจกรรม การทำท่าขึงขังหรือดุให้กลัวถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากโรค
คงจะไม่ผิดที่จะสรุปว่า การที่คุณหมอพยายามผลักให้คนไข้และญาติ
มาร่วมรับผิดชอบในการดูแลโรคด้วยกันนั้น มิได้หมายถึงการที่คุณหมอพยายามลดงานของตนลง
แต่ในทางตรงกันข้าม เป็นการเพิ่มงานให้ตนเองอย่างมหาศาล ลองนึกดู
หากแพทย์เพียงแค่ตรวจร่างกายคุณ ซักถามนิดหน่อย แล้วสั่งยาวิเศษให้คุณกลับบ้านไปกิน
ชีวิตแพทย์คงสบายกว่านี้มาก ทุกคนทำงานเพิ่ม แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมาคือสุขภาพที่ดีของคุณเอง
อย่าเพิ่งเบื่อกับการที่คุณหมอหรือคุณพยาบาลคะยั้นคะยอให้คุณทำโน่นเปลี่ยนนี่เลย
เมื่อคุณป่วย คุณต้องช่วยตนเองด้วย วิธีง่าย ๆ คือ ทำตามที่หมอแนะนำนั่นเอง
ธัญญา หิมะทองคำ
โรงพยาบาลเทพธารินทร์
(update 26 มีนาคม 2002)
[ ที่มา...
กรุงเทพวันอาทิตย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 5735 วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2547 ]
|