เลือกอาหารอินทรีย์กันดีไหม


ลองไปเดินดูตามตลาดในวันนี้ จะเจออาหารอินทรีย์หรือที่เรียกกันว่า อาหารปลอดสารพิษวางขายเต็มไปหมด มีทั้งที่ขายกันในซูเปอร์มาร์เก็ต ที่เห็นเปิดร้านขายกันเองเป็นการเฉพาะก็มาก ที่วางขายกันในตลาดสดก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี

คนที่นิยมอาหารอินทรีย์จำนวนไม่น้อย ยืนยันว่าอาหารอินทรีย์นอกจากจะมีสารพิษน้อยกว่าอาหารกลุ่มเดียวกัน ที่ไม่ใช่อาหารอินทรีย์แล้ว มันยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า บางคนบอกว่ารสชาติของอาหารอินทรีย์มักจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำ

นอกจากนี้อาหารอินทรีย์ยังดีต่อสิ่งแวดล้อมและดีต่อสัตว์เลี้ยงมากกว่าอาหารปกติ แม้ราคาของอาหารอินทรีย์จะแพงกว่าอาหารปกติแต่ปรากฏว่ามูลค่าการตลาดของอาหารอินทรีย์นับวันก็จะยิ่งสูงขึ้น แสดงว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกันมากขึ้น

ในประเทศไทยยังไม่มีตัวเลขว่าตลาดอาหารอินทรีย์โตขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ก็เชื่อกันว่าไม่น่าจะน้อยกว่า 10% ต่อปี ส่วนในยุโรปและสหรัฐอเมริกานั้น มีตัวเลขการขยายตัวของตลาดอาหารอินทรีย์ที่ค่อนข้างจะชัดเจน

อย่างในสหรัฐอเมริกานั้นทางสมาคมการค้าอาหารอินทรีย์ หรือ the Organic Trade Association (OTA) ให้ข้อมูลออกมาว่านับตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา ตลาดอาหารอินทรีย์ขยายตัวขึ้นปีละ 20% มูลค่าการตลาดมหาศาลแค่ไหน ก็คงจะพอประมาณกันได้

นอกจากมูลค่าการตลาดจะขยายตัวขึ้นมากแล้ว เกษตรกรที่เพาะปลูกอาหารอินทรีย์นับวันก็จะยิ่งมีจำนวนมากขึ้น โดยในปี 2001 มีพื้นที่เพาะปลูกมากถึง 2.35 ล้านเอเคอร์อยู่ใน 48 รัฐ ถึงวันนี้ในปี 2004 พื้นที่น่าจะขยายตัวออกไปมากกว่า 3 ล้านเอเคอร์หรือ 7.64 ล้านไร่เข้าไปแล้ว

มาตรฐานอาหารอินทรีย์ในบ้านเรายังไม่มีการบังคับใช้ เห็นแต่องค์กรเอ็นจีโอที่ชื่อ 'สถาบันมาตรฐานเกษตรอินทรีย์' กับกลุ่มกรีนเน็ตเท่านั้นที่กำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนและเป็นเรื่องเป็นราว อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์บ้านเราก็ได้กำหนดมาตรฐานอาหารอินทรีย์ขึ้นมาแล้ว ส่วนจะบังคับใช้ให้เป็นมาตรฐานร่วมกันทั่วประเทศเมื่อไหร่ เห็นทีจะต้องรอ

มาตรฐานที่ใช้กันในทางสากลนั้น อาหารอินทรีย์จะหมายถึงอาหารที่ไม่มีการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก ทั้งยาฆ่าแมลง ยาฆ่าศัตรูพืชหรือปุ๋ยเคมีห้ามใช้ทั้งสิ้น การใช้รังสีหรือพืชตัดแต่งพันธุกรรมล้วนแต่ห้ามทั้งหมด หากเป็นสัตว์จะต้องเลี้ยงด้วยพืชอินทรีย์ การใช้สารเร่งการเจริญเติบโต ฮอร์โมนรวมทั้งยาปฏิชีวนะนั้นห้ามอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ การเลี้ยงสัตว์จะต้องทำในพื้นที่ที่ปลอดจากสารเคมี ใช้พื้นที่เปิด จะมาขังสัตว์กันอยู่ในฟาร์มปิดเห็นทีจะไม่ได้ ดังนั้น การเลี้ยงไก่ เลี้ยงโค เลี้ยงสุกรกันในฟาร์มปิดอย่างที่เห็นกันในบ้านเราจึงเป็นเกษตรกรรมแบบปกติที่ไม่ใช่เกษตรกรรมอินทรีย์

มาตรฐานของเกษตรกรรมอินทรีย์ที่ใช้กันทั่วโลกนั้น จำเป็นจะต้องมีการเตรียมแปลงเพาะปลูกสักสองสามปี เมืองไทยอาจจะต้องใช้เวลาเตรียมแปลงเกษตรสักสามปี ในพื้นที่ที่เกษตรกรรมรอบด้านเป็นเกษตรอินทรีย์ อาจจะลดเวลาเตรียมแปลงลงเหลือสักสองปี

อย่างในสเปนนั้น ผู้เขียนเห็นบางพื้นที่อย่างเช่นบริเวณรอบๆ เมืองเซวิลญ่าเขาใช้เวลาเตรียมที่ดินเพาะปลูกแค่ปีเดียวเท่านั้นโดยให้เหตุผลว่าพื้นที่รอบๆ กลายเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ไปหมดแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะใช้เวลาในการเตรียมพื้นที่ให้มันนานนัก

มีคำถามอยู่ว่า อาหารอินทรีย์ปลอดภัยจากสารเคมีจริงหรือเปล่า ในบ้านเรายังไม่มีใครทำวิจัยไว้ แต่สมาพันธ์ผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา ได้ทำการวิจัยเอาไว้โดยศึกษาตัวอย่างอาหารอินทรีย์กับอาหารทั่วไป 20 กลุ่ม รวม 94,000 ตัวอย่าง พบว่า อาหารอินทรีย์มีการปนเปื้อนสารเคมีราวๆ 1 ใน 3 ของที่พบในอาหารทั่วไป แม้ว่าอาหารอินทรีย์จะยังพบสารเคมีอยู่บ้างแต่ก็ยังน้อยกว่าในอาหารทั่วไปอยู่มาก

ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ พืชไร่ในหลายๆ เขตเพาะปลูกมีสารเคมีต่ำกว่าระดับอันตราย ทางสมาพันธ์จึงกล่าวว่าหากล้างพืชผักอย่างถูกต้อง ใช้น้ำในปริมาณมาก ล้างกันด้วยน้ำธรรมดานี่แหละหลายๆ ครั้ง อาหารทั่วไปกับอาหารอินทรีย์ก็มีคุณภาพไม่ต่างกันสักเท่าไหร่

ที่กล่าวกันว่า อาหารอินทรีย์ปลอดภัยเต็มร้อยอาจจะไม่ถูกต้องนัก เพราะการใช้ปุ๋ยธรรมชาตินั้นทำให้การปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ในพืชอินทรีย์มีมากกว่าพืชทั่วไป นอกจากนี้การใช้สารธรรมชาติและลดการใช้สารเคมีอาจทำให้พืชไร่บางชนิดอย่างเช่นมันฝรั่ง มันสำปะหลังสร้างสารพิษเพื่อป้องกันตนเองตามธรรมชาติของมันในปริมาณที่มากขึ้น

ส่วนคำถามที่ว่า อาหารอินทรีย์มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าจริงหรือไม่นั้น นักวิจัยพบว่าคุณค่าไม่ต่างกัน แต่ความที่อาหารอินทรีย์มักปลูกกันในฟาร์มเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลบ้าน ทั้งยังแนะนำให้รับประทานกันสดๆ พฤติกรรมของการบริโภคอาหารอินทรีย์จึงมักทำให้ได้คุณค่าทางโภชนาการที่สูงกว่า ทั้งรสชาติก็ยังดีกว่า ส่วนพืชไร่ทั่วไปมักส่งมาจากฟาร์มที่อยู่ห่างไกล ทิ้งค้างกันไว้หลายวันกว่าจะขายออกไป ทำให้คุณค่าและรสชาติด้อยกว่า

แต่สมาพันธ์ผู้บริโภคเองก็ยังยืนยันว่า ข้อดีของอาหารอินทรีย์คือ กระบวนการเพาะปลูกนั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสังคมมากกว่าเกษตรกรรมปกติ ข้อดีของการบริโภคอาหารอินทรีย์ในระยะสั้นอาจจะไม่เด่นชัดนัก แต่ในระยะยาวแล้วการบริโภคอาหารอินทรีย์ย่อมดีกว่าอาหารทั่วไปอย่างแน่นอน การจ่ายเงินเพิ่มสักหน่อย เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมไว้ จึงน่าจะดีกว่า

สรุปแล้วทางสมาพันธ์ผู้บริโภคแนะนำให้บริโภคอาหารอินทรีย์เพื่อสร้างกุศลให้แก่ชีวิตและแก่โลก ผู้เขียนเองก็อยากจะแนะนำให้พวกเราช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อมของโลกของเราใบนี้ เพราะเรามีโลกใบเดียวยังไม่มีโลกอะไหล่ ดังนั้น ช่วยกันหยุดยั้งการบริโภคอาหารเคมี หันมารณรงค์บริโภคอาหารอินทรีย์ จึงน่าจะดีกว่า


(update 17 เมษายน 2004)
[ ที่มา... เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 617 วันที่ 29 มี.ค. - 4 เม.ย. 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600