มันมาอีกแล้วละค่ะ วันแห่งความรักอันน่าสยองขวัญ เพื่อนสาวนามคานทองทาของดิฉันตั้งชื่อวันนี้ให้ใหม่ว่า
วันหลอนคืนหง่าว เธอมักจะแกล้งโวยวายว่า เราไม่ควรรับวัฒนธรรมต่างด้าวแล้วก็เรียกร้องความสนใจจากเพื่อนๆ
ให้ไปสังสรรค์กับเธอ ซึ่งมักจะมีผู้ร่วมอุดมการณ์แก๊งเดิมอันได้แก่ คานทองชุบกับคานทองเคร่วมด้วยทุกปี ประสาคนไร้คู่
ส่วนอิชั้นน่ะหรือคะ ถูกชวนทีไร อมยิ้มแบบมีเลศนัยแล้วอ้อมแอ้มบอกไปแบบเกรงใจเพื่อนว่าไม่ค่อยสะดวกทุกปี
แม่คานทั้ง 3 จึงแนะแหนเป็นประจำ
" รายนี้เขาไม่ไปกับเราหรอก รีบกลับไปรอกุหลาบแดงเจ้าเก่าเหล่าเหย่อยู่ที่บ้านน่ะซี้"
โฮะ โฮะ อิจฉาตาร้อนกันใหญ่
กุหลาบแดง กุหลาบแดงน่ะเหรอค่ะ ไม่เคยถึงมือผู้รับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ โน่นแน่ะ
แต่ใครจะยอมเสียฟอร์มว่าเป็นสมาชิกชมรมศาลาคนเศร้า สู้ปล่อยให้ความลับนี้ตายไปพร้อมกับเราดีกว่า
คือว่าอันที่จริงอิชั้น และหวานใจก็ไม่ได้เคร่งครัดวัฒนธรรมตะวันตก
หรือตะวันออกกันซักเท่าไหร่หรอกค่ะ เพียงแต่ว่ายามเดินผ่านตลาดเห็นกุหลาบบานสะพรั่ง
ไปเดินห้างฯ ก็เห็นไอ้หนุ่มตัวเท่าเมี่ยงทุ่มทุนซื้อหมอนหัวใจใบละ 5 ร้อยกว่าให้สาวน้อย
สาววัยเที่ยงอย่างอิชั้นเริ่มคล้อยตามสิคะ
ใครๆ ก็อยากได้รับความรักน่ะค่ะ อยากให้คนที่เรารักแสดงความใส่ใจเป็นพิเศษในบางครั้งบางคราว
เพื่อยืนยันความรู้สึกว่ายังคงลึกซึ้งดื่มด่ำอยู่ เพราะฉะนั้นวันแห่งความรัก
ก็อาจเป็นวันแห่งความเศร้าของใครบางคนก็เป็นได้
สิ่งที่ผู้หญิงเรากลัวนักกลัวหนาก็คือ ความรักจืดจาง เรามักเฝ้าถามตัวเองว่าชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์
ที่ทำให้เราหลงติดบ่วงคนนั้นไปไหนซะล่ะ กลายมาเป็นตาลุงน่าเบื่อ ที่เห็นหน้ากันทุกวัน
ความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์น่ะถูกแล้วค่ะ ต้องเข้าใจถึงความจริงข้อนี้ก่อน
เข้าใจแล้วจะได้หาระดับดีกรีความหวานมาเติมเต็มให้พอเหมาะพอดี ไม่หวังอะไรไกลเกินเอื้อม
จะว่าไปก็แปลกนะคะ เวลาไปกินก๋วยเตี๋ยวพอเขามาเสิร์ฟปุ๊บยังไม่ทันชิมคุณก็เหยาะน้ำปลา
เทพริกดอง พรมน้ำตาล สาดพริกป่น เคยมีใครนั่งดูชามก๋วยเตี๋ยวเฉยๆ แล้วบ่นว่า มันจืดจังบ้างไหมล่ะ
ชีวิตคู่น่ะถ้ามันจืดนักจะปรุงบ้างก็ได้นี่คะ เริ่มต้นปรุงเองก่อน พอรสชาติดีก็มีคนติดใจ
ผลลัพธ์ก็จะมีทั้งเรียกร้องขอเป็นประจำ และมาลงมือช่วยปรุงไง
ชีวิตคู่ที่อยู่กันมาหลายปี แบบปราศจากน้ำตาลมาสม่ำเสมอ ครั้นปุบปับจะลุกขึ้นมารังสรรค์กันในวันนี้
ก็คงประดักประเดิด หนำซ้ำเราทั้งคู่ยังผ่านชีวิตมาด้วยกัน ได้พบได้เห็นอีกฝ่ายหนึ่งมากพอสมควร
ก่อนจะเดินหน้าเติมหวานสำรวจดูซิว่าความรู้สึกเบื้องลึกของสองเรายังคงเดิมหรือเปล่า
เพราะเราไม่สามารถแสดงความรักกับคนที่เราเกลียดขี้หน้า คนที่ทำให้เราเจ็บใจ
หรืออยากแก้แค้นเขาหรอกนะคะ ฉะนั้นเราก็ควรจะปัดกวาดตะกอนค้างคงใจเหล่านี้ให้หมดไปก่อน
ให้อภัยกันวันละ 3 เวลา สร้างความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกัน พอถึงเวลามีปัญหาก็เปลี่ยนเป้าหมาย
แทนที่จะโจมตีอีกฝ่ายก็ช่วยกันระดมสมองช่วยกันจัดการกับตัวปัญหา
เอาละ ถ้าเราจัดการกับความรู้สึกได้บ้างแล้ว เรามาหาช่องทางระลึกถึงความหลังกันเถอะ
แม้วันนี้จะไม่เอาไหนก็ต้องมีวันก่อนเก่าที่หวานชื่นอยู่บ้างหรอกน่า ทำเป็นเก็บกวาดจัดตู้พอเป็นพิธีปีละ 4 ครั้ง
จัดปุ๊บก็เจออัลบั๊มภาพสมัยยังเป็นแฟนกันใหม่ๆ บ้าง เจอภาพวันแต่งงานบาง
หรือภาพตอนมีลูกคนแรก คนที่ 2 หรือ 3 หรือวิดีโอเก่าที่ถ่ายกันไว้เล่นๆ
ชวนกันดูช่วยเรียกความจำในวันดีๆ ของเรา
ของขวัญที่เคยให้กันในโอกาสต่างๆ เก็บไว้บ้างหรือเปล่าคะ มีชิ้นไหนเล็กๆ น้อยๆ
พอเก็บได้ก็รวบรวมไว้ในกล่องเดียวกัน วันหนึ่งจะมีประโยชน์ ใช้วิธีเดียวกับการบังเอิญเจออัลบั๊มภาพละค่ะ
มีสมุดบันทึกประจำวันไหมคะ นอกจากบันทึกนัดหมายเรื่องงาน กำหนดจ่ายหนี้ต่างๆ นานาแล้ว
วันไหนเป็นวันดีๆ ความรักซาบซ่า ทำอะไรให้เขาชื่นใจหรือเขาทำอะไรให้เรามีความสุข
ไปเที่ยวด้วยกันเมื่อไหร่สนุกยังไง เขียวตัวบรรจงบรรยายลงไป หรือใช้สัญลักษณ์แทนความหมายไว้รู้คนเดียวก็ได้
เปิดดูทีไรก็สดชื่นทุกที ความทรงจำจากความสุขก็ดีอย่างนี้ละค่ะ รีไซเคิลนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
เวลาก็เป็นเรื่องสำคัญทีเดียวละ ใครจะมานั่งโรแมนติกหวานแหววกันได้ถ้าไม่มีเวลาให้กัน
ไม่มีช่วงสบายๆ เอาไว้คุยเล่นเรื่องไร้สาระ อย่าเผลอปล่อยให้หน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ
มันดูดซับความหวานไปจากชีวิตคู่จนแห้งเหี่ยวหัวโตเชียวนะ สิ่งไหนที่เรียกร้องมากเราก็จะใส่ใจทำก่อนเสมอละ
ไอ้ที่ไม่เคยเรียกร้องเลยซักแอะถึงเวลามันหายตัวไปเฉยๆ เตือนแล้วนา
เอาละ เพื่อจะได้ไม่ต้องหวาดหวั่นว่าวันแห่งความรักจะเป็นวันร้าย มีเวลาตั้ง 1 ปี
ให้คุณเป็นคาถาไว้ใช้สร้างบรรยากาศก่อนปีหน้าจะมาถึง
1. มอบเพลงผ่านคลื่นวิทยุ หยึมกึ๋ยหน่อยๆ แต่ถ้าเขาไม่ใช่พวกซีเรียสจริงจังขี้ยั๊วะ
เขาจะอายก่อนแล้วเริ่มขำ ตามด้วยรัก และเอ็นดู
2. หลังจากเจ้าตัวยุ่งนอนหมดแล้ว ชวนดูหนังรักโรแมนติก
(เลือกเรื่องที่เขารับได้เพราะผู้ชายทนความโรแมนติกได้ไม่ดีเท่าผู้หญิง)
หรือเปิดเพลงรักของสองเราให้ฟังโดยบังเอิญ แล้วขึ้นต้นประโยคว่า ยังจำได้ไหม..
3. คืนเดือนหงายยกเก้าอี้มาวางนอกบ้าน ชงชาเขียวชมจันทร์
ชวนวางแผนไปเที่ยวกันตอนลูกๆ โตแล้ว
4. เดินจูงมือกันบ้าง ลูกจะแซวหรือเพื่อนจะกัดก็ทำหูทวนลมซะ อย่าไปอายใครมาก
ไม่ได้จูจุ๊บปากอย่างฝรั่งซักหน่อย บอกว่าซ้อมจูงไว้เผื่อตอนแก่ๆ ไง
5. โทรหากันตอนกลางวันบ้าง นานๆ ก็หยอดซักทีว่าคิดถึง
6. นัดทานข้าวมื้อกลางวันในร้านใกล้ๆ ที่ทำงาน หรือนัดทานข้าวมื้อเย็นกันสองคน
7. ทำให้แปลกใจเล่นบ้าง เช่นขอวันว่างพิเศษ 1 วัน พอวันนั้นมาถึงก็พาเขาไปดูคอนเสิร์ต
ที่เขาบ่นอยู่นั่นแหละว่าอยากไปดู หรือบอกว่าจะพาไปกินข้าว แต่ขับรถไปหาร้านอร่อยแถวสุพรรณ
ชมเมืองนิดหน่อยแล้วก็กลับบ้าน
8. ชวนกันไปขี่จักรยานในสวนสาธารณะ หรือชวนกันไปเล่นกีฬา
9. นวดให้กันวันละ 5 นาทีก่อนนอน หรือนวดเท้าให้กันตอนนั่งดูทีวี
10. หลังจากวันดีๆ ของเขาและเรา ทิ้งเสื้อคลุม ผ้าพันคอ ที่มีกลิ่นน้ำหอมของเราไว้ในรถเขา
กลิ่นช่วยเตือนความจำ ฉีดน้ำหอมเพิ่มเล็กน้อยถ้ากลัวว่ากลิ่นจะจางไป อย่าให้ฉุนแล้วกันค่ะ
11. เขียนโน้ตหวานซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือส่งอีเมล์
12. ซุ่มซ้อมทำอาหารโปรดที่เขาไม่คิดว่าเราจะทำได้สำหรับเลี้ยงในวันพิเศษ
13. กอดกันวันละนิดจิตแจ่มใส กอดแบบแนบชิด กอดหลวมๆ กอดรัดฟัดเหวี่ยงแบบมันเขี้ยว
กอดลูบหลัง ลองดูว่าแบบไหนโดนใจ จะกอดแบบสลับกันบ้างก็ได้
14. เลิกใส่ชุดอยู่บ้านเยินๆ เข้านอน แล้วสร้างบรรยากาศชวนวาบหวิวในห้องนอน
เรียกร้องความสนใจให้ตาลุกวาว
วาเลนไทน์ปีหน้าจะแปรจากวิกฤตเป็นโอกาสหรือไม่ก็เริ่มต้นที่คุณก่อนละค่ะ เชื่อเถอะว่านานไป
เขาก็ย่อมหวั่นไหวและคล้อยตาม เพราะผู้ชายก็ต้องการความรัก
และเขาก็ต้องการจะเป็นผู้รู้ใจคนที่เขารักด้วยเหมือนกันนะคะ
จะสำเร็จหรือไม่ ผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็แล้วแต่
สะระตะซิโดยส่วนใหญ่ชีวิตคู่ของคุณโอเคมั้ยล่ะคะ
ฉะนั้นคนมีคู่แต่ไร้ความหวานชุบชูใจ ก็อย่าไปซึมเศร้าให้มันเข้มข้นนักเลย
ขอบอกว่าคุณมีเพื่อนร่วมชะตากรรมมากมายแทบไม่น่าเชื่อทีเดียว
ขนาดยังไม่นับบรรดามิสคานทองทั้งหลายอีกนะเนี่ย
(update 23 เมษายน 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 95 กุมภาพันธ์ 2547 ]
|