ระยะเวลานี้ไม่ว่าจรลีไปที่ไหน มีแต่คนบ่นเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ
โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจฝืดเคือง หรือเรื่องข้าวของราคาแพง
เสร็จแล้วก็แสดงความเครียดออกมาให้พบเห็นอยู่เสมอ
ที่พบเจอได้บ่อยก็คือ ความเครียด ที่เบียดแทรกตัวเข้ามาเกลือกกลั้ว
ภายในครอบครัวของเราจากสภาพแวดล้อมภายนอก
ถึงแม้เศรษฐกิจไม่ดี ข้าวของมีราคาแพงจะมาจากภายนอก
แต่ก็ก่อให้เกิดผลกระทบกับการใช้ชีวิตภายในครอบครัว
โดยเฉพาะชีวิตคู่ของคนที่อยู่ด้วยกันทุกวันอย่างหลีกหนีไม่พ้น
แต่แทนที่จะทุกข์ทนอับจนปัญญากับปัญหาภายนอกที่กระทบกับชีวิตของเรา
จนก่อให้เกิดความเครียด เราควรสร้าง ภูมิคุ้มกันให้ชีวิตคู่อยู่กันอย่างไม่เครียด
ไม่ว่าเศรษฐกิจจะตกสะเก็ดอย่างไร เราก็ยังอยู่ได้สบายด้วยใจที่เป็นสุข
หนทางการสร้างภูมิคุ้มกันให้ชีวิตคู่อยู่กันอย่างไม่เครียด มี 5 ประการ
คือ 1. มองโลกในแง่ดี 2. อย่ามีความเพ้อฝัน 3. สร้างความมั่นใจให้ตนเอง
4. ฟังเพลงบ้าง 5. อย่าอ้างว่าไม่มีเวลา
เริ่มต้นที่ประการแรกก่อนเลยคือ
1. มองโลกในแง่ดี
ก่อนจะมองโลกในแง่ดีลองนึกย้อนไปถึงตอนช่วงเวลาที่เรามักจะมองโลกในแง่ร้าย
เราจะรู้สึกอย่างไร หลายคนคงตอบได้ทันทีว่า เราจะรู้สึก เครียด
ในเมื่อมองโลกในแง่ร้ายแล้วเครียด เราจะทำให้ชีวิตต้องคิดมองโลกในแง่ร้ายอยู่ทำไมล่ะ
มาเริ่มต้นมองโลกในแง่ดีกันดีกว่า
เช่น สมมติว่าปกติภรรยาเป็นคนไม่ค่อยแต่งเนื้อแต่งตัว จู่ๆ อยู่มาวันหนึ่ง
ภรรยาเริ่มแต่งตัวสะสวยรวยเสน่ห์ขึ้นมาบ้าง สามีก็ไม่ควรมองโลกในแง่ร้ายว่า
ภรรยาไปมี "กิ๊ก" กับหนุ่มคนไหนอยู่หรือเปล่า เพราะถ้าเริ่มมองโลกในแง่ร้ายแบบนี้
ก็จะมีความเครียดทันที ทางที่ดีควรมองโลกในแง่ดีว่า ภรรยาแต่งเนื้อแต่งตัวสวย
เพราะอยากให้เราชุ่มชื่นหัวใจ ถ้าคิดได้แบบนี้ชีวิตคู่ก็จะอยู่อย่างมีความสุข
ในขณะที่ภรรยาก็เช่นกัน สามีขอกลับดึกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงบ้างก็อย่ามองโลกในแง่ร้ายว่า
คงไปหาสาวที่ไหน ควรจะมองโลกในแง่ดีว่าเขาทำงานเหนื่อยมากทุกวัน
การอนุญาตให้ไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงบ้างก็จะทำให้สามีมีความสุขหายเหนื่อยล้าจากงานประจำบ้าง
ถ้าทั้งสองข้างคือ ทั้งสามีภรรยาต่างมองโลกในแง่ดีต่อกัน ชีวิตคู่ก็สุขสันต์แน่นอน
2. อย่ามีความเพ้อฝัน
คำว่า เพ้อฝัน มักจะคู่กับคำว่า ใฝ่ฝัน เสมอ
คนเราย่อมมีความใฝ่ฝันในเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ แต่ไม่ควรมีความเพ้อฝัน
เพราะเวลาคนเราเพ้อฝันมักจะหันหน้าหนีความเป็นจริง
อาจเรียกได้ว่า เป็นพวกไม่รู้จักตัวเองว่ามีขีดความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้หรือไม่
ทั้งสามีภรรยาควรใช้ชีวิตคู่อยู่บนความเป็นจริง
เช่นมีรายได้สองคนรวมกัน 20,000 บาท แต่วาดฝันจะมีบ้านหลังละ 30 ล้านบาท
ซึ่งคงเป็นไปได้ยาก
เมื่อเป็นไปได้ยากแต่ยังเพ้อฝันอยู่เรื่อยๆ ก็จะช่วยเพิ่ม ความเครียด โดยไม่รู้ตัว
อะไรที่เป็นเรื่องเพ้อฝันต้องช่วยกันเตือน
ชีวิตคู่จะได้อยู่แบบไม่เครียด
3. สร้างความมั่นใจให้ตนเอง
เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกว่าชีวิตอยู่แบบไม่มั่นใจเราจะรู้สึกเครียด
ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรืออยู่แบบชีวิตคู่ก็ตาม
ถ้าเราเริ่มมีความมั่นใจเมื่อไหร่ ความเครียดก็จะอันตรธานหายไปเมื่อนั้น
แต่ความมั่นใจก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นง่ายๆ ต้องใช้การฝึกฝนจนพลังจิตใต้สำนึก
ทำให้ความมั่นใจปักลึกจนยากจะคลอนแคลน
เช่น สามีภรรยาร่วมกันตั้งปณิธานไว้ว่าจะ รักเดียวใจเดียว
เราต้องพูดกับตนเองบ่อยๆ เหมือนเป็นการ เตือนตนเอง ไปในตัว
จนเป็นความมั่นใจในตนเอง ถึงแม้บรรยากาศรอบข้างจะมีสภาพที่มีคนรักมากกว่าหนึ่ง
ก็ไม่ถึงกับทำให้เราเสียความมั่นใจในความดีที่เราทำ
เมื่อเราไม่เสียความมั่นใจก็จะทำให้ไม่เครียด
4. ฟังเพลงบ้าง
จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ฟังเพลงเท่านั้นที่ทำให้เรามีความสุขแล้วไม่เครียด
ยังมีการใช้เวลาว่างให้สนุกสนานกับกิจกรรมที่เราอยากทำอีกหลายอย่าง
ที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เครียด
การฟังเพลงก็ดี ร้องเพลงก็ดี หรือมีอะไรอย่างอื่นทำสนุกๆ บ้าง
ก็จะช่วยสร้างให้ร่างกายและจิตใจสดใสซาบซ่า
เหมือนกับการอัดฉีดความสุขสนุกสนานให้ชีวิตยังไงยังงั้น
ก่อนที่จะหันมาใช้ชีวิตตามปกติ ซึ่งมีเรื่องให้เครียดมากอยู่แล้ว
5. อย่าอ้างว่าไม่มีเวลาพัก
คนบางคน ชีวิตคู่บางคู่ อยู่กันอย่างเคร่งเครียด เมื่อถามว่า ทำไมถึงเครียด
หลายคนตอบว่า เพราะไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน
ก่อนจะเริ่มชีวิตวันพรุ่งนี้ เริ่มมีพันธะสัญญากับตัวเองและคู่ชีวิตไว้เลยว่า
จะหาเวลาพักผ่อนบ้าง เพื่อชีวิตจะได้ ไม่เครียด
การใช้ชีวิตคู่ให้อยู่แบบไม่เครียดทั้ง 5 ประการนี้ คงมีส่วนช่วยเพิ่มความสุขได้บ้าง
อย่ามีข้ออ้างใดๆ มาอ้างว่าทำไม่ได้ จนชีวิตคู่ต้องจมปลักอยู่กับความเครียดอีกต่อไปเลยก็แล้วกันนะ
(update 15 กรกฎาคม 2004)
[ ที่มา...
กรุงเทพวันอาทิตย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 5854 วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ]
|