คุณเคยคิดกันบ้างไหมคะว่าปัญหาสังคม อาทิ ปัญหาความรุนแรงในเด็ก เด็กวัยรุ่นยกพวกตีกัน
ปัญหาคนในสังคมขาดความรับผิดชอบ หรือแม้แต่ปัญหาสุขภาพอย่างเช่น ปัญหาโรคอ้วนในเด็ก ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้เกิดมาจากอะไร แล้วถ้าบอกว่าเกิดมาจากครอบครัวเรานี่ล่ะ คุณจะยอมรับได้ไหม ?
ดวงใจฯ สเปเชี่ยลฉบับนี้... ไม่อยากให้คุณมองเห็นปัญหาสังคมแค่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์
เราทุกคนน่าจะเข้าใจปัญหาก่อนที่สิ่งนั้นจะเคาะประตูบ้านแล้วเข้ามาทำความรู้จักกับครอบครัวเราค่ะ
การเข้าใจและตั้งรับที่ดีจะช่วยให้เราฝ่าฟันและเผชิญปัญหาต่างๆ ได้อย่างถูกทาง
โดยไม่หลงไปกับกระแสคลื่นลมของปัญหาต่างๆ ที่นับวันจะถาโถมเข้ามาสู่ครอบครัวของเรามากขึ้นเรื่อยๆ
พอพูดถึง สังคม ดูเป็นเรื่องที่กว้างใหญ่และไกลตัวเสียเหลือเกินนะคะ แต่ข้อเท็จจริงสำคัญก็คือ
ปัญหาสังคมจำนวนมากมีรากมาจากครอบครัว หรือมีครอบครัวเป็นตัวก่อปัญหานั่นเอง
แต่ในทางกลับกันน้อยครั้งนักที่คุณจะตระหนักถึงปัญหาสังคมเหล่านี้ว่าเข้ามามีผลกระทบต่อลูก
และครอบครัวของคุณเองได้อย่างไร และมาในรูปแบบไหนกันแน่ หรือบางครั้งก็แทบจะกลายเป็นว่า
มันคืบคลานเข้ามามีผลโดยที่คุณไม่รู้สึกตัวเลย ซึ่งน่ากลัวกว่าเห็นศัตรูมายืนถือปืนอยู่ตรงหน้าเสียอีกค่ะ
ทั้งนี้หลายสาเหตุเกิดมาจากการเลี้ยงดูที่ผิดพลาดในวัยเยาว์ เมื่อเด็กส่วนใหญ่โตขึ้นจะขาดภาวะทางความคิด
ขาดทักษะทางสังคม แก้ปัญหาในทางที่ผิด ซึ่งบางครั้งอาจก่อปัญหาแก่สังคมได้ เช่น ปัญหาการใช้ความรุนแรงเข้าตัดสิน
ปัญหาวัยรุ่นตกเป็นทาสวัตถุ ฯลฯ ดังนั้น เราควรจะรับมือ เข้าใจลูกยุคบริโภคนิยม พร้อมกับสร้างสมดุลในครอบครัว
และตั้งรับปัญหาสังคมภายนอกอันกว้างใหญ่อย่างรู้เท่าทัน
เราจึงได้เรียบเรียงบทสัมภาษณ์ของ น.พ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมสุขภาพจิต
และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ ที่กรุณาพูดคุยในประเด็นนี้ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน
ได้เห็นสถานการณ์ปัญหาครอบครัวในสังคมปัจจุบัน รวมถึงร่วมกันหาทางออกและวิธีการลดปัญหาของครอบครัว
และสังคมที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
โครงสร้างครอบครัว โยงใยถึงปัญหา
ก่อนอื่นเราต้องจำแนกปัญหา เนื่องจากปัญหาของครอบครัวในสังคมเมืองไทยมีหลายระดับ
ครอบครัวทั่วไปก็จะมีปัญหาแบบหนึ่ง ครอบครัวยากจนก็จะอยู่ในภาวะอีกแบบหนึ่ง
แต่วันนี้ขอวิเคราะห์ปัญหาในครอบครัวทั่วไป หรือที่เรียกว่าครอบครัวของชนชั้นกลางให้ฟังกันครับ
ทิศทางของครอบครัวคนชั้นกลางในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวทั้งภายในและภายนอก
ซึ่งมีผลต่อวิถีชีวิตและจิตใจของคนเยอะมาก...
- โครงสร้างภายในครอบครัว
- ครอบครัวมีขนาดเล็กลง ไม่มีปู่ย่าตายายมาให้คำปรึกษา
หรือไม่มีแม่ที่เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกอย่างเดียว ทุกคนทำงานหนักมากขึ้น รายได้ก็มากขึ้นตามแต่มีเวลาน้อยลง
ซึ่งถ้าเลี้ยงลูกไม่เป็นอาจมีแนวโน้มที่จะชดเชยเวลาที่ขาดหายไป ด้วยการตามใจลูกมากขึ้น
เพราะพ่อแม่รู้สึกผิดอยู่ลึกๆ หรือบางทีพ่อแม่ต้องการความสงบเมื่อเข้ามาในบ้าน
เนื่องจากตัวเองเคร่งเครียดกับหน้าที่การงานมาแล้วทั้งวัน จึงตัดสินใจซื้อเกมและเปิดทีวีให้ลูกดู
เพื่อลดภาระให้ตนเอง
- ส่วนหนึ่งของปัญหาภายใน อาจเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาดีขึ้น
มีความต้องการที่จะใช้ความสามารถของตนเองให้เกิดประโยชน์ เมื่อให้คนใดคนหนึ่งเลี้ยงลูกทำกับข้าวอยู่ที่บ้าน
จะรู้สึกด้อยค่า และสมัยนี้การทำงานทั้งพ่อและแม่เป็นสิ่งที่สังคมยอมรับ จึงไม่ใช่เป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
แต่เป็นเหตุผลทางจิตใจด้วย
- โครงสร้างภายนอกครอบครัว
- โครงสร้างภายในผลักให้เด็กออกไปอยู่กับปัจจัยภายนอกมากขึ้น อย่างเช่น ลูกอยู่กับทีวีเป็นเวลานาน
หรือเล่นเกมมากขึ้น จะน่าเป็นห่วงมาก เพราะไม่ว่าจะให้ลูกดูรายการดีแค่ไหนก็ตาม
ทีวีก็ไม่ได้ทำหน้าที่แทนพ่อแม่ แต่ทีวีเป็นสิ่งเสริมการเรียนรู้เท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเด็กที่พ่อแม่ไม่มีเวลาให้
มักมีน้ำหนักเกินเพราะเด็กจะดูทีวีเล่นเกมอยู่กับที่ โดยมีขนมขบเคี้ยวอยู่ข้างตัว พื้นฐานของเด็กเหล่านี้จะขาดความรับผิดชอบ
ไม่รู้หน้าที่ น้ำหนักเกิน และขาดทักษะทางสังคม
- สรุป
- สิ่งเหล่านี้เราอาจมองไม่เห็นพิษภัยอย่างชัดเจน แต่อีกแง่หนึ่งปัญหานี้เป็นภัยคุกคามต่อเนื่อง
เมื่อครอบครัวทำงานมากมีรายได้เพิ่ม แต่เหนื่อยและรู้สึกผิดที่ขาดการใช้เวลากับลูก จึงตามใจ
สอดคล้องกับจังหวะที่ปัจจัยภายนอกเป็นระบบสังคมเน้นการผลิต เด็กจึงกลายเป็นกลุ่มบริโภคที่มีกำลังซื้อสูง
เพราะพ่อแม่พร้อมที่จะจ่าย สังคมจึงเอื้อบริการต่างๆ ให้ อย่างเช่น สวนสนุก ศูนย์การค้า ของเล่น
และกิจกรรมที่ล่อตาล่อใจเด็ก ครอบครัวชนชั้นกลางจึงไม่ขาดโอกาสในเชิงวัตถุ
แต่ขาดโอกาสเลี้ยงดูลูกให้มีการเติบโตทางจิตใจไว้ต่อสู้กับสังคมภายนอกเมื่อเขาโตขึ้นครับ
วางทิศทาง...สร้างลูกเข้มแข็ง
สืบเนื่องจากปัญหาของเด็กแต่ละวัยมีความแตกต่างกันมาก ถ้าเราไม่สามารถพัฒนาให้ลูก
มีคุณสมบัติตามวัยได้แล้วจะเหมือนกับการต่อ Building Box ที่ผิดพลาดเพราะถ้าต่อฐานไม่แน่นแล้ว
ตัวที่ต่อยอดขึ้นไปก็จะสั่นคลอน จึงไม่แปลกว่าทำไมปัญหามหาศาลทั้งหมดจึงไปรวมอยู่ที่วัยรุ่น
ทั้งเรื่องความรุนแรง เรื่องบริโภคนิยม การใช้เงิน ฯลฯ ซึ่งปัญหาของวัยรุ่นเหมือนเป็นปลายทางของปัญหา
เป็นการสะท้อนปัญหาความล้มเหลวของการเลี้ยงลูกทั้งกระบวน และเป็นคำตอบของสังคมเหมือนกัน
- เด็กเล็ก (วัยอนุบาล)
- อย่าคิดว่าลูกยังเล็กแล้วละเลยโอกาสที่จะให้เรียนรู้สิ่งดีๆ บางคนคิดว่าลูกยังเล็กอยู่แล้ว
สงสารลูกไม่อยากบังคับ เป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายกาจทีเดียว เพราะเมื่อลูกยังเล็กจะซึมซับทักษะ
และคำสั่งสอนต่างๆ ได้ง่าย เพื่อให้เขาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีงามในสังคมอนาคต
แต่เราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ลูกด้วย เช่น
- สอนให้เด็กควบคุมอารมณ์ (ความอยาก ความโกรธ) เช่น หากลูกไปห้างสรรพสินค้า
ไม่ควรชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ อยากได้อะไรก็ได้ หรือการลงไปดิ้นเพื่อให้ได้ของที่ต้องการ
เราต้องสอนให้เด็กควบคุมความอยาก ความโกรธ
- สอนลูกให้รู้จักถูกผิดอย่างชัดเจน เช่น หยิบของคนอื่นมาไม่ได้ หรืออย่าทำร้ายคนอื่น
- พัฒนาลูกอย่างถ้วนหน้า อย่าคิดว่าความสำเร็จคือการเรียนหนังสือได้สูง แต่เด็กต้องมีวุฒิภาวะ
มีอีคิว และพื้นฐานที่มั่นคงในชีวิตด้วย
- พ่อแม่มีปัญหาการตามใจลูก เลี้ยงดูลูกในลักษณะที่ให้มากเกินไป
- เด็กวัยเรียน (ประถม)
- เมื่อส่งลูกเข้ารั้วโรงเรียนอย่างเต็มตัว เราอาจหวังให้โรงเรียนเป็นจุดสำคัญที่จะสั่งสอนลูกให้มีคุณภาพ
แต่ความจริงพ่อกับแม่คือตัวหลักในการสั่งสอนมากที่สุด ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องหมั่นตั้งใจเรียนรู้
หาวิธีการจัดการกับอุปสรรค และหารูปแบบที่เหมาะสมพอให้ลูกเราเติบโตเป็นคนดีได้
ให้คิดว่าเรากำลังสร้างฐานที่มั่นคงให้กับลูกอยู่
- สอนเรื่องความมีวินัย เช่น เด็กต้องเก็บที่นอนเอง แบ่งเวลาดูทีวี ทำการบ้าน
ใช้กิจกรรมในครอบครัวสอนเด็กให้มีความรับผิดชอบ
- สอนให้เด็กมีความใฝ่ดี-ใฝ่รู้โดยพาไปทำกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น ไปพิพิธภัณฑ์ เที่ยวธรรมชาติ
สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ได้สนใจกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น กิจกรรมดนตรี ศิลปะ หรือกีฬาที่ชื่นชอบ
- วัยรุ่น (มัธยม)
- ถ้าพ่อแม่มาเก็บตกสอนลูกในช่วงวัยรุ่นจะค่อนข้างลำบาก เพราะไม่ใช่ช่วงวัยแห่งการเรียนรู้
เป็นช่วงอิสระเสรีที่เขาจะทำตามใจตัวเอง หากเราได้สอนลูกให้ตั้งรับกับปัญหากันมาตั้งแต่เด็กแล้ว
ลูกจะสามารถควบคุมอารมณ์ รู้จักใช้จ่าย ฯลฯ เมื่อถึงวัยรุ่นจะมีเรื่องให้กังวลเพียงแค่ 2 เรื่อง คือ
- ค่านิยมทางสังคม เช่น ควรจะมีเป้าหมายชีวิต มีทัศนะคติ มีวิถีการดำเนินชีวิตอย่างไร
- ค่านิยมทางเพศ จำเป็นที่พ่อแม่จะต้องให้คำปรึกษาและให้ความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญครับ
ปัญญาหักล้างปัญหา คือครอบครัวคุณภาพ
ยุคนี้สมัยนี้เชื่อว่าทุกครอบครัวคงต้องมีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น จะใหญ่บ้าง เล็กบ้างก็ตามแต่กรณีไป
แต่เมื่อได้ชื่อว่าเป็นปัญหาแล้วก็ต้องแก้ไข ถ้าขืนปล่อยไว้คงจะกระจายวงกว้างกลายเป็นปัญหาสังคม
ย้อนกลับมากระทบครอบครัวเราและครอบครัวคนอื่นเข้าอีกจนได้ หากทุกบ้านเข้าใจ ช่วยกันแก้ไขปัญหา
และร่วมกันตั้งรับตั้งแต่ในบ้านแล้ว ฟันธงได้ว่าปัญหาสังคมต้องลดลงและกลายเป็นครอบครัวน่ารักในสังคมที่น่าอยู่อย่างแน่นอน
- ปัญหาเศรษฐกิจการเงิน
- เศรษฐกิจของชนชั้นกลางอาจจะไม่ถึงขนาดเดือนชนเดือนแต่ขณะนี้พบว่าคนมีรายรับสูง
และก็มีรายจ่ายสูงด้วยเช่นกัน แถมมีภาวะหนี้สินกันเยอะด้วย กลายเป็นความกดดันให้คนเกิดความเครียด
กลับบ้านมาก็อยากพักผ่อน จนกลายเป็นปัญหาของสถาบันครอบครัวไป
- หนทางแก้ปัญหา : พ่อแม่ การดูแลครอบครัวในเรื่องเศรษฐกิจการเงินที่ดีที่สุดคือ การจำกัดรายจ่าย
ซึ่งเป็นการควบคุมตนเองไม่ต้องไปพึ่งคนอื่น แท้จริงแล้วไม่ยากเพราะการจับจ่ายอยู่ในชีวิตประจำวันของเราเอง
เช่น ค่ากินอยู่ ค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ถ้าลดได้ชีวิตก็จะมีเวลาได้อยู่บ้านกับลูกมากขึ้น
เราต้องคิดเรื่องการใช้ชีวิตใหม่ เพราะถ้ามัวแต่คิดว่าคนอื่นมีทำไมเราไม่มี คนอื่นจะดูถูกเราไหม ก็จะเครียด
ผลเสียต่างๆ ก็ตามมามากมาย
- แต่ไม่ได้ถึงขนาดหักดิบไม่ซื้ออะไรเข้าบ้านเลยนะครับ ถ้าคิดว่าจำเป็นและราคาไม่แพงมากเกินไปก็สามารถซื้อหาได้
แต่การซื้อของที่เกินความจำเป็น เช่น ซื้ออาหารที่มากเกินไป ซื้อเครื่องเสียงครบชุด มีทีวีหลายเครื่อง
เพื่อจะได้ไม่ต้องแย่งกันดู ฯลฯ สิ่งเหล่านี้บอกถึงความสุรุ่ยสุร่าย ที่สำคัญเป็นสิ่งที่ลูกเห็นอยู่ตลอดเวลา
- ลูก สิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างไม่สอนให้เด็กรู้จักการแก้ปัญหา และไม่ใช่วิธีสร้างคน
แต่ความลำบาก อุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ เป็นทางออกให้เด็กรู้จักแก้ปัญหา เช่น การเดินไปโทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ
ไม่ใช่เรื่องลำบากเกินกว่าลูกจะทำได้ ไม่จำเป็นจะต้องซื้อโทรศัพท์มือถือ แต่ที่เด็กส่วนใหญ่มีใช้เพราะว่ามาจากความอาย
พ่อแม่ก็คิดว่าลูกคนอื่นมี แต่ลูกไม่มีกลัวลูกอาย ประกอบกับความรู้สึกผิดที่ไม่มีเวลาให้ลูกจึงผลักดันให้พ่อแม่ซื้อให้
- เราควรบอกลูกว่าลูกสามารถเติบโตอยู่ในสังคมนี้ได้ด้วยความดีของตนเอง อย่าอายในสิ่งที่เราสู้คนอื่นเขาไม่ได้
เพราะต่อไปสังคมจะมีแต่คนชั่วที่เอาแต่ได้ เอาแต่แสวงหาเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง
- ปัญหาเวลา
- เมื่อสังคมมันถึงจุดเปลี่ยนเด็กในปัจจุบันมักมีตารางชีวิตเป็นแบบแผนแน่นอน เช่น ตอนเด็กอยู่กับปู่ย่าตายาย
พอสองขวบเข้าเนิร์สเซอรี สามขวบเข้าโรงเรียนอนุบาล ฯลฯ เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันคือ ตอนเย็น และวันเสาร์-อาทิตย์
บางครอบครัวมีความรู้สึกว่าห่างเหิน เหมือนถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว แต่หารู้ไม่ว่าเราสามารถจัดตารางเวลาได้
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ครอบครัวเดี่ยวควรจะมี
- หนทางแก้ปัญหา : ควรเขียนตารางเวลาเอาไว้ว่าตั้งแต่เวลาตี 5-4 ทุ่ม เราทำอะไรบ้าง
และแยกเป็นโปรแกรมวันธรรมดากับวันเสาร์-อาทิตย์ ให้เขียนทุกเวลาว่าเราจะต้องทำอะไร
และวงเวลาของครอบครัวเอาไว้ เพื่อวิเคราะห์ว่าได้ใช้เวลาตรงนี้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวหรือไม่
อย่าปล่อยเวลาให้เป็นผู้กระทำเราฝ่ายเดียว เมื่อดูตารางแล้วจะพบว่าอย่างน้อยเรามีเวลาให้ครอบครัววันละครึ่ง 1 ชั่วโมง
แล้วใช้เวลาที่มีอยู่น้อยนิดให้มีคุณภาพที่สุด เช่น พูดคุยกับลูกให้ได้มากที่สุดเวลาไปส่งที่โรงเรียน
ฟังวิทยุบนรถด้วยกัน ตอนเย็นดูทีวีด้วยกัน ได้สั่งสอนผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งนี้เราต้องแก้ที่สาเหตุ
อย่าแก้ด้วยการให้สิ่งที่ลูกอยากได้ทุกอย่าง
- ในกรณีนี้หากถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีคนเลี้ยงลูกอยู่บ้าน อาจไม่จำเป็น
เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายอย่าง เช่น เรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน ความปลอดภัย ฯลฯ แต่สามีภรรยาควรคุยกันว่า
ถ้ามีลูกแล้วใครจะเป็นตัวหลักในการเลี้ยง จะเป็นแม่หรือพ่อก็ได้ ถ้าสองคนต่างคนต่างไปจะลำบาก
ฉะนั้น การทำงานจึงต้องมีขอบเขตที่ได้ตกลงในครอบครัวเรียบร้อยแล้ว
- ปัญหาความเครียด
- ความเครียดมีผลกระทบต่อครอบครัวมาก เพราะถ้าพ่อแม่เครียดกับเรื่องต่างๆ
แล้วก็ทำให้ไม่อยากมาคิดเรื่องลูกอีก หมดแรง ฉุนเฉียวง่าย ต่างคนต่างอยู่ เมื่อกลับบ้านอยากให้ลูกอยู่สงบๆ
และมีภาวะเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หากอารมณ์ดีก็จะตามใจ ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็ด่าว่า
เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวเช่นนี้จะมีสภาพจิตใจย่ำแย่ ระส่ำระสาย ขาดความมั่นคงในใจ
ดื้อด้าน ชอบทำหูทวนลม ขาดการควบคุมทางอารมณ์ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร
- หนทางแก้ปัญหา : การลดความเครียดภายในบ้าน ควรให้พ่อและแม่พิจารณาว่าเราเลี้ยงลูกร่วมกันได้
หาความสมดุลของชีวิตคู่ สร้างชีวิตคู่ให้มั่นคง และสร้างความสมดุลในตัวเราเอง ไม่ก้าวก่ายกัน และไม่ว่ากัน
จิตใจหนักแน่น อย่าสะสมปัญหาจากเรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เช่น เรื่องญาติพี่น้อง
หรือการว่ากล่าวพฤติกรรมที่เป็นจุดอ่อนของแต่ละคน เป็นต้น
- ปัญหาหย่าร้าง
- มาถึงจุดปลายทางที่บางครอบครัวจะต้องเลี้ยงเดี่ยว หรือต้องเลี้ยงลูกคนเดียวขึ้นมา
ซึ่งเสี่ยงกับความเครียดและต้องปรับตัวมากขึ้น เพราะบางคนคิดว่าเมื่อแยกกันอยู่ความขัดแย้ง
และภาระทางใจจะน้อยลง แต่ต้องป้องกันจุดหวั่นไหวของลูกที่อาจรู้สึกว่ามีพ่อแม่ไม่ครบเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ
- หนทางแก้ปัญหา : คนที่ต้องเลี้ยงเดี่ยวสิ่งแรกเลยคือ ต้องวางแผนชีวิตมากขึ้น
จัดการเวลา การเงิน การเรียนของลูกได้ แค่นี้การเลี้ยงลูกก็ไม่มีอุปสรรค
- อีกสิ่งหนึ่งอยากให้จำไว้ว่าความเป็นสามีภรรยาสามารถเลิกกันได้
แต่ความเป็นพ่อแม่ไม่สามารถเลิกได้ ต้องยอมรับความจริงว่าลูกต้องการพ่อแม่ที่ดี
อย่าซ้ำเติมภาพพจน์ของอีกฝ่ายว่าแย่หรือเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดี ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อลูกเลย
- ปัญหาความรุนแรง
- ถ้าเอ่ยถึงความรุนแรงในสังคมกับความรุนแรงในครอบครัวแล้ว ความรุนแรงภายในครอบครัว
จะส่งผลกระทบกับเด็กมากที่สุด เช่น การตีโดยไม่มีเหตุผล การใช้คำพูดรุนแรง
แต่ความรุนแรงจากสังคมภายนอกจะเป็นตัวซ้ำเติม เช่น ข่าวความรุนแรงในทีวี หรือในภาพยนตร์
- หนทางแก้ปัญหา : พ่อแม่ควรป้องกันด้วยการเลือกเดินทางสายกลาง อย่างการเลือกโรงเรียนดีๆ ใกล้ๆ บ้าน
การเพิ่มการอบรมของพ่อแม่และครอบครัว แต่ไม่ถึงขนาดวิตกจริตไม่ให้ลูกออกไปไหน
เพราะกลัวเด็กช่างกลตีกันหรอกนะครับ เรียกว่าเราเตรียมความพร้อมให้ลูกเท่าทันกับปัญหานอกบ้านดีกว่า...
แท้จริงแล้วยังมีปัญหาที่มองไม่เห็นอีกมากมายค่ะ แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะแหวกเมฆหมอกที่บังตาได้มากน้อยเพียงใด
และปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มิได้ส่งผลกระทบต่อครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้น แต่ส่งผลถึงปัญหาสังคมโดยรวมด้วย
เราจึงจำเป็นต้องสร้างครอบครัวให้คิดดี ทำดี เพื่อจะได้มีความสุข และพร้อมตั้งรับปัญหาจากคนที่ไม่มีความพร้อม
เมื่อมีคนคิดดีมากขึ้น มีคนที่พร้อมมากขึ้น สังคมก็เข้มแข็ง ปัญหาก็ลดน้อยลง และกลายเป็นสังคมที่ดีที่เหมาะสมกับลูกของเราในที่สุดค่ะ
(update 11 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 102 เมษายน 2547 ]
|