เมื่อเราหวนคำนึงตลอดเส้นทางของชีวิตคู่ ตั้งแต่มีจิตผูกพันเมื่อแรกพบแล้วสานสายใยสัมพันธ์ต่อมาเรื่อยๆ
บางรายใยสัมพันธ์ได้ขาดตอนไปและไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาผูกมาเชื่อมต่อกันได้อีกเลย บางรายใยแห่งสายนี้อาจขาดหาย
หรือจืดจางไปเป็นห้วงๆ แต่แล้วกำลังแห่งเยื่อใยที่จืดจางไปนั้นก็กลับทวีกำลังขึ้นมาอีก ขึ้นมาสานต่อ ขึ้นมาผูกมัดกันอย่างเหนียวแน่น
จนเกิดอารมณ์แห่งความรักที่แนบแน่น ดูดดื่ม นุ่มนวล ถาวร มีความเมตตา กรุณา แล้วกำเนิดคำมั่นสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกัน
จะรักกันจนวันตาย
ณ จุดที่ชีวิตคู่ได้เริ่มต้นขึ้น จะด้วยจินตนาการของตัวคู่หนุ่มสาวเอง จะด้วยกระแสของวัฒนธรรมและสังคม
เช่น จากวรรณคดี จากนวนิยาย หรือจากภาพยนต์ เป็นต้น ที่เป็นเรื่องโรแมนติกเป็นเรื่องหวานชื่น
เป็นเรื่องที่สดใสและชวนให้เชื่อว่าคงมีความสุขชั่วนิรันดร์
ด้วยจินตนาการและข้อมูลจากกระแสแห่งสังคมนี้จะประมวลผสมผสานในมให้คู่หนุ่มสาว ติดว่าชีวิตคู่
ชีวิตสมรสคงจะดำเนินไปบนเส้นทางที่สวยหรู เส้นทางเดียวเท่านั้นจะเป็นอื่นไปไม่ได้
แต่ในชีวิตแห่งความเป็นจริงแล้วชีวิตไม่ได้สวยหรูดังที่หนุ่มสาวตั้งใจไว้เสมอไป
บางชีวิตมิทันได้แต่งงานก็ไม่พานพบกันอีก บางคู่วิวาห์ต้องล่มในระหว่างงาน บางคู่ยังไม่ทันจะมีลูกก็จำต้องร้างลาจากกัน
จำนวนมากชีวิตคู่ดำเนินไปอย่างถาวรตลอดเวลาอันยาวนานแสนนาน จนกระทั่งจำต้องจากกันด้วยอายุขัย
แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตคู่ของคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยายที่เราเห็นท่านมีชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างสงบ
ดูเป็นเพื่อนคู่ทุกข์ยากกันอย่างดีในบั้นปลายของชีวิตนั้น ส่วนใหญ่แล้วท่านก็ผ่านทั้งสุขและทุกข์มาด้วยกันทั้งนั้น
เพราะในฐานะที่เป็นปุถุชนคนธรรมดาแล้วคงจะหายากมากที่ชีวิตมีแต่ความสุขตั้งแต่เกิด จนกระทั่งต้องลาจากโลกนี้ไป
ดังนั้น กระแสแห่งอารมณ์ภายในตัวของเรานั้นจึงกระเพื่อมตลอดเวลาเหมือนดังกระแสคลื่นในมหาสมุทร
บางช่วยก็ดูสงบราบเรียบดี บางช่วงก็มีเกลียวคลื่นบ้างพอประมาณ แต่บางช่วงก็กลับกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ถาโถม
เข้าซัดฝั่งอย่างรุนแรงจนแทบไม่น่าเชื่อว่าน้ำในมหาสมุทรเดียวกันนี้มีความผันแปรเปลี่ยนแปลงได้ตอลดเวลา
และคาดเดาได้ยากว่าสภาวะต่างๆ จะเกิดขึ้นเมื่อใด
กระแสธารแห่งอารมณ์ของเราก็เช่นกันโดยเฉพาะเมื่อต้องใช้ชีวิตคู่ ซึ่งมักจะมีเหตุปัจจัยมากมายเข้ามากระทบ
กระทบแบบตลอดเวลา จนหลายคู่ไม่มีเวลาได้ตั้งตัว ไม่มีเวลาได้ตั้งสติ ไม่มีเวลาได้มีโอกาสใช้ปัญญาในการพิจารณาแก้ไขปัญหา
แล้วปล่อยให้อารมณ์ที่เกิดขึ้นและไม่ดีนั้นผูกติดกับจิตใจ จนยึดเชื่อว่าคงจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป
บางเวลาที่มีความสงบสุขก็จะยึดติดว่าคงจะสุขตราบชั่วนิรันดร์ แล้วก็ตามมาด้วยความรู้สึกเกรงกลัวว่าสุขนั้นจะหายไป
จะจืดจางไป ซึ่งเป็นความทุกข์ที่มักจะตามมาเสมอเมื่อรู้สึกว่ามีความสุข
ในบางรายที่มีความโกรธหรือมีความทุข์ จิตใจก็จะหมุนวนแต่เรื่องเดิมๆ ที่เป็นความทุกข์และเกาะยึดกับเรื่องทุกข์นั้น
อย่างไม่ยอมปล่อยทิ้งไป ประหนึ่งว่าความทุกข์นั้นมีค่ายิ่ง โดยหมุนคิดหมุนทบทวนจนยึดติดว่า
เรานั้นคงจะทุกข์ตลอดไปจนวันตาย
เราคงจะลืมไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่มีอะไรคงทนอยู่ได้ตลอดไป
ดังนั้น เมื่อมีความสุขเกิดขึ้น มิช้ามินานความสุขที่เกิดขึ้นนั้นก็จะค่อยๆ จางหายไป หรือเมื่อมีความทุกข์ที่แสนสาหัสเกิดขึ้น
ความทุกข์อย่างท่วมท้นนั้น มิใช่จะคงอยู่ตลอดไป เมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกต่างๆ จะค่อยๆ ทุเลาลง
ค่อยๆ ลืมเลือนจนในที่สุดก็หายไป
มีประเด็นที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เมื่อมีอารมณ์สุขหรือทุกข์เกิดขึ้น เรามักจะขยายความ ขยายเรื่อง
ขยายข้อคิดเห็นให้มันมากขึ้นเสมอ ดังนั้น ในอารมณ์ที่เป็นทุกข์อยู่ในระดับหนึ่งจึงมีโอกาสถูกขยายความ
ขยายอารมณ์ว่าเป็นทุขก์มากกว่าเดิมเสมอ ถ้าเราไม่ระวังประเด็นนี้ให้ดี ความทุกข์เล็กๆ น้อยๆ
จะกลายเป็นทุกข์อย่างมากมายทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราไม่รู้ความจริงของเรื่องราวอย่างแน่แท้ แล้วด่วนสรุปความ
อารมณ์นั้นมีความสัมพันธ์กับความคิดและปัญญาอยู่เสมอ โดยเราจะพบว่าเมื่อเรามีความสุข
เรามักจะมองโลกในแง่ดี มองสิ่งแวดล้อมรอบตัวว่าสวยงาม ว่าถูกต้อง แม้จะเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้องผสมผสานอยู่
แต่คนที่มีความสุขจะเลือกมองแต่แง่มุมดีๆ เท่านั้น
ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีความทุกข์ มีความเศร้าหมอง เรามักจะมองโลกในแง่ร้าย มองอะไรๆ
รอบข้างตัวเรามันไม่ดีไม่งามไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง และมักจะเลือกมองแต่สิ่งที่ร้าย และที่ไม่ดีเท่านั้น
ทั้งๆ ที่สิ่งที่ดีๆ ผสมปนอยู่ แต่สายตาของคนที่เป็นทุกข์จะมองไม่เห็นสิ่งที่ดีงามที่รวมอยู่ด้วยนั้นเลย
ดังเช่นในทัศนียภาพแห่งท้องทะเลอันงดงามแห่งหนึ่งในยามค่ำคืนเดือนเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง
เรามองเห็นความงามของดวงจันทร์โตเต็มดวง สีเหลืองกระต่างบนท้องฟ้า แล้วสะท้อนความงามที่สว่างนวลใยนั้น
ฉาบลงทั่วพื้นผิวทะเลที่มีระลอกคลื่นน้อยๆ มองไปสุดสายตาที่ขอบฟ้าขอบทะเลแหเห็นไฟสว่างของเรือประมงจอดเป็นระยะๆ
ดูสวยงามมากประดุจเป็นราวฟ้า ดูแล้วสวยงามเหลือเกิน ไม่อยากให้ภาพนั้นผ่านพ้นไป
อยากจะเห็นภาพนั้นทุกๆ คืน
นี่เป็นอารมณ์ที่มีความสุขสงบ ที่มีต่อท้องทะเล
และ ณ ทัศนียภาพแห่งท้องทะเลเดียวกันนี้ ทั้งๆ ที่มันมีความงามตามธรรมชาติของมันตามปกติ
แต่ถ้าเรามีความทุกข์เราจะรู้สึกว่ามันไม่งดงามเลย อาจรู้สึกหดหู่ อาจรู้สึกดวงจันทร์ช่างหม่นหมอง
ทะเลดูอ้างว้างเดียวดาย ไฟจากเรือประมงที่เราเรียกว่าราวฟ้า เราอาจจะรู้สึกว่าเหมือนแสงหิ่งห้อยที่กำลังจะลาลับไป
ครับ ที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้อยากให้ท่านผู้อ่านเกิดความเข้าใจว่า แท้ที่จริงสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรานั้น
เขาก็เป็นของเขาอยู่อย่างนั้น เราต่างหากที่แปลสิ่งต่างๆ ด้วยอารมณ์ของเราเสมอ
จงระวังอย่าให้อารมณ์ของเรามาบดบังความจริงและปัญญาในการมองโลกแห่งความเป็นจริงไปเสียนะครับ
(update 23 กันยายน 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 100 กุมภาพันธ์ 2547 ]
|