" ชีวิตคู่ นอกจากหลอมรวมคนสองคน (ที่แตกต่าง) ไว้ด้วยกันแล้ว
ยังหลอมรวมเอาญาติๆ ของเขาและของเรา (ซึ่งแตกต่างกว่า) เข้าไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ให้ตายเถอะจ้ะกว่าจะรู้ก็ตกลงใจอยู่กับเขาเรียบร้อยแล้ว"
คำรำพึงแบบมองเครือญาติติดลบนี้เป็นของอิชั้นเอง และคิดว่าไม่ได้รำพึงอยู่คนเดียวหรอกฮ่ะ
ญาติๆ อันหมายถึงตั้งแต่ พ่อ แม่ พี่ น้อง ฯลฯ ของแต่ละฝ่ายเริ่มมีส่วนในชีวิตคู่ของเราทุกตอน
ที่เห็นเด่นชัดเป็นรูปธรรมก็ตอนแต่งงานนั่นไง เคยนั่งคุยกับนักจัดงานแต่งงานหรือ wedding planner
เขาบอกว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวมักจะคิดฝันอยากให้งานบรรเจิดด้วยไอเดียแปลกใหม่ แต่งานแต่งต้องนึกถึงผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย
อย่าไปทะเลาะกับพ่อแม่ให้เกิดความร้าวฉาน ควรจะฟังความคิดเห็นและนำมาปรับให้ลงตัว
น้อยคู่จึงได้จัดงานแบบสมใจนึกบางลำพู
นี่ขนาดคนรุ่นใหม่นะคะ อิชั้นก็ถึงบางอ้อ เพราะตัวเอง และเพื่อนพ้องส่วนใหญ่มักจะบ่นคล้ายๆ กันว่า
มันไม่ได้ดังใจเราร้อยเปอร์เซ็นต์
เห็นมั้ยล่ะ มันมีเค้าลางมาตั้งแต่ตอนแต่งแล้ว ใครจะลุกขึ้นประกาศกับสุดที่รักในยามหงุดหงิดว่า
ชั้นไม่ได้แต่งกับญาติของคุณนะ แสดงว่ายังเพ้อพกอยู่ฮ่ะ เพราะเข้าใจผิดว่าครอบครัวมีเพียงเรา พ่อแม่ลูก เท่านั้น
วงศ์วานว่านเครือคนอื่นไม่เกี่ยว จะเกี่ยวก็ขอเกี่ยวห่างๆ หรือผูกพันกันเฉพาะเรื่องที่สบายใจ
หารู้ไม่ว่าของอย่างนี้เขาใส่ห่อรวมกันเสร็จสรรพ
ชีวิตก็เหมือนกินยานั่นแหละค่ะ รักษาโรคได้แต่ก็มีผลข้างเคียงทุกเม็ด จะเลือกแบบแรก
ยืนหยัดอยู่ด้วยลำแข้งของสองเราล้วนๆ ไม่พึ่งพาความช่วยเหลือหรือฟังความเห็นของใครและไม่ยอมให้ใครพึ่งพา
เป็นคนในกระแสที่มีความเป็นปัจเจกสูงและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ดีที่ได้ดำเนินชีวิตของตัวเองได้ตามความต้องการ
ไม่ต้องรับความกดดันจากญาติพี่น้อง แต่ก็ต้องต่อสู่ฝ่าฟันเพียงลำพังไปเสียทุกเรื่องแม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ
บางครั้งก็รู้สึกว่าการเป็นครอบครัวเดี่ยวนะแฝงความโดดเดี่ยวเอาไว้ด้วย
ยิ่งมัวแต่ก้มหน้าทำมาหากินเลี้ยงลูกไม่คบเพื่อนฝูงยิ่งแล้วใหญ่
หรือเลือกอีกแบบที่มองเห็นว่าการสร้างความสัมพันธ์กับญาติพี่น้องทั้งฝ่ายเราหรือฝ่ายเขา เป็นเรื่องดีมีคุณค่า
ก็จะไม่รู้สึกเคว้งคว้าง เวลามีปัญหาหรือมีปัญหาระหว่างกันก็มีที่พึ่งพา ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ช่วยดูแลลูกๆ หลานๆ ให้กันได้
ไม่ต้องจ้างคนแปลกหน้าเสมอไป รู้สึกมั่นใจได้มากกว่า เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างญาติผู้ใหญ่
รู้จักสัมมาคารวะ มีพี่ๆ น้องๆ เป็นเพื่อนเล่น รู้จักผูกพันแนบแน่นกับคนอื่นด้วยนอกจากพ่อแม่
รู้จักแบ่งปันเพราะลูกๆ ได้เห็นการแสดงน้ำใจระหว่างเรากับญาติๆ เป็นตัวอย่าง
การทำความคุ้นเคยกับญาติของอีกฝ่าย ก็มีดีในมุมที่เรามักนึกไม่ถึงเหมือนกัน
หลายครั้งค่ะที่เราไม่เข้าใจสุดที่รักของเราเสียเลย ว่าทำไมเขาเป็นอย่างนี้ เป็นปัญหาทะเลาะกันไปใหญ่โต
กับแค่ไม่รู้จักเขาดีพอ ถ้าทำความรู้จักคุ้นเคยกับญาติๆ ของเขา ก็จะเข้าใจได้ว่าเขาเติบโตมาในวัฒนธรรมประจำบ้านแบบไหน
มีคนอีกโขยงหนึ่งละที่เหมือนเขา ไม่ได้ผิดประหลาดตรงไหนเลย เพียงแต่แตกต่างจากเราเท่านั้นเอง
พ่อแม่พี่น้องของเขาก็ยังมีโอกาสช่วยอธิบายความเป็นเขาให้เราคลายความคับข้องใจ ชีวิตคู่ก็มีโอกาสราบรื่นขึ้น
ความพอดีอยู่ตรงไหนในความสัมพันธ์กับเครือญาติ ก็น่าจะอยู่ตรงที่ว่าระหว่างสองเราสบายใจ
หรือไม่อึดอัดจนทนไม่ได้ ครอบครัวที่ปล่อยให้ญาติเป็นผู้ทรงอิทธิพลในการใช้ชีวิตคู่ของเรามากจนล้น
ก็บ้านแตกเหมือนกัน
ท่านเหล่านั้นให้คุณให้โทษกับเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งละค่ะ ถ้าใครเป็นคนน่าคบหาในหมู่ญาติก็จะได้รับความเอ็นดูรักใคร่
ใครเห็นไม่ขวางหูขวางตา มีปัญหาก็เต็มใจช่วยเหลือ เพราะเขารู้สึกว่าคนในครอบครัวเขาได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนดีมีความสุข
ถ้าดำรงตนเป็นคุณนายปั้นปึ่ง เราอาจไม่คิดว่าการทำตัวเหินห่างเย็นชากับญาติๆ ของเขาจะมีผลอย่างไร
ญาติเขาก็จะกลายเป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้านของเราน่ะสิคะ จะเป็นอื่นไปได้อย่างไร
และอาจเป็นชนวนก่อให้เกิดปัญหาครอบครัว เราก็จะทำให้คนกลางลำบากใจ
ถ้าเรื่องที่จะต้องร่วมชะตากรรมกับเขาไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็อยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจเขาเถอะ
อย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้งอยู่ตลอดเวลาว่า เรารู้สึกเดือดร้อนรำคาญแต่เพียงผู้เดียว นึกถึงใจเขาดูบ้าง
เป็นที่พึ่งพาทางใจสำหรับเขาดีกว่ากันเยอะเลย การทำตัวดีและสุภาพกับญาติของเขาเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งว่าเรารักเขา
แม้จะไม่ชอบหน้าญาติบางคนของเขาแต่เราทำดีเพื่อให้คนที่เรารักสบายใจ
ส่วนการผูกพันแน่นแฟ้นกับพ่อแม่ญาติพี่น้องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป ก็ใช่ว่าชีวิตครอบครัวจะราบรื่นไร้คลื่นลม
ทุกเสาร์อาทิตย์บางครอบครัวมีกติกาว่าต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม พบปะสังสรรค์กับพ่อแม่พี่ๆ น้องๆ มิให้ขาด
ใครเป็นลูกประเภทชวนป๋วยก็ชวนปวดหัว เพราะถ้าไม่ไปก็รู้สึกผิด ถ้าไปนักคุณพี่ที่รักของเราก็อาจรำคาญจนกระทั่งไม่พอใจ
เพราะเราไม่มีเวลาพักผ่อนด้วยกันประสาพ่อแม่ลูกของเราเอง วันหยุดก็เป็นอีกวันที่สร้างความทุกข์ให้กับเรา
จะหาความพอดีก็ต้องคิดให้ได้ก่อนว่า เอาละในเมื่อเรามาสร้างครอบครัวของตัวเองเป็นหน่วยหนึ่งแล้ว
เราก็น่าจะมีความเป็นตัวของตัวเองพอสมควร มีแบบแผนการดำเนินชีวิตที่ขึ้นอยู่กับการเห็นชอบ
และยอมรับของสมาชิกภายในครอบครัวของเราด้วย การรักและผูกพันกับพ่อแม่พี่น้องของตัวเองเหนียวแน่นเป็นเรื่องดีค่ะ
แต่เราก็ต้องเดินสายกลางและไม่ลืมว่า เราเองก็ต้องให้เวลาเพื่อความสุขของครอบครัวที่เราก่อร่างสร้างมากับมือด้วย
อาจต้องเปิดใจคุยกันว่าต่างคนต่างรู้สึกอย่างไร ต้องการอะไรให้กันได้แค่ไหน
และหาโอกาสอธิบายอย่างตรงไปตรงมากับพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ว่า อาจหาเวลามาเยี่ยมเยียนน้อยลงไปหน่อย
แต่ก็ไม่ใช่หายหน้าหายตาไปเลยยังคงสม่ำเสมอเหมือนเดิม ในยามเจ็บป่วยหรือจำเป็นที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ต้องดูแลญาติของตัวเอง ก็ควรจะมีเวลามากกว่าการเยี่ยมเยียนปกติ แต่ก็ต้องไม่ปล่อยปละละเลยครอบครัวตัวเอง
จนบ้านไม่เป็นบ้าน ถ้าเขาต้องไปดูแลก็ควรจะคอยเป็นแรงสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเท่าที่เราจะสามารถให้ได้
(ค่อนไปทางมากหน่อยน่ะ)
น้ำใจน่ะยิ่งให้ก็ยิ่งเป็นสุขนะคะจะบอกให้ คนที่เรารักเขาก็อบอุ่นใจเพราะรู้ว่าเราจะอยู่เคียงข้างเขาเสมอค่ะ
(update 15 กันยายน 2004)
[ ที่มา..
life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 102 กันยายน 2547 ]
|