ชีวิตคู่ที่อยู่กันเป็นครอบครัวภายในบ้านหลังเล็กหรือหลังใหญ่ มักดำเนินไปไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก
มีทั้งความชอบ ความชัง ความสุข ความเศร้าคละเคล้าหมุนเวียนผันเปลี่ยนไปเป็นวงจรชีวิต
เหมือนถูกใครลิขิตให้เป็นไป ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม
แท้ที่จริงแล้วคงไม่มีใครลิขิต เพราะผู้ที่ลิขิตวงจรชีวิตของเราก็คือ ตัวเราเองนั่นเอง
ทั้งๆ ที่เราเป็นผู้ลิขิตตัวเองแต่ก็ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถลิขิตชีวิตตัวเองให้บรรเลงเพลงแห่งความสุขได้สม่ำเสมอ
บางครั้งก็เจอ เพลงแห่งความทุกข์ แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ความทุกข์แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวคือ ตัวปัญหาที่ทำให้เรารู้สึก เซ็ง ในบางครั้งอย่างบอกไม่ถูก
ถึงแม้ความเซ็งจะเป็นความทุกข์อีกรูปแบบหนึ่งแต่ก็เป็นรูปแบบซึ่งพอจะเยียวยาแก้ไขได้
ถ้าเราเข้าใจถึงปัญหาที่มาของความเซ็งในชีวิตคู่
ต้องยอมรับว่าความเซ็งเป็นความรู้สึกที่ออกมาห้วงลึกของจิตใจในหลากหลายความหมาย
เป็นทั้งความเบื่อหน่ายในชีวิตหรือกิจกรรมที่ทำอยู่ในชีวิตประจำวัน
เป็นความอึดอัดคับข้องใจ ไม่มีชีวิตชีวาดูทุกอย่างจืดชืด ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น
คนเราเมื่อเซ็งขึ้นมาก็มักจะท้อถอย หดหู่ หมดเรี่ยวหมดแรงเหมือนคนแกล้งทำ
แต่จริงๆ แล้วไม่ได้แกล้งทำมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
บางคนก็ดูอ้อยอิ่ง อ่อนเพลียละเหี่ยใจ ไม่อยากทำอะไรขึ้นมาซะเฉยๆ บางรายก็เลยไปไกลถึงขั้นหงุดหงิด
โมโหโกรธาดูขวางหูขวางตาไปหมด
อาการเซ็งทั้งหลายเหล่านี้ย่อมมีที่มาแน่นอน ถ้าย้อนหลังดูตัวเองเวลาเกิดอาการเซ็งขึ้นมา
น่าจะมีสาเหตุใหญ่ใน 2-3 ข้อนี้
1. ไม่ได้ดั่งใจ
สาเหตุสำคัญที่คนเราเซ็งมากๆ ในหลายกรณีมีที่มาจากไม่ได้ดั่งใจในเรื่องราวต่างๆ ที่ตั้งความหวัง เอาไว้
ยิ่งตั้งความหวังสูงเท่าไหร่แล้วไม่ได้ดั่งหวังยิ่งทำให้เซ็งมากขึ้นหลายเท่า
เช่น เมื่อครองคู่อยู่ด้วยกันฝ่ายหนึ่งอาจจะตั้งความหวังว่า เมื่อแต่งงานอยู่ด้วยกันอีกฝ่ายจะช่วยทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
แต่พออยู่กันไปนาน ๆ ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น ก็เลยเกิดอาการเซ็ง มานั่งน้อยใจตัวเองว่าไม่น่าเลือกคนผิด
ถ้าคิดแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ชีวิตคู่ก็จะเหนื่อยแน่นอน
แต่ควรย้อนมามองความจริงว่า ไหน ๆ ก็แต่งงานมาอยู่เป็นคู่ชีวิตกันแล้ว
ก็ควรลดความหวังที่เคยตั้งไว้สูงลงมาเป็นความหวังธรรมดา ๆ ที่อาจเป็นไปได้
หรือไม่ต้องตั้งความหวังอีกต่อไปก็ได้ แต่อยู่แบบสู้ด้วยกัน ช่วยกันสร้างช่วยกันทำ
แล้วค่อยตั้งความหวังร่วมกันว่า จากการร่วมด้วยช่วยกันจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
เมื่อชีวิตดีขึ้น ที่เคยไม่ได้ดั่งใจก็จะค่อยมลายไป ความเซ็งก็จะไม่มากร่ำกรายอีกต่อไป
2. ไม่ยอมรับความจริง
หลายบ้านหลายครอบครัวมักเซ็งเรื่องลูก
เรื่องที่เซ็งกับลูกอยู่บ่อย ๆ คือเซ็งเมื่อเอาลูกไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่นแล้วสู้เขาไม่ได้
คุณพ่อคุณแม่จะไม่เซ็งเลย ถ้าคิดทบทวนดูให้ดีก็จะพบความจริงว่าลูกเราอาจจะสู้ลูกคนอื่นไม่ได้จริงๆ
ด้วยสาเหตุหลายประการ
ทางแก้เซ็งก็คือ ปรับปรุง ลูกเราให้ดีขึ้น แทนที่จะมานั่งจับเจ่าเอาความเซ็งเป็นที่ตั้ง
หรือมองหาจุดอื่นที่ดีกว่าของลูก ก็จะช่วยให้เราเห็นว่าความจริงไม่ได้มีด้านเดียว
ความจริงมีหลายด้าน บางด้านอาจจะเปรียบเทียบสู้เขาไม่ได้แต่บางด้านก็สู้เขาได้
เมื่อยอมรับความจริงเช่นนี้ก็จะไม่มีความเซ็งเกิดขึ้นภายในบ้านของเรา
3. ไม่มีกำลังใจ
คนเราเวลาพบปัญหาต่างๆ ประดังเข้ามาในชีวิตแล้วเกิดความรู้สึกเซ็งเป็นเพราะไม่มีกำลังใจ
สาเหตุที่ไม่มีกำลังใจ เพราะไม่ค่อยได้สร้าง ภูมิต้านทาน ไว้แน่นหนาเพียงพอที่จะต่อสู้กับปัญหาต่างๆ
ในชีวิตคู่ที่คนสองคนมาอยู่ด้วยกันจนมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ย่อมมีเรื่องเข้ามาในชีวิตมากมาย
ถ้าเราไม่เหนื่อยหน่ายที่จะรับมือตั้งแต่ต้น บนหนทางการให้กำลังใจซึ่งกันละกัน ย่อมฟันฝ่าอุปสรรคได้แน่นอน
การให้กำลังใจซึ่งกันและกันของคนอยู่ด้วยกันย่อมสร้างฐานที่มั่นให้มีกำลังใจไม่ให้เซ็งได้เป็นอย่างดี
แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ การให้กำลังใจตัวเอง อยู่ตลอดเวลา เมื่อเผชิญปัญหาจะได้ไม่นำไปสู่คำว่าเซ็ง
การที่นักกีฬายกน้ำหนักตะโกนว่า สู้โว้ย ก่อนขึ้นเวทีคือ การให้กำลังใจตัวเองดีๆ นี่เอง
แต่ถ้านักกีฬาเดินหงอยๆ ค่อยๆ ขึ้นเวที ก็คงไม่มีจิตใจจะคว้าชัยชนะ
การสร้างกำลังใจจึงเป็นเรื่องใหญ่ช่วยทำไม่ให้เซ็งได้อย่างมหัศจรรย์
ถึงแม้ความเซ็งจะเป็นเรื่องที่เลี่ยงยาก แต่การทำให้เกิดลำบาก น่าเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากให้เกิดขึ้นไม่ใช่หรือ
เราต่างมีหนึ่งสมองสองมือไม่ต่างกัน แต่ต่างกันตรงที่ว่าเราจะใช้สมองแก้เซ็ง
หรือปล่อยให้ความเซ็งฝังแน่นอยู่กับชีวิตของเรา
เอาคำแนะนำแก้เซ็งไปลองตรองดู เพื่อจะสู้กับความเซ็งให้สิ้นสุดกันซะที!
(update 15 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา...
กรุงเทพวันอาทิตย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 5980 วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ]
|