ดวงตา ปัญหาเด็ก คลอดก่อนกำหนด


เมื่อพูดถึงความกังวลใจของพ่อแม่ที่ลูกคลอดก่อนกำหนด มักจะมุ่งไปที่พัฒนาการทางร่างกายภาวะน้ำหนักน้อย ตัวเล็ก เป็นส่วนใหญ่ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ปัญหาเกี่ยวกับดวงตา ก็เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดไม่แพ้กัน

คงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ภาวะคลอดก่อนกำหนดนั้นก็คือ ภาวะที่มีการคลอดก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ ซึ่งเด็กที่คลอดออกมาจะมีความเสี่ยงทางสุขภาพหลายอย่าง ยิ่งคลอดตอนที่ครรภ์อ่อนมาก ทารกที่ออกมาจะมีน้ำหนักน้อยและอวัยวะต่างๆ ก็ยังไม่พัฒนา ทำให้มีปัญหาตามมาได้หลายอย่าง เช่น ปัญหาทางระบบหายใจ หยุดหายใจ เลือดออกในสมอง โรคหัวใจ โรคลำไส้อักเสบ โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นต้น

กลุ่มแม่ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะการคลอดก่อนกำหนด มักจะเป็นกลุ่มแม่ตั้งครรภ์เหล่านี้คือ
  • คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝดสอง แฝดสาม หรือมากกว่านี้
  • คุณแม่ที่มีประวัติเคยคลอดก่อนกำหนด
  • คุณแม่ที่มีมดลูกหรือปากมดลูกผิดปกติ
  • คุณแม่ที่ใช้ยาเสพติด สูบบุหรี่หรือดื่มเหล้า หรือคุณแม่ที่มีร่างกายไม่แข็งแรง มีโรคประจำตัวหลายอย่าง
อาจมีคุณแม่หลายท่านสงสัยว่า แล้วกรณีของการกำหนดวันคลอดตามฤกษ์ โดยการผ่าตัดล่ะ จะมีผลต่อสุขภาพของลูกในท้องหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ตามหลักทางการแพทย์แล้ว แพทย์มักจะอนุญาตให้ผ่าตามฤกษ์ได้ก็ต่อเมื่อพิจารณาแล้วว่า วันนั้นอยู่ในช่วงเวลาของกำหนดคลอดอยู่แล้ว และน่าจะไม่มีปัญหาสุขภาพอะไรกับลูกในครรภ์ แต่ถ้ามองในแง่ของเหตุผล ในการเลือกผ่าคลอดโดยไม่มีข้อบ่งชี้เพื่อให้ตรงตามฤกษ์ กับการเลือกให้ลูกคลอดผ่านช่องคลอดโดยวิธีธรรมชาติแล้ว อย่างหลังน่าจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าและดีกว่าต่อทั้งตัวแม่และลูกอย่างแน่นอน


หลากหลายปัญหาที่ “ดวงตา”

แม้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กคลอดก่อนกำหนดมีมากมาย แต่ผลกระทบเกี่ยวกับดวงตาของเด็กคลอดก่อนกำหนด ถือเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่พบ และน่าจะได้รับการหยิบยกมาพูดคุยทำความเข้าใจกับคุณพ่อคุณแม่ครับ ซึ่งผลกระทบที่ว่านี้แบ่งออกได้เป็น


1. โรคจอประสาทตาเสื่อมในเด็กคลอดก่อนกำหนด (Retinopathy of Prematurity, ROP)
มักพบในเด็กที่มีอายุครรภ์น้อยกว่า 28 สัปดาห์หรือ 7 เดือน หรือเด็กทารกที่มีน้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า รือเท่ากับ 1,500 กรัม ซึ่งพบได้ประมาณ 16-66% และอาจจะสูงถึง 80% ถ้าเด็กทารกมีน้ำหนักตัวต่ำกว่า 1,000 กรัม โดยส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่มักจะยังไม่รู้จักโรคนี้ และไม่ทราบว่าต้องติดตามจนเด็กโตเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เกิดการละเลยต่อการรักษา ซึ่งจะส่งผลรุนแรงถึงขั้นตาบอดได้

โรคจอประสาทตาเสื่อมในเด็กคลอดก่อนกำหนด (ROP) คือการที่มีความผิดปกติของการเจริญเติบโตของเส้นเลือดในจอประสาทตา โดยเส้นเลือดเหล่านี้จะหยุดการเจริญเติบโต ทำให้จอประสาทตาขาดเลือดไปเลี้ยงและเกิดการลอกตามมา ซึ่งถ้าไม่ได้รับการตรวจรักษาตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก จะทำให้เด็กตาบอดได้

แต่ขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่จะไม่สามารถสังเกตเห็นอาการได้ในระยะเริ่มต้น จะเห็นอีกทีก็เมื่ออาการเป็นรุนแรงมากถึงขั้นจอประสาทตาลอกและเด็กตาบอดแล้ว โดยจะเห็นเป็นจุดขาวๆ กลางตาดำหรือมีอาการของลูกนัยน์ตาสั่น หรือเด็กบางคนจะชอบเอานิ้วกดลูกนัยน์ตา ด้วยเหตุนี้หากเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด แพทย์จะดูแลอย่างใกล้ชิดและวินิจฉัยตั้งแต่ช่วงแรกๆ เพื่อรักษาได้ทันท่วงที

ในทางการแพทย์การรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อมในเด็กคลอดก่อนกำหนดหรือ ROP นี้แบ่งออกเป็น
การใช้ความเย็นจี้ที่จอประสาทตา
การใช้แสงเลเซอร์ยิงที่จอประสาทตา
การผ่าตัดแก้ไขจอประสาทตาหลอก

ซึ่งการรักษาในระยะแรกด้วยความเย็นหรือเลเซอร์มักได้ผลดี 70-90% แต่ก็อาจมีผลข้างเคียง เช่น เด็กหยุดหายใจ เลือดออกใต้เยื่อบุตา จอประสาทตาบวม ต้อหิน ต้อกระจก เป็นต้น

ดูจากการรักษาแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายนักและอาจมีผลข้างเคียงอื่นๆ ตามมาด้วย ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ ซึ่งหมอขอแนะนำดังนี้
ควรป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด เช่น ตรวจครรภ์อย่างสม่ำเสมอ บำรุงร่างกายคุณแม่ให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงบุหรี่หรือเหล้า

ป้องกันตาบอดจากภาวะจอประสาทตาเสื่อมจากการคลอดก่อนกำหนดหรือ ROP โดยถ้าเด็กทารกคลอดก่อนกำหนด เช่น อายุครรภ์น้อยกว่า 28 สัปดาห์หรือน้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า 1,500 กรัม ควรได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์หลังจากเกิดมาได้ 4-6 สัปดาห์ ไม่ควรรอให้เด็กโตก่อน จึงค่อยมาตรวจภายหลัง เนื่องจากว่าถ้ามีตาบอดจาก ROP แล้วอาจจะรักษาไม่ได้

2. สายตาสั้น
เด็กที่คลอดก่อนกำหนดและมีภาวะจอประสาทตาเสื่อม ROP มีโอกาสสายตาสั้นตั้งแต่เด็กๆ มากกว่าเด็กคลอดครบกำหนดโดยที่บางคนอาจมีสายตาสั้นมากกว่า 500 (5-dipoters) ตั้งแต่อายุ 3 เดือน และมักจะสั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีโอกาสหายได้เอง

การรักษาคือ เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาเจ้าตัวเล็กไปพบกับแพทย์ แพทย์จะตรวจเช็กก่อนว่า เด็กมีระดับสายตาสั้นมากน้อยแค่ไหน ถ้าสายตาสั้นมากแพทย์จะพิจารณาให้แว่นตา ตรงนี้อาจมีคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่า ปัจจุบันนี้มีการใช้แสงเลเซอร์ (เลสิก) เพื่อแก้ไขภาวะสายตาสั้นได้แล้ว ทำไมแพทย์ไม่ใช้วิธีนี้กับเด็ก คำตอบคือ เราไม่ใช้แสงเลเซอร์ (เลสิก) กับเด็กเล็ก เนื่องจากเด็กจะมีสายตาที่ไม่คงที่ และด้วยวัยของเขายังไม่ให้ความร่วมมือขณะทเลสิกอีกด้วย

3. ภาวะตาขี้เกียจ (Amblyopia)
เนื่องจากเด็กเล็กๆ สมองส่วนการมองเห็นยังทำงานได้ไม่เท่าผู้ใหญ่ ฉะนั้นถ้ามีภาวะสายตาสั้นมาก หรือสายตาสองข้างสั้นไม่เท่ากัน จากภาวะคลอดก่อนกำหนด จะทำให้เกิดภาวะตาขี้เกียจ โดยภาวะนี้เด็กจะมีระดับสายตาต่ำกว่า 6/12 หรือสายตาสองข้างต่างกันสองแถว จากการอ่านชาร์ตวัดสายตา

การรักษาคือ แพทย์จะให้เด็กใช้แว่นตาและปิดตาข้างที่มีสายตาดีกว่า เพื่อกระตุ้นตาข้างที่ไม่ทำงานให้กลับมาทำงานและเมื่อตาข้างที่ไม่ทำงาน (ตาขี้เกียจ) กลับมาทำงานก็จะช่วยให้สายตาดีขึ้น

4. ภาวะตาเหล่ (Strabismus)
ภาวะนี้อาจพบทั้งสองลักษณะ คือภาวะตาเหล่เข้าหรือตาเหล่ออกด้านนอก
การรักษาคือ

1. แก้ไขภาวะตาขี้เกียจโดยการปิดตาและใส่แว่นตา
2. ผ่าตัดกล้ามเนื้อตาแก้ไขภาวะตาเหล่ (มักทำในกรณีที่เด็กไม่สามารถควบคุมให้ตาตรงได้ แต่ถ้าเด็กยังสามารถควบคุมให้ตรงได้ โดยมีตาเหล่เป็นครั้งคราว แบบนี้อาจใช้วิธีเฝ้าสังเกตอาการดูก่อนได้โดยยังไม่ผ่าตัด)

5.ภาวะจอประสาทตาลอก
ภาวะนี้ถ้าปล่อยทิ้งไว้ จะมีผลทำให้เด็กมองไม่เห็นและถ้าทิ้งไว้นานๆ อาจทำให้ตาบอดได้ วิธีรักษาคือ ต้องผ่าตัดแก้ไขภาวะจอประสาทตาลอก

ทั้งหมดที่นำเสนอนี้เป็นภาวะเกี่ยวกับดวงตา ที่มีผลพวงมาจากการที่เด็กคลอดก่อนกำหนด ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาตาบอดในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เด็กเหล่านี้ควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่ออกจากครรภ์มารดาได้ 4-6 สัปดาห์ เพื่อที่ถ้ามีปัญหาทางตาจะได้รับการรักษาอย่างทันที นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรพาเด็ก มารับการตรวจจากจักษุแพทย์เป็นประจำจนโตเป็นผู้ใหญ่ เนื่องจากปัญหาทางตานอกจากจะเกิดตอนขณะเป็นทารกแล้ว ยังอาจเกิดขึ้นในภายหลังได้

และแม้ว่าภาวะจอประสาทตาเสื่อม ROP ในประเทศไทย ขณะนี้มีแนวโน้มว่าจะพบมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ ที่สามารถรักษาชีวิตเด็กที่คลอดก่อนกำหนดได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงสามารถรักษาชีวิตเด็กที่มีน้ำหนักต่ำมากๆ ได้ทำให้โอกาสของการพบภาวะจอประสาทตาเสื่อม ที่เป็นอาการสืบเนื่องจากสาเหตุดังกล่าวมีเพิ่มขึ้น แต่คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าเพิ่งกังวลจนเกินไป เพราะกุมารแพทย์ และจักษุแพทย์เองก็ได้ตระหนักถึงภาวะนี้เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพียงคุณพ่อคุณแม่ตระหนักรู้ พาลูกมาตรวจเช็กอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงให้ความร่วมมือกับแพทย์ในด้านการรักษาอย่างต่อเนื่อง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและจุดประกายความหวังให้ภาวะต่างๆ เหล่านี้ลดลงได้แล้วครับ

(update 25 ธันวาคม 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 249 ตุลาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600