บางคนบอกว่า ต่อมทอนซิลมีประโยชน์เป็นด่านแรกที่เจอเชื้อโรค แต่บางคนก็บอกว่าถ้าเป็นบ่อยๆ ตัดทิ้งดีกว่า
แล้วแบบนี้ทำยังไงดีล่ะ ถ้าต่อมทอนซิลเจ้าตัวเล็กเกิดอักเสบขึ้นมา ข้อมูลไหนใช่หรือไม่ใช่
อย่างไร ต้องติดตามกันอย่างละเอียดแล้วค่ะ
ต่อมทอนซิล ด่านหน้าดักเชื้อโรค
เพราะต่อมทอนซิลคือ ต่อมน้ำเหลืองขนาดใหญ่ ที่อยู่บริเวณคอตรงโคนลิ้น ถ้าอ้าปากดู
ในเด็กบางคนจะเห็นต่อมทอนซิลอยู่ด้านข้าง ด้านหลังของโคนลิ้น บางครั้งต่อมทอนซิลจะมีขนาดเล็ก
จนแทบมองไม่เห็น แต่บางครั้งอาจจะโตจนกระทั่งทำให้มีปัญหาการกลืนได้
ต่อมทอนซิลมีหน้าที่เช่นเดียวกับต่อมน้ำเหลืองบริเวณอื่นๆ ของร่างกาย โดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเรา
จะทำหน้าที่ดักจับเชื้อโรค ที่เข้ามากับอากาศและอาหาร ที่ผิวของต่อมทอนซิลจะมีหลุมเล็กๆ ประมาณ 10-30 หลุม
ซึ่งเชื้อโรคจะถูกดักจับบริเวณนี้ และจะถูกนำไปทำลายโดยเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ต่อมทอนซิลเอง
ดังนั้นเวลาที่มีเชื้อโรคเข้ามา ต่อมทอนซิลจะจับเชื้อโรคไว้และมีการอักเสบ มีหนอง
ซึ่งหนองที่เรามองเห็นก็คือเซลล์เม็ดเลือดขาวและเชื้อโรคที่ตายแล้วหลุดออกมานั่นเอง
ต่อมทอนซิลจะทำงานร่วมกับต่อมน้ำเหลืองอีก 2 ต่อมบริเวณคอ คือ ต่อมอดีนอยด์และต่อมน้ำเหลืองที่โคนลิ้น
ต่อมอดีนอยด์และต่อมทอนซิลจะหลั่งอิมมูโนกอบบูลิน ซึ่งทำหน้าที่ดักจับเชื้อโรคที่ลงมาในลำคอ
เพื่อคอยต่อสู้กับเชื้อโรคที่มาทางจมูกและลำคอ
ต่อมทอนซิลจะทำหน้าที่ด้านระบบภูมิคุ้มกันมากที่สุดเมื่ออายุ 4-10 ปี หลังจากนั้นจะมีขนาดเล็กลง
แต่ยังทำงานเกือบตลอดชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าต่อมทอนซิลมีการอักเสบบ่อยๆ
การอักเสบจะทำให้เม็ดเลือดขาวในต่อมทอนซิลลดลง ต่อมทอนซิลจะฆ่าเชื้อโรค และสร้างภูมิคุ้มกันได้ลดลง
และในบางครั้งแทนที่ต่อมทอนซิลจะเป็นที่กินเชื้อโรค แต่กลับกลายเป็นที่เก็บเชื้อโรคแทน
ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นสาเหตุของการกลับมาเป็นใหม่บ่อยๆ
อาการแบบนี้...ต่อมทอนซิลอักเสบ
เด็กที่เป็นทอนซิลอักเสบจะมีอาการเจ็บคอ มีไข้ กลืนลำบาก คล้ายกับคออักเสบธรรมดา
แต่ที่แตกต่างกันก็คือ อาการมักจะรุนแรงกว่า คุณพ่อคุณแม่อาจจะสังเกตว่า
ลูกรักเปลี่ยนจากเด็กที่กินเก่งกลายเป็นไม่กินอะไรเลย สาเหตุเพราะเวลากลืนแต่ละครั้ง
เด็กจะเจ็บคอมาก บางครั้งไม่ยอมกลืนน้ำลาย จนน้ำลายย้อยเชียวค่ะ และมีไข้สูงได้
ในเด็กบางคนที่เคยมีประวัติไข้ และชักมาก่อน คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยดูแลเป็นพิเศษ
เพราะว่าจะกระตุ้นให้เกิดการชักได้ ส่วนในเด็กเล็กๆ ซึ่งไม่สามารถบอกอาการให้เราทราบได้
จะมีอาการไข้ กระสับกระส่าย ไม่ยอมดูดนมเท่านั้น
อย่าปล่อยให้ต่อมทอนซิลโต
ถ้าคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกรักเป็นต่อมทอนซิลอักเสบหรือเปล่า ลองดูเองที่บ้านก็ได้ค่ะ
โดยใช้ไฟฉายส่งในคอขณะให้ลูกอ้าปาก และใช้ด้ามช้อนกดลิ้นลง ดูบริเวณต่อมทอนซิล ถ้าบวม แดง โต
และมีหนองล่ะก็ คงต้องพามาพบคุณหมอแล้วล่ะค่ะ
ต่อมทอนซิล บางครั้งเมื่อมีการอักเสบแล้ว จะทำให้ต่อมทอนซิลโตขึ้นมาก ทำให้มีปัญหาได้
กรณีที่โตมากๆ จะรบกวนการนอน ทำให้เด็กนอนกรน นอนหลับไม่สนิท กระสับกระส่าย
บางครั้งรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย ซึ่งการที่ต่อมทอนซิลโตจนรบกวนการนอนหลับนั้น
จะมีผลทำให้เด็กโตช้า มีผลต่อการเรียน และในรายที่เป็นมากๆ จะมีปัญหาโรคหัวใจ และโรคปอดตามมา
ในรายที่เป็นมากๆ มักจะพบมีต่อมอดีนอยด์โตร่วมด้วย
นอกจากนี้การที่หายใจทางปากเป็นเวลานานๆ จะทำให้โครงหน้าเปลี่ยนไป
กระดูกส่วนกลางของใบหน้าเจริญน้อยลง มีการสบฟันที่ผิดปกติ ซึ่งจะมีผลไปตลอดชีวิตของเด็ก
ส่วนโรคแทรกซ้อนที่พบได้ก็คือ หนองที่ทอนซิลลามไปที่บริเวณข้างเคียง เช่น บริเวณช่องว่างรอบทอนซิล
ทำให้เกิดเป็นฝีรอบต่อมทอนซิล เด็กจะกลืนแทบไม่ได้เลย และอ้าปากได้น้อยลง
เนื่องจากหนองจะไปรบกวนการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณคอ และหนองอาจจะลามไปที่ช่องว่างด้านหลังของคอได้
เมื่อไปพบแพทย์
ถ้าคุณหมอวินิจฉัยว่าเป็นทอนซิลอักเสบ จะให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อลดการอักเสบของต่อมทอนซิล
ส่วนใช้วิธีกินยา วิธีฉีดเข้าเส้นเลือดดำก็คงแล้วแต่อาการของลูกค่ะ ถ้าลูกดื่มน้ำไม่ได้เลย มีไข้สูง
คงต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือและยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือดดำ เพราะเด็กขาดน้ำไม่ได้นานหรอกค่ะ
เพราะจะทำให้เด็กอ่อนเพลียซึมลงเร็วมาก
ในกรณีที่เป็นฝีรอบต่อมทอนซิล การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพียงอย่างเดียวมักจะไม่ได้ผล
จะต้องมีการเจาะ หรือกรีดระบายหนองร่วมด้วย ซึ่งการเจาะระบายหนองในเด็กเป็นไปได้ยาก
ดังนั้นถ้าเด็กเป็นซ้ำอีกจึงควรพิจารณาผ่าตัดต่อมทอนซิลออก
ถ้าต้องผ่าตัดต่อมทอนซิล
การผ่าตัดต่อมทอนซิลมีข้อบ่งชี้ใหญ่ๆ อยู่ 2 ประการ คือผ่าตัดเนื่องจากมีการอักเสบบ่อยๆ
หรือต้องผ่าตัดเนื่องจากต่อมทอนซิลโต
การผ่าตัดเนื่องจากมีการอักเสบบ่อยๆ คุณหมอจะแนะนำเมื่อ
- มีการอักเสบของต่อมทอนซิลมากกว่า 6 ครั้งใน 1 ปี หรือมากกว่า 3 ครั้งต่อปี นานติดต่อกัน 2 ปี
- แต่อย่างไรก็ตาม การนับจำนวนครั้งของการอักเสบก็ไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์ตายตัว
จะต้องดูอาการของลูกร่วมด้วย ถ้าเด็กเป็นต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยๆ แต่ละครั้งมีอาการไม่มาก
กินยา 1-2 วันก็หาย ไม่มีไข้ ไม่ต้องหยุดเรียน ก็คงจะมีความจำเป็นที่จะต้องผ่าตัดน้อยกว่าเด็กที่เป็นไม่บ่อยนัก
แต่เวลาเป็นแต่ละครั้ง มีไข้สูง ต้องนอนโรงพยาบาลและได้รับยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือดดำทุกครั้ง
- เวลาเป็นแล้วมีไข้ มีอาการชักทุกครั้ง
- มีการอักเสบเป็นเวลานาน ไม่ตอบสนองต่อยา และมีเจ็บคอเรื้อรัง หรือมีกลิ่นปาก
เนื่องจากเชื้อโรคหมักหมมในต่อมทอนซิล
- มีฝี หนอง รอบต่อมทอนซิล
การผ่าตัดเนื่องจากต่อมทอนซิลโต คุณหมอจะแนะนำเมื่อ
- ต่อมทอนซิลโตจนทำให้มีการหยุดหายใจขณะหลับ
- มีอาการกลืนลำบาก
- ฟันสบกันผิดปกติ
- ต่อมทอนซิลข้างใดข้างหนึ่งโตผิดปกติ และสงสัยว่าจะเป็นเนื้องอกร้ายแรง
ตัดต่อมทอนซิล ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง จริงหรือ
จากการตรวจในห้องทดลอง มีรายงานว่าหลังจากตัดต่อมทอนซิลแล้ว ภูมิคุ้มกันจะลดลงชั่วคราว
แต่ไม่พบว่าเด็กติดเชื้อบ่อยขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้ที่บริเวณคอยังมีต่อมน้ำเหลืองอีกหลายร้อยต่อม
ซึ่งจะช่วยกันทำงานหลังจากตัดต่อมทอนซิลไปแล้ว ดังนั้นถ้าเด็กมีอาการตามข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด
การผ่าตัดก็น่าจะมีประโยชน์มากกว่าโทษค่ะ
ป้องกัน ทอนซิลอักเสบ
ยังไม่มีวิธีการป้องกันทอนซิลอักเสบแบบจำเพาะเจาะจงค่ะ แต่ถ้าร่างกายของลูกแข็งแรง
ภูมิคุ้มกันดีก็จะป่วยยากขึ้นค่ะ ดังนั้นจึงไม่ควรให้ลูกนอนดึกๆ ในเด็กเล็กก็ควรนอนกลางวันตามเวลา
ดื่มน้ำให้เพียงพอ ทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ กินผักและผลไม้มากขึ้น เท่านี้ก็จะช่วยหลีกเลี่ยงอาการป่วยได้วิธีหนึ่งค่ะ
ดูแลลูกรัก เมื่อทอนซิลอักเสบ
ถ้าลูกมีไข้ คุณพ่อคุณแม่อาจต้องให้ยาลดไข้ชนิดรับประทานตามน้ำหนักตัวเด็ก และเช็ดตัวเพื่อลดไข้
ใส่เสื้อผ้าเนื้อโปร่งเพื่อระบายความร้อน ส่วนใหญ่เด็กที่เป็นทอนซิลอักเสบ มักจะขาดน้ำได้ง่าย
เนื่องจากดื่มน้ำไม่ค่อยได้เพราะเจ็บ แล้วยังเสียน้ำไปจากการมีไข้อีก
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องดูแลให้ลูกได้รับน้ำเพียงพอ โดยดูง่ายๆ ว่าปากแห้งหรือไม่
ในระยะเริ่มต้น แต่ถ้ามีอาการซึมลง หายใจเร็ว ไม่ปัสสาวะแสดงว่าขาดน้ำมาก คงต้องพาไปพบคุณหมอล่ะค่ะ
น้ำที่ให้ลูกดื่มอาจจะเป็นน้ำหวาน หรือน้ำซุปเย็นๆ หรือไอศกรีมเย็นๆ ก็ได้ เพราะลูกจะกลืนของเย็นได้ดีกว่าของร้อน
เมื่อดีขึ้นแล้ว อาจจะให้ทานข้าวต้มหรือโจ๊กได้
(update 6 กันยายน 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 252 มกราคม 2547 ]
|