คุณพ่อคุณแม่หลายคนเวลากล่อมลูกๆ เข้านอน ก็จะไปนอนพร้อมๆ กับลูก
อาจจะเริ่มด้วยการเล่านิทานให้ฟังหรือเล่าเรื่องอะไรก็ได้ที่ลูกอยากฟัง
จนกระทั่งเห็นเจ้าตัวเล็กหลับตาและได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอ หรือได้ยินเสียงกรนเบาๆ
คุณพ่อคุณแม่ถึงจะแน่ใจว่าลูกหลับแล้ว จึงค่อยลุกออกมา จนกระทั่งคุณพ่อคุณแม่จะเข้านอนจึงย้อนกลับไปดูอีกทีว่า
เจ้าตัวเล็กยังหลับสบายดีเหมือนเดิมหรือเปล่า แน่นอนค่ะว่าคุณพ่อคุณแม่ก็คงก้มลงมอง
แล้วได้ยินเสียงเจ้าตัวเล็กกรนเบาๆ อย่างมีความสุข เท่านี้คุณพ่อคุณแม่ก็เข้านอนได้อย่างสบายใจ
แต่ทราบไหมค่ะว่า บางครั้งการนอนกรนของลูกตัวน้อย ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะหลับ
เพราะในบางครั้งการกรนก็เป็นสาเหตุสำคัญที่รบกวนการนอนค่ะ
การนอนกรนเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
โดยปกติแล้วเมื่อเวลาเราหายใจเข้า อากาศจะผ่านลำคอลงไปสู่ปอด อากาศจะเดินทางผ่านโครงสร้างที่ยืดหยุ่นได้ในลำคอ
เช่น เพดานอ่อน, ลิ้น, ลิ้นไก่ และต่อมทอลซิน ในช่วงเวลาระหว่างวัน กล้ามเนื้อที่ล้อมรอบโครงสร้างเหล่านี้จะทำงานอย่างปกติ
จึงทำให้เราหายใจได้สะดวก เพราะโครงสร้างเหล่านั้นไม่อุดตันทางเดินอากาศ
แม้ว่าในขณะที่นอนหลับกล้ามเนื้อดังกล่าวนี้มีการคลายตัวลง แต่ทางเดินอากาศในลำคอก็ยังคงโล่งพอ
ให้อากาศไหลผ่านเข้าออกปอดอย่างพอเพียง
แต่ถ้าหากโครงสร้างภายในลำคอมีขนาดใหญ่เกินไป หรือกล้ามเนื้อมีการผ่อนคลายมากเกินไปในขณะที่กำลังนอนหลับ
ช่องทางเดินอากาศจะถูกอุดตันไปบางส่วน ในขณะที่อากาศไหลเข้ามาทางจมูกหรือปากผ่านส่วนที่ถูกอุดตันนี้โครงสร้างของลำคอ
จะเกิดการสั่นและก่อให้เกิดเสียงซึ่งเป็นเหตุให้เกิดเสียงกรนขึ้น และในเวลากลางคืนเช่นนี้
เสียงชนิดนี้จะมีความดังมากจนปลุกคนอื่นๆ ขึ้นมาได้ หรือแม้แต่ปลุกคนที่กรนเองก็ตาม ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า
การกรนนั้นจะมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อช่องทางเดินอากาศดังกล่าวถูกอุดตัน
คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่าการนอนกรนบ้างเวลาหลับสนิทและเป็นเรื่องธรรมดา
ซึ่งแท้ที่จริงแล้วการนอนกรนเป็นสิ่งผิดปกติ เป็นอาการที่บ่งชี้ว่าทางเดินหายใจของคนคนนั้นแคบ
เวลาลมหายใจผ่านบริเวณช่องคอตรงที่แคบนั้น จะเกิดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดเป็นเสียงกรน
ยิ่งถ้ามีปัญหาแน่นจมูก ต้องอ้าปากเวลานอน จะยิ่งทำให้นอนกรนได้มากขึ้นไปอีก
ภาวะการนอนกรนเป็นการหายใจเสียงดัง ซึ่งเกิดขึ้นในขณะหลับ พบได้ในทุกเพศทุกวัย
จากการศึกษาพบว่าเด็กประมาณ 3-12% นอนกรน การนอนกรนพบบ่อยเป็นพิเศษในช่วงอายุก่อนวัยเรียน (Preschool)
หรือช่วงระดับชั้นอนุบาล เนื่องจากขนาดของต่อมอดีนอยด์ และทอนซิล ที่มักโตเมื่อเทียบกับขนาดของทางเดินหายใจเด็ก
การกรนมีอันตรายหรือไม่ ?
โดยทั่วไปแล้ว เราถือว่าการนอนกรนนั้นไม่เป็นอันตราย แต่การกรนเป็นสาเหตุที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้
การกรนแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
- นอนกรนชนิดไม่อันตราย (Simple Snoring) เกิดเพราะคนคนนั้นมีช่องคอแคบกว่าปกติ
เวลาเรานอนหงายและหลับสนิท กล้ามเนื้อต่างๆ ทั่วร่างกายจะมีการคลายตัว รวมทั้งกล้ามเนื้อบริเวณช่องคอด้วย
ลิ้นและลิ้นไก่จะตกไปทางด้านหลัง ในคนปกติ เหตุการณ์นี้ก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาอะไร
เพราะทางเดินหายใจที่มีความกว้างอยู่แล้วจะแคบลงไปเล็กน้อย จึงยังสามารถหายใจได้ดีและไม่มีเสียงกรน
แต่ในคนที่กรนจะเป็นคนที่มีช่องคอแคบทางเดินหายใจส่วนนี้จะแคบลงไปอีกเมื่อหลับ
เวลาลมหายใจผ่านตำแหน่งที่แคบจะมีการสั่นสะเทือนของเพดานอ่อน ลิ้นไก่ หรือโคนลิ้น ทำให้เกิดเป็นเสียงกรน
- ผู้ป่วยนอนกรนชนิดเป็นโรคหรือชนิดอันตราย (Obstructive sleep apnea syndrome หรือ OSAS)
คนที่เป็นโรคนี้จะมีช่องคอแคบมาก เนื่องจากเนื้อเยื่อเพดานอ่อน ลิ้นไก่ หรือลิ้น มีขนาดใหญ่และหย่อนยาน
หรือมีคางสั้นมาก ผู้ป่วยกลุ่มนี้ มักมีเสียงกรนไม่สม่ำเสมอไปตลอดทั้งคืน
เมื่อยังหลับไม่สนิทอาจจะเป็นเพียงกรนชนิดไม่อันตราย มีเสียงกรนสม่ำเสมอดี
แต่เมื่อหลับสนิทจะเกิดการอุดตันของทางเดินหายใจ มีลักษณะของการกลั้นหายใจ
ตามด้วยการสะดุ้งหรือสำลักน้ำลาย หรือหายใจอย่างแรงเหมือนขาดอากาศ
อาจเกิดขึ้นหลายสิบหรือหลายร้อยครั้งต่อคืน
ในขณะที่มีการหยุดหายใจเนื่องจากทางเดินหายใจอุดตันนั้น ออกซิเจนในเลือดจะลดต่ำลงเรื่อยๆ
ทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะหัวใจ หลอดเลือด ปอด และสมอง หากภาวะทางเดินหายใจอุดตันยังคงอยู่
จะทำให้ออกซิเจนในเลือดลดต่ำลงเรื่อยๆ จนถึงจุดอันตราย จนทำให้ต้องหายใจแรงมากๆ
เพื่อให้กล้ามเนื้อช่วยในการหายใจ คือการพยายามให้ลมหายใจสามารถผ่านตำแหน่งที่ตีบตันไปให้ได้
ภาวะนี้จะกระตุ้นให้สมองที่กำลังหลับสนิทอยู่ต้องตื่นขึ้นมาซึ่งเจ้าตัวมักจะจำไม่ได้ แต่คนที่นอนอยู่ใกล้ๆ
อาจเห็นว่ามีการสะดุ้งหรือหายใจเฮือกอย่างแรง
เมื่อทางเดินหายใจถูกเปิดขึ้นจะทำให้ออกซิเจนสามารถผ่านเข้าไปในปอดได้อีก
ตอนนี้เองออกซิเจนในเลือดจะกลับสูงขึ้นมา แต่หลังจากนั้นไม่นาน สมองจะเริ่มหลับอีก
การหายใจก็จะเริ่มขัดข้องอีกครั้ง แล้วก็จะปลุกสมองให้ตื่นขึ้นอีก วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เช่นนี้ไปตลอดคืน ทุกคืน ส่งผลให้สมรรถภาพการนอนหลับเสียไป
เนื่องจากมีช่วงเวลาของการนอนหลับสนิทน้อยเกินไป ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
ปัจจัยใดบ้างที่จะทำให้เด็กเกิดการกรนที่เป็นอันตราย ?
สำหรับเด็กที่เป็นโรคกรนชนิดอันตรายนั้น ก็จะนอนกระสับกระส่าย ตื่นนอนบ่อย
ทำให้การนอนหลับตอนกลางคืนไม่มีคุณภาพ นอนหลับได้ไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต
การเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็ก เด็กที่เป็นโรคนี้มีประมาณ 2% ของประชากร พบในเด็กผู้หญิงพอๆ กับเด็กผู้ชาย
จะเห็นได้ว่าการนอนกรนแบบไม่เป็นอันตรายพบได้บ่อยกว่ามาก อย่างไรก็ตามแพทย์มีความจำเป็น
จะต้องตรวจวินิจฉัยเด็กที่นอนกรนแบบมีอันตรายหรือมีความผิดปกติของการหายใจ
และให้การรักษาอย่างทันท่วงที เนื่องจากหากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เกิดมีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้
เด็กที่มีโอกาสเป็นโรคกรนชนิดอันตรายนี้จะเป็นเด็กที่มีลักษณะดังต่อไปนี้คือ
- เด็กที่อ้วนมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน
- มีภาวะจมูกอักเสบเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ เพราะเป็นเหตุให้แน่นจมูก หายใจไม่สะดวก
ต้องอ้าปากช่วย ยิ่งทำให้นอนกรนได้มากขึ้น
- ไซนัสอักเสบ โดยเฉพาะไซนัสอักเสบเรื้อรัง จะมีน้ำมูกข้น และจมูกบวม
ทำให้หายใจทางจมูกไม่สะดวก จึงนอนกรนได้
- มีภาวะที่มีเนื้องอกในโพรงจมูก เช่น ริดสีดวงจมูก หรือมีผนังกั้นจมูกคด ซึ่งมักเกิดร่วมกับเยื่อบุจมูกบวมโต
ทำให้หายใจทางจมูกไม่สะดวกจึงนอนกรน
- เป็นเด็กที่มีความผิดปกติของโครงสร้างของระบบทางเดินหายใจ เช่น มีกรามเล็ก,
มีขนาดทางเดินหายใจแคบกว่าปกติ กระดูกใบหน้าเล็ก หรือมีเนื้อเยื่อในทางเดินหายใจใหญ่
เช่นมีลิ้นโต เป็นสาเหตุให้มีภาวะอุดตันของทางเดินหายใจได้ขณะนอนหลับ
- เป็นเด็กที่มีความผิดปกติของสมองที่ทำให้การคุมการทำงานของกล้ามเนื้อระบบทางเดินหายใจผิดปกติ
- ต่อมทอนซิล (ที่สามารถเห็นอยู่ข้างลิ้นไก่ในคอทั้งสองข้าง) มีขนาดโตมาก เพราะมีการอักเสบเรื้อรัง
ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรังของบริเวณช่องคอ
- ต่อมอดีนอยด์โต (อยู่บริเวณด้านหลังโพรงจมูก) มีขนาดโตมาก เพราะมีการอักเสบเรื้อรัง
ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรังของบริเวณช่องจมูก รวมทั้งโพรงไซนัส
- เด็กที่มีกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากสาเหตุต่างๆ
- เด็กที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น ดาวน์ซินโดรม
- เด็กที่มีปัญหาโรคปอดเรื้อรัง
สังเกตได้อย่างไรว่านอนกรนแบบนี้มีอันตราย ?
การนอนกรนแบบนี้มีอันตรายจะมีผลทำให้ตอนตื่นเช้าจะรู้สึกไม่สดใส ทั้งๆ ที่นอนไปตั้งหลายชั่วโมง
จะรู้สึกเหมือนกับนอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง บางทีก็จะปวดศีรษะตอนตื่นนอน กลางวันก็จะง่วงเหงาหาวนอนตลอดทั้งวัน
สำหรับเด็กนั้นการนอนกรนแบบเป็นอันตรายก็จะส่งผลต่อร่างกายเช่นเดียวกับผู้ใหญ่
คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตได้จากอาการดังต่อไปนี้ค่ะ
- กรนเสียงดัง อ้าปากหายใจ หายใจแรง จนบางครั้งเห็นว่ามีรอยบุ๋มบริเวณหน้าอกและคอขณะหายใจเข้า
- มีอาการหายใจติดขัด, หายใจลำบาก หรือหยุดหายใจเป็นพักๆ ร่วมกับการนอนกรน
- นอนกระสับกระส่าย, เหงื่อออกมากเวลานอน, ตื่นนอนกลางดึกบ่อยๆ
- ในรายที่มีต่อมอะดีนอยด์ใหญ่มาก จะอ้าปากเสมอเวลานอน ทำให้มีลักษณะกระดูกเพดาน
ปากโก่งสูง ฟันหน้ายื่นเหยินออกมาจนผิดรูปได้ เนื่องจากเด็กหายใจเข้าออกผ่านทางปาก
ไม่ค่อยหายใจทางจมูกซึ่งเป็นช่องทางหายใจตามปกติ
- ปัสสาวะรดที่นอนทั้งที่เคยควบคุมได้มาก่อน
- ฮอร์โมนเจริญเติบโต (growth hormone) ซึ่งมีการหลั่งออกมาในขณะหลับสนิท มีปริมาณลดลง
- ง่วงเหงาหาวนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน
- มีปัญหาด้านการเรียน, เรียนได้ไม่ดี
- มีปัญหาทางพฤติกรรม, สมาธิสั้น, อยู่นิ่งเฉยไม่ได้
- ระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติ
- มีความดันโลหิตสูง
นอกจากนี้แล้วภาวะนอนกรนชนิดที่เป็นอันตราย หากเกิดในขณะหลับทำให้มีออกซิเจนในเลือดลดลง
ดังที่กล่าวมาแล้ว หากมิได้รับการรักษา หรือแก้ไขอย่างทันท่วงทีจะทำให้เด็กมีสติปัญญาต่ำ, ระดับการเรียนรู้ต่ำลง,
มีสมาธิสั้น, แอคทีฟมากไม่อยู่นิ่ง, ง่วงเหงาหาวนอนในเวลากลางวัน, ปัสสาวะรดที่นอน, ความดันโลหิตสูง,
ความดันเลือดในปอดสูง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจทำงานล้มเหลวได้
หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกของเรามีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น สิ่งที่ควรปฏิบัติก็คือ พาลูกไปพบคุณหมอค่ะ
เพื่อให้คุณหมอตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง คุณพ่อคุณแม่จะได้รับวิธีการแก้ไขการนอนกรนของลูกอย่างถูกต้องจากคุณหมอด้วยค่ะ
คุณหมอมีวิธีการรักษาอย่างไร ?
หากพบว่าเด็กมีภาวะการนอนกรนที่เป็นอันตรายก็จำเป็นต้องมีการรักษา
แต่วิธีการรักษานั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดการกรน คือ
- การรักษาโดยการผ่าตัด เพื่อแก้ความผิดปกติของโครงสร้างทางเดินหายใจส่วนบนที่แคบ
- การตัดต่อมอดีนอยด์และต่อมทอนซิล ในรายที่มีต่อมอดีนอยด์และต่อมทอนซิลโต
การตัดต่อมออกพบว่าช่วยรักษาการอุดตันของทางเดินหายใจในขณะหลับได้ถึง 75-100%
- ในผู้ป่วยซึ่งมีการอุดตันของทางเดินหายใจขณะหลับเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ทางเดินหายใจอุดตันตอนหายใจเข้า
หรือในผู้ป่วยที่ตัดต่อมทอนซิลแล้วยังมีปัญหา หรือในรายที่มีปัญหาสุขภาพทางด้านอื่น ไม่สามารถผ่าตัดได้
จำเป็นจะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เพื่อป้องกันการอุดตันของทางเดินหายใจในขณะหลับ (CPAP หรือ BiPAP)
- การรักษาอาการอื่นๆ ที่อาจเป็นปัจจัยร่วมให้เกิดปัญหาการหายใจที่ผิดปกติขณะหลับเป็นโรคภูมิแพ้,
การควบคุมน้ำหนัก
คุณพ่อคุณแม่จะเห็นได้ว่าการกรนเกิดจากการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ
ถ้ามีการอุดกั้นทางเดินหายใจไม่มากก็ไม่มีผลต่อสุขภาพ แต่ถ้ามีการอุดกั้นทางเดินหายใจมาก
อาจทำให้มีการหยุดหายใจเป็นช่วงๆ การนอนหลับนั้นจะไม่สนิททำให้มีผลต่อสุขภาพกาย
และสุขภาพจิตได้ ดังนั้นถ้าลูกๆ ของเรามีอาการกรนดังมากผิดปกติ ควรได้รับการตรวจอย่างละเอียด
และหาหนทางรักษาต่อไป ถ้าลูกได้รับการรักษาที่เหมาะสม ร่างกายของเราจะมีการฟื้นตัว
และสมรรถภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
และลูกรักของเราก็จะมีพัฒนาการที่สมบูรณ์สมวัยตามที่ควรจะเป็นค่ะ
(update 25 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 กรกฏาคม 2547 ]
|