หู ประตูสู่การพูดและเรียนรู้ภาษา


ความสามารถในการพูดของลูกนั้นเริ่มจากเรียนรู้ผ่านการได้ยินก่อนค่ะ แล้วจึงเกิดเป็นความเข้าใจและบันทึกเป็นความจำ พร้อมกับพัฒนาเสียงที่ได้ยินจนเป็นเสียงตัวเอง แล้วเลียนแบบการพูด ดังนั้นหูจึงเป็นอวัยวะสำคัญในการรับเสียง เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ภาษาและการสื่อสารค่ะ

เสียงที่ได้ยินจะชัดเจนหรือไม่ขึ้นอยู่กับหู ซึ่งมีการทำงานประสานกันของอวัยวะ 3 ส่วน คือ หูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน รวมทั้งก้านสมองส่วนที่รับและแปลความหมายของเสียงด้วย

หูชั้นนอก มีหน้าที่รับและนำคลื่นเสียงเข้าสู่ช่องหู ช่วยให้การได้ยินชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนั้นหนูน้อยที่มีใบหูใหญ่ก็จะมีส่วนช่วยให้ได้ยินชัดเจนกว่าใบหูเล็ก
หูชั้นกลาง เปรียบเสมือนสะพานที่นำคลื่นเสียงไปสู่หูที่อยู่ชั้นใน
หูชั้นใน เป็นส่วนที่มีความซับซ้อนมากที่สุด เมื่อคุณแม่ส่งเสียงเรียก เสียงจะเดินทางผ่านเข้ามาจากหูชั้นนอก ชั้นกลางและชั้นใน ประสาทรับเสียงจากหูชั้นในจะส่งสัญญาณจากหูไปสู่สมองของลูกน้อย เกิดเป็นสัญญาณเสียง

อวัยวะทั้ง 3 ส่วนที่กล่าวมานี้พัฒนามาตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในท้องแม่ได้ 3 เดือน และแน่นอนว่าลูกน้อยเริ่มได้ยินเสียงนุ่มนวลของคุณแม่ เสียงอบอุ่นของคุณพ่อตั้งแต่อยู่ในท้อง และจะพัฒนาสมบูรณ์จนใกล้เคียงหรือเท่ากับผู้ใหญ่เมื่ออายุ 6-7 ขวบ


พัฒนาการของการได้ยินเสียง

ลูกน้อยเริ่มเรียนรู้ภาษาตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ เริ่มจากฟังเสียงสูงๆ ต่ำๆ ของคุณพ่อคุณแม่โดยที่ยังไม่เข้าใจความหมาย ความเข้าใจของลูกน้อยจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนที่ผ่านไป ลูกน้อยแต่ละคนก็จะมีช่วงเวลาในการหัดพูดที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางร่างกาย และสภาพแวดล้อมรอบตัวลูกค่ะ
  • แรกเกิด ลูกน้อยจะทำเสียงต่างๆ เริ่มจากเสียงร้องไห้ เมื่อหิวก็จะส่งเสียงร้อง เมื่อต้องการความอบอุ่น เมื่อรู้สึกไม่สบายตัว และเมื่อมีความสุขก็จะส่งเสียงอ้อแอ้บอกให้รู้

  • อายุ 3-4 เดือน เมื่อคุณแม่คุยด้วยลูกจะหันมาหาและยิ้มด้วย เวลาที่มีเสียงดังจะมีทีท่าตกใจ หรือสะดุ้งตื่น

  • อายุ 6 เดือน ชอบเล่นของเล่นที่มีเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง หรือของเล่นที่มีเสียงดัง มีการทำเสียงเลียนแบบ พร้อมทั้งทำสีหน้าตอบสนอง เมื่อคุณพ่อคุณแม่เล่นเสียงกับลูก

  • อายุ 7 เดือน เมื่อได้ยินเสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงคนหรือเสียงดนตรี ลูกน้อยจะมีปฏิกิริยาตอบรับต่อเสียงมากขึ้น เริ่มออกเสียงได้ 2 พยางค์โดยการพูดซ้ำคำแรก เช่น มามา ปาปา

  • อายุ 8 เดือน ลูกน้อยยังคงส่งเสียงอ้อแอไปเรื่อย สามารถส่งเสียงดังเหมือนตะโกนเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่ ชอบฟังเสียงผู้ใหญ่สนทนากัน เมื่อเปิดเพลงจะพยายามทำเสียงเลียนแบบ คล้ายอยากจะร้องเพลงตาม

  • อายุ 9-10 เดือน เริ่มเปล่งเสียงออกมาเป็นคำที่ฟังเข้าใจมากขึ้น โดยที่ความสามารถดังกล่าวนี้ขึ้นอยู่กับอวัยวะในการเปล่งเสียงด้วย

  • อายุ 11-12 เดือน เมื่อมีคนเรียกชื่อ ลูกจะตอบสนองโดยการหันมาหาหรือยิ้มให้ พร้อมทั้งตอบสนองต่อเสียงอื่นๆ เช่น เสียงโทรศัพท์ หรือบางครั้งอาจเล่นเสียงคนเดียวตามลำพัง

เสียงแบบไหนที่หนูชอบ

เสียงสูงต่ำ อวัยวะที่มีหน้าที่แยกแยะความถี่ของเสียงต่างๆ คืออวัยวะที่มีลักษณะเหมือนก้นหอย (แฮร์เซลล์ที่เปรียบเสมือนลำโพงอยู่บริเวณหูชั้นใน) พร้อมทั้งแยกความถี่ต่างๆ ด้วย และจะรับเสียงที่มีความถี่สูงได้ก่อนเสียงที่มีความถี่ต่ำ

เสียงที่ชอบ โดยธรรมชาติของคนเราจะชอบและอยากฟังเสียงที่นุ่มนวล อาจจะเป็นเสียงทุ้ม แต่ไม่ทุ้มมากเกินไป หรือเสียงเพลงเบาๆ นุ่มๆ จะเป็นเสียงที่ลูกประทับใจ และเพลิดเพลิน

เสียงรบกวน เสียงแหลมเป็นเสียงที่ลูกไม่ค่อยชอบนักค่ะ เช่น เสียงเคาะกระทะโป๊งเป๊งในครัว หรือเสียงแหลมมากๆ แต่ถ้าเป็นเสียงคนแก้ว กริ๋งๆๆๆ ซึ่งเป็นเสียงแหลมเหมือนกันแต่เป็นเสียงแหลม ที่ลูกรู้ว่าอีกสักพักจะได้ดื่ม ก็จะเกิดความรู้สึกที่ดีที่เป็นข้อยกเว้นได้ค่ะ

การจะทดสอบว่าลูกมีพัฒนาการด้านการได้ยินปกติดีอยู่หรือไม่นั้น เวลาที่ดีที่สุดคือเวลาที่ลูกเคลิ้มๆ ใกล้จะหลับ โดยคุณแม่นำของเล่นของลูกที่เขย่าแล้วเกิดเสียง มาเขย่าข้างๆ หู ถ้าลูกลืมตาขึ้นแสดงว่าการได้ยินปกติ (เน้นว่าต้องเป็นช่วงที่ลูกเคลิ้มๆ เท่านั้นจึงจะได้ผลดี)


กิจกรรมพัฒนาการฟังและภาษา
  • ฝึกภาษากับลูก เรียกชื่อสิ่งของด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำและพูดบ่อยๆ ตั้งแต่ตื่นเช้า ถึงเข้านอน เช่น “ไปอาบน้ำกัน” “กินข้าว” “นอนหลับ” ฯลฯ แม้ว่าลูกจะยังพูดไม่ได้ แต่หูจะได้ยิน เรียนรู้ และจดจำเป็นประสบการณ์ต่อไป

  • ร้องเพลง นอกจากจะสนุกแล้ว เพลงยังเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านภาษาได้ดี เพราะความคล้องจองทางภาษา ท่วงทำนองจะช่วยให้ลูกเรียนรู้คำศัพท์ได้เพิ่มขึ้นค่ะ

  • เล่านิทาน อ่านหนังสือ หาหนังสือนิทานที่มีภาพประกอบขนาดใหญ่ สีสันสดใส เปิดและอ่านให้ลูกฟัง ให้ลูกพูดตามด้วยนะคะ

  • เลียนเสียงสัตว์ มอ มอ, ก๊าบ ก๊าบ, เหมียว เหมียว, ฯลฯ เล่นเลียนเสียงสัตว์กับลูก คุณแม่อาจซื้อแผ่นซีดี หรือเทปเพลงที่มีเสียงสัตว์ หรือจะพาลูกไปรู้จักกับสัตว์จริงๆ ก็ยิ่งดีค่ะ ให้ลูกได้ฟังเสียง ฝึกให้ลูกออกเสียง และได้เห็นภาพของสัตว์แต่ละชนิด
อย่าลืมนะคะว่านอกจากจะต้องพูดคุยกับลูกบ่อยๆ แล้ว สีหน้าแววตาและกิริยาประกอบการพูดของคุณพ่อคุณแม่ก็สำคัญ ในการช่วยให้ลูกเกิดความสนใจยิ่งขึ้นค่ะ


สาเหตุที่ทำให้หูลูกมีปัญหา
  • การ แคะ แกะ เกา ไม่ควรสร้างความเพลิดเพลินในการแคะหูให้กับลูกนะคะ เพราะจะทำให้ลูกติดนิสัยที่ไม่ถูกต้อง เผลอๆ อาจจะนำไม้แหย่หูตัวเอง จนมีผลเสียตามมาคือ
    - เชื้อราเข้าหู ทำให้หูคันและอักเสบตามมา
    - เข้าไปกระทบกระแทกทำให้ช่องหูอักเสบ
    - ถ้าแหย่เข้าไปลึกอาจจะกระทบกระแทกกับแก้วหู ทำให้แก้วหูแตก เป็นสาเหตุของหูตึง

  • หากมีปัญหาน้ำเข้าหูลูก คุณแม่เพียงแค่ใช้ค็อตตันบัดเช็ดตื้นๆ อย่าแหย่เข้าไปลึก (ปกติแล้วน้ำเข้าหูไม่ได้อันตรายอะไร เพราะสามารถระเหยไปเองได้)

  • คออักเสบ คอกับหูจะมีท่อเชื่อมต่อกัน เมื่อลูกเจ็บคอถึงขั้นอักเสบ ทำให้ท่อที่เชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลางกับหูชั้นนอกอุดตัน เกิดมลภาวะที่เป็นอันตรายกับหู แรกๆ ลูกจะรู้สึกหูอื้อ ถ้าปล่อยเอาไว้นานลูกจะปวดหูจนทนไม่ได้ และตราบใดที่ท่อไม่เปิดความดันภายในหูก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ นานๆ เข้าร่างกายก็จะขับน้ำออกมา ดันแก้วหูให้โป่งออก ทำให้ปวดหู ดังนั้นถ้าลูกร้องไห้โยเยโดยไม่ทราบสาเหตุ และก่อนหน้านี้มีอาการไข้หวัดที่ทำให้คออักเสบ ก็อาจสงสัยได้ว่าลูกร้องเพราะสาเหตุนี้ได้ค่ะ

  • การสัมผัสเสียงดัง ระดับเสียงที่เป็นอันตรายต่อการได้ยินคือ เสียงที่มีความดังมากกว่า 85 เดซิเบล ซึ่งสามารถประมาณคร่าวๆ ได้ เช่น เสียงตะโกนมีความดัง 80 เดซิเบล มอเตอร์ไซค์ที่แผดเสียงแป๊ดแป๊ดมีความดัง 90-100 เดซิเบล (อยู่ที่ระยะเวลาที่ได้ยิน เช่น เสียงที่มีความดัง 85 เดซิเบลอนุญาตให้ฟังได้ไม่เกิน 16 ชม. ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความทนทานของเด็กแต่ละคนด้วยค่ะ) ดูๆ แล้วโอกาสที่หูลูกจะได้รับอันตรายจากเสียงดังนั้นมีน้อย แต่หลีกเลี่ยงลูกจากเสียงดังหรือเสียงรบกวนกันไว้ก่อนก็จะดีกว่าค่ะ

  • เป็นโรคมาตั้งแต่เกิด โรคบางชนิดที่เป็นมาตั้งแต่เกิดก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้การได้ยินของลูกผิดปกติได้ เช่น ดาวน์ซินโดรม เด็กที่มีรูปหน้าผิดปกติมาตั้งแต่เกิด (มีคิ้วตกต่ำ ใบหูเกาะต่ำ) หรือเกิดมามีน้ำหนักตัวน้อยมาก น้อยกว่า 1,500 กรัม อยู่ในครอบครัวที่มีประวัติหูหนวกหูตึง

  • การกินยาหรือฉีดยาที่ทำลายประสาทหู ยาบางตัวทำลายประสาทหูได้ เช่น ยาเสต็ปโตมัยซิน กาน่ามัยซิน นีโอมัยซิน หรือยาปฏิชีวนะบางตัวถ้าได้รับในปริมาณมากๆ ก็ทำลายประสาทหูได้ ซึ่งลูกน้อยวัยนี้แพทย์จะไม่แนะนำให้คุณแม่ซื้อยาให้ลูกกินเองอยู่แล้ว แต่หากกังวลกับยาที่ลูกใช้อยู่ก็อาจปรึกษาหมอได้ค่ะ

เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ รศ.ปริญญา หลวงพิทักษ์ชุมพล อาจารย์ประจำภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ หากต้องการติดต่อหน่วยงานที่ให้บริการการตรวจสมรรถภาพการได้ยิน การฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยิน และการแก้ไขการพูดผิดปกติ สามารถติดต่อได้ที่หน่วย โสต ศอ นาสิกของโรงพยาบาล”


(update 6 ตุลาคม 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 253 กุมภาพันธ์ 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600