การใช้ยา ในโรคหอบหืด


โรคหอบหืด จัดว่าเป็นโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงปานกลางจนถึงรุนแรงมาก มักจะจำเป็นต้องใช้ยาทุกวัน ลองเปรียบเทียบกับโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งถ้าควบคุมด้วยการออกกำลังกาย การงดอาหาร การจำกัดปริมาณเกลือที่รับประทาน ถ้ายังไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ แพทย์ก็จะสั่งยาลดความดันโลหิตให้ ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานทุกวัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเข้าใจและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากผู้ป่วยความดันโลหิตจะทราบว่า ถ้าควบคุมความดันโลหิตได้ไม่ดีพออาจจะมีอันตรายอย่างมากได้ เช่น ทำให้ไตเสื่อม หัวใจทำงานได้แย่ลง อาจเกิดเส้นเลือดในสมองแตกหรืออุดตัน แต่ในกรณีของโรคหอบหืด ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกว่าเมื่อใช้ยาสักระยะหนึ่งแล้ว อาการดีขึ้น มักจะคิดว่า โรคหายแล้วก็จะหยุดยา ซึ่งความจริงไม่ใช่ โรคหอบหืดถึงแม้ว่าอาการจะดีขึ้น แต่ถ้าดูลึกลงไปในผนังหลอดลม จะพบว่า ยังมีอาการอักเสบอยู่ต่อเนื่องตลอดเวลา การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดจึงควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร แล้วจึงลดขนาดของยาลงได้

ผู้ป่วยที่มีความรุนแรงของโรคขั้นที่ 1 คือ มีอาการเป็นครั้งคราว หอบน้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อาการกำเริบเป็นช่วงสั้นๆ หอบในเวลากลางคืนน้อยกว่า 2 ครั้งต่อเดือน สมรรถภาพปอดปกติในเวลาที่ไม่มีอาการ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ควรมียาขยายหลอดลมอย่างเดียวก็พอ และใช้เมื่อมีอาการ หรือใช้ยาขยายหลอดลมสูดดมก่อนออกกำลังกาย เพื่อป้องกันอาการหอบ

ผู้ป่วยที่มีความรุนแรงของโรคขั้นที่ 2 คือ มีอาการหอบมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ไม่ได้เป็นทุกวัน หอบในเวลากลางคืนมากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน อาการกำเริบอาจมีผลต่อการนอนหลับ หรือการทำกิจกรรมบางอย่าง ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ควรมียา 2 ชนิด คือ ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์สั้น และยาต้านการอักเสบเพื่อป้องกันอาการกำเริบ ยาต้านอักเสบที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในปัจจุบัน คือ ยาสูดดมสเตียรอยด์ ซึ่งคนไข้พอได้ยินคำว่า สเตียรอยด์ ก็มักจะมีปฏิกิริยาในเชิงลบ คือปฏิเสธการใช้ยาสเตียรอยด์ไว้ก่อน ถึงแม้แพทย์จะพยายามอธิบายว่า ปริมาณสเตียรอดย์ที่มีอยู่ในยาสูดดมจะมีน้อยมาก ไม่เหมือนกับสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน ซึ่งจะมีอาการข้างเคียงค่อนข้างมาก ถ้าใช้ติดต่อกันนานๆ นอกจากนั้นแล้วสเตียรอยด์ชนิดสูดดม ยังมีให้เลือกหลายชนิดมากบางชนิดเมื่อสูดดมเข้าไปแล้ว ก็ไม่สามารถตรวจในกระแสเลือดได้ หรือตรวจพบแต่มีปริมาณน้อยมาก นอกจากนั้นยังมียาสูดดมที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ด้วย คือยาในกลุ่มโครโมลินโซเดียม ซึ่งปลอดภัย และไม่มีสเตียรอยด์ แต่ข้อด้อยคือประสิทธิภาพของยา ในการป้องกันอาการหอบจะน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับยาสูดดมชนิดสเตียรอยด์ นิยมใช้ในผู้ป่วยเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งข้อด้อยอีกอย่างคือ กว่าจะได้ผลในการป้องกัน จำเป็นต้องใช้ยาติดต่อกันอย่างน้อย 3-4 สัปดาห์ นอกจากยาสูดดมแล้ว ในปัจจุบันยังมียากลุ่มใหม่ที่เรียกว่า ยาต้านลิวโคไทรอีน ซึ่งเป็นยารับประทานเพียงวันละ 1-2 ครั้ง พบว่า ประสิทธิภาพในการป้องกันหอบได้ผลดี แต่ข้อเสียคือ มีราคาแพงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับยาชนิดสูดดม

ผู้ป่วยที่มีความรุนแรงของโรคขั้นที่ 3 คือ (ระดับปานกลาง) มักมีอาการหอบทุกวัน อาการหอบรบกวนการทำกิจกรรมและการนอนหลับของผู้ป่วย มีอาการหอบตอนกลางคืนมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ก่อนการรักษาผู้ป่วยมักจะจำเป็นต้องใช้ยาขยายหลอดลมชนิดสูดดมออกฤทธิ์สั้นทุกวัน ค่าสมรรถภาพปอดต่ำกว่ามาตรฐาน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ในอดีตมักจะได้ยาสเตียรอยด์สูดดมขนาดปานกลางจนถึงสูงมาก ร่วมกับยาประเภทไอฟีลีน แต่ในปัจจุบัน แพทย์ส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้ยาสูดดมสเตียรอยด์ขนาดน้อยจนถึงปานกลาง ร่วมกับยาสูดดมขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นานแทน ยาขยายหลอดลมออกฤทธิ์นานชนิดสูดดมเพิ่งมีได้ไม่นาน แต่พบว่ามีประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วยโรคหอบหืดมาก เนื่องจากพบว่า การใช้ยา 2 ชนิดร่วมกัน คือ ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นานร่วมกับยาสูดดมสเตียรอยด์ขนาดน้อย ได้ผลดีกว่าการเพิ่มขนาดยาสเตียรอยด์ ทั้งในแง่ของการกำเริบของโรค แนะสมรรถภาพปอดด้วย ข้อด้อยของยาขยายหลอดลมออกฤทธิ์นาน ก็คือ ราคาแพง เมื่อเปรียบเทียบราคายากับกลุ่มยาต้านลิวโคไทรอีน พบว่ายาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นานมีราคาถูกกว่า ได้ผลในการรักษาดีกว่า

ผู้ป่วยที่มีความรุนแรงของโรคขั้นที่ 4 (ระดับรุนแรงมาก) ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการมาก หอบตลอดเวลา อาการกำเริบบ่อยมาก สมรรถภาพก็แย่ จัดเป็นกลุ่มที่น่าสงสารมาก แต่ก็พบได้น้อยกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่น ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักได้ยาหลายชนิด ได้แก่ ยาสูดดมขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นาน ยาสูดดมสเตียรอยด์ ยารับประทานอาจจะเป็นกลุ่มยาต้านลิวโคไทรอีน หรือยากลุ่มทีโอฟิลีนก็ได้ ถ้าไม่สามารถควบคุมโรคได้ ก็จำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน

การดูแลผู้ป่วยโรคหอบหืด มีความจำเป็นต้องประเมินอาการของผู้ป่วยเป็นระยะ ถ้าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น แพทย์ก็จะพิจารณาลดยาหรือเปลี่ยนแปลงการใช้ยาของผู้ป่วย โดยแพทย์จะยึดหลักการที่จะให้ยาผู้ป่วยน้อยที่สุดที่สามารถควบคุมโรคได้

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งก่อนที่แพทย์จะพิจารณาว่า ขนาดของยาที่ให้ไปนั้นไม่สามารถควบคุมโรคได้ แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องเทคนิคการสูดยา ความสม่ำเสมอของผู้ป่วยในการสูดยาด้วย

เทคนิคการสูดยา สำคัญอย่างไร
สำคัญมาก เนื่องจากยาหลักที่ใช้ในการรักษาโรคหอบหืดในปัจจุบันจะเป็นยาสูดดม บางตัวเป็นยาที่ผสมกับก๊าซบางชนิด ผู้ป่วยจำเป็นต้องสูดยาในจังหวะเดียวกับการหายใจเข้า หรือถ้าใช้กระบอกเก็บยา ก็จะช่วยให้การสูดยาทำได้ง่ายขึ้น

ส่วนยาสูดชนิดที่เป็นผง ต้องมีขบวนการบรรจุยา เช่น หมุนฐานของกระบอกยา เป็นต้น ถ้าผู้ป่วยทำไม่ถูกวิธี ผู้ป่วยจะไม่ได้รับยาเข้าไปในหลอดลม ก็จะไม่สามารถรักษาโรคได้

ความสม่ำเสมอของการใช้ยา
ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยาเป็นระยะเวลานานๆ ถ้าแพทย์สั่งยาที่ต้องใช้วันละ 3-4 ครั้ง หรือแพทย์สั่งยาหลายขนาด เมื่อเวลาผ่านไป มักจะพบว่าผู้ป่วยจะลืมใช้ยา หรือผู้ป่วยมักคิดว่าอาการดีขึ้น ก็จะหยุดยา ในปัจจุบันยาสูดชนิดใหม่ๆ จะมีตัวเลขกำกับอยู่ทำให้แพทย์สามารถติดตามดูแลผู้ป่วยได้ดีขึ้น ทุกครั้งเวลาที่แพทย์นัดผู้ป่วยเพื่อติดตามอาการ แพทย์ก็จะขอดูยาและอุปกรณ์การใช้ยาว่าใช้ถูกต้องหรือไม่ จำนวนที่เหลือสอดคล้องกับระยะเวลาที่ผ่านไปหรือไม่ ทำให้แพทย์ประเมินได้ว่า ผู้ป่วยใช้ยาอย่างสม่ำเสมอหรือไม่

ผู้ป่วยโรคหอบหืดในปัจจุบัน มียาต่างๆ ให้แพทย์เลือกใช้กับผู้ป่วยได้มากมาย มียาที่ทันสมัยแต่ก็มีราคาแพงมากขึ้น การพิจารณาของแพทย์ร่วมกับผู้ป่วย จะทำให้ได้ยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน

แนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคหืดเรื้อรัง
ตามลำดับความรุนแรงของโรค
การป้องกันระยะยาว (Long-term Preventive)
การรักษาเมื่อมีอาการ (Quick-Relief)

ขั้นที่ 4 อาการรุนแรงมาก (Severe persistent)
ใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
ยาสูดดมสเตียรอยด์ขนาดปานกลางถึงสูง ร่วมกับยาต่อไปนี้ 1 ชนิด หรือมากกว่า
        - ยาสูดดมขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นาน
        - ยากินทีโอฟีลีน
        - ยากินขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นาน
        - ยาต้านลิวโคโทรอีน
ถ้ายังควบคุมอาการไม่ได้ ให้ prednisolone ชนิดรับประทาน
ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์สั้นชนิดสูดหรือดมเมื่อมีอาการ

ขั้นที่ 3 อาการรุนแรงปานกลาง (moderate persistent)
ยาสูดสเตียรอยด์ขนาดปานกลาง หรือ
ยาสูดสเตียรอยด์ขนาดต่ำร่วมกับยาตัวใดตัวหนึ่งต่อไปนี้
        - ยาสูดดมขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นาน
        - ยากินทีโอฟีลีน
        - ยากินขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นาน
        - ยาต้านลิวโคโทรอีน
ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์สั้น ชนิดสูดหรือดมเมื่อมีอาการ แต่ไม่ควรเกิน 3-4 ครั้ง/วัน

ขั้นที่ 2 อาการรุนแรงน้อย (mild persistent)
ยาสูดดมสเตียรอยด์หรือ
ยาสูดดมโครโมลิน โซเดียมหรือ
ยาต้านลิวโคไทรอีน
ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์สั้น ชนิดสูดหรือดมเมื่อมีอาการ แต่ไม่ควรเกิน 3-4 ครั้ง/วัน

ขั้นที่ 1 มีอาการเป็นครั้งคราว (intermittent asthma)
ไม่จำเป็นต้องใช้ยา
ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์สั้น ชนิดสูดหรือรับประทานเมื่อมีอาการ แต่ควรน้อยกว่าสัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง, inhaled m2-agonist หรือ inhaled cromolyn sodium ก่อนออกกำลังกาย ถ้ามีอาการ

ขนาดและปริมาณในการใช้ยา
ลดลง (Step down) ทบทวนความรุนแรงของโรคเป็นระยะๆ ถ้าควบคุมอาการได้ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน ควรพิจารณาลดขนาดและจำนวนยาลง

เพิ่มขึ้น (Step up) ถ้าไม่สามารถควบคุมอาการได้พิจารณาเพิ่มยา แต่ควรทบทวนเทคนิคการให้ยา และความสม่ำเสมอของการใช้ยาของผู้ป่วย


(update 27 เมษายน 2004)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2545-มกราคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600