ไซลิทอล


ได้มีโอกาสไปทัศนศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพปากและฟันที่ประเทศญี่ปุ่นมาค่ะ เลยทำให้รู้ว่านอกจากสารฟลูออไรด์ ช่วยป้องกันฟันผุซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในบ้านเราแล้ว ก็ยังมีสารอีกตัวหนึ่งซึ่งทำหน้าที่คล้ายๆ กัน ชื่อว่าไซลิทอล ด้วย และตอนนี้ก็เป็นที่ยอมรับ ในสมาคมทันตแพทย์ของหลายๆ ประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ส่วนในเอเชียใช้กันแพร่หลายในญี่ปุ่น เกาหลี สำหรับบ้านเราก็ไม่น้อยหน้า เพราะเริ่มมีการนำสารตัวนี้มาใช้กับผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับปากและฟันกันบ้างแล้ว…

ไซลิทอลคืออะไร

ไซลิทอล เป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่พบได้ในผักผลไม้หลายชนิด เช่น ต้นเบิร์ช สตอร์เบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ ผักกาดหอม ผักขม ดอกกะหล่ำ ฯลฯ ให้ความหวานมากเท่ากับน้ำตาลซูโครส แต่ให้แคลอรี่น้อยกว่า 40% ค่ะ…อ๊ะ!… สงสัยละสิคำว่าน้ำตาลยังไงก็ต้องหวาน แล้วความหวานก็น่าจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ฟันผุ จะมาช่วยป้องกันฟันผุได้ยังไงกัน…

เรื่องนี้ศาสตราจารย์ ท.พ.อากีรา ซูซูกิ ประธานสถาบันเพื่อป้องกันฟันผุญี่ปุ่น-ฟินแลนด์ ช่วยคลายความสงสัยให้ค่ะว่า แม้ไซลิทอลจะเป็นน้ำตาลก็จริงอยู่ แต่เป็นน้ำตาลตัวที่ไม่ใช่อาหารของแบคทีเรีย Streptococcus mutans ซึ่งเป็นตัวการทำลายฟัน เพราะว่าในไซลิทอลนี้จะมีคาร์บอน 5 อะตอม ซึ่งแบคทีเรียในช่องปากไม่สามารถย่อยสลายเป็นอาหารได้ จึงช่วยลดปริมาณการเกิดคราบฟันหรือหินปูน และช่วยลดจำนวนแบคทีเรียตัวที่อ่อนแอลงได้ ซึ่งนี่คือคุณสมบัติที่สารให้ความหวานตัวอื่นๆ ไม่มีค่ะ

" โดยปกติแล้ว คนเราจะเกิดฟันผุได้ต้องประกอบด้วย 3 ส่วนคือ น้ำตาล (คาร์โบไฮเดรต) แบคทีเรีย และฟัน เมื่อเราทานอาหารเข้าไป จากแป้งก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลซึ่งแบคทีเรียในปากก็จะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นกรด แล้วกรดนี้ก็จะกัดกร่อนแร่ธาตุ อย่างแคลเซียม ฟอสเฟสต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่เคลือบฟันอยู่ให้หลุดออกไป อันนี้เรียกว่าปรากฏการณ์ทำลายเคลือบฟัน (Deminalization)

" และโดยกระบวนการธรรมชาติเมื่อเคลือบฟันถูกทำลายไป น้ำลายจะเป็นตัวที่จะช่วยให้แร่ธาตุต่างๆ ที่หลุดออกไปกลับคืนสู่ฟันอีกครั้ง (Reminalization)" ซึ่งอธิบายง่ายๆ ก็คือ น้ำตาลทั่วไปเป็นได้ทั้ง ตัวการทำลายเคลือบฟันและตัวการคืนกลับมาของเคลือบฟัน ส่วนไซลิทอลไม่ทำลายเคลือบฟัน แต่ช่วยให้แร่ธาตุคืนกลับมาสู่ฟันค่ะ

แต่ทั้งนี้จะใช้ไซลิทอลให้เหมาะสมก็ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ด้วยค่ะ เพราะคุณหมอบอกว่า จะต้องมีส่วนผสมของไซลิทอลอย่างน้อย 50% ของสารให้ความหวานที่ใช้ทั้งหมดจึงจะได้ผล และควรให้ไซลิทอลอยู่ในปากของเราประมาณ 5 นาที ที่ต้องบอกไว้เพราะว่า ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารไซลิทอลเป็นที่แพร่หลายในประเทศญี่ปุ่นมาก ทั้งในยาสีฟัน ลูกอมหมากฝรั่ง ฯลฯ และก็มีพ่อค้าหัวใสใช้ชื่อไซลิทอลมาโฆษณา ทั้งๆ ที่ผสมสารไซลิทอลเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้

สำหรับผลข้างเคียงคุณหมอบอกว่ามีน้อยค่ะ เพราะเป็นน้ำตาลธรรมชาติที่ร่างกายเราก็ผลิตสารตัวนี้อยู่แล้ว (ในตับ) เท่าที่ศึกษาผลข้างเคียงตอนนี้ก็คือ อาจทำให้เกิดการท้องเสียได้ ถ้าร่างกายเรารับเข้าไป 0.75 กรัมต่อน้ำหนักร่างกายของเรา 1 กิโลกรัม ซึ่งต้องรับประทานเยอะมากจึงจะเกิดผลข้างเคียง

แต่อย่างไรก็ตาม คุณหมอเน้นว่า ไซลิทอลไม่ใช่ยา แต่เป็นตัวช่วยให้การทำความสะอาดฟันมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะที่สุดแล้ว การแปรงฟันก็คือวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพปากและฟันค่ะ


ไซลิทอลค้นพบโดยชาวเยอรมันในปี ค.ศ.1890 และมีการศึกษาวิจัยกันมาโดยตลอด จนผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เมื่อปี 1960 ที่ประเทศฟินแลนด์ และแพร่หลายเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก สำหรับในญี่ปุ่นเริ่มทำวิจัยเกี่ยวกับไซลิทอลตั้งแต่ปี ค.ศ.1997 และทำการทดลองมากว่า 7 ปี จนองค์การอาหารและยาให้การยอมรับ จากนั้นเพียง 3 เดือน ไซลิทอลก็เป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่นทั่วไป ปัจจุบันญี่ปุ่นทำการรณรงค์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ความรู้เรื่องไซลิทอลกับเด็กอนุบาลและแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดฟันผุ และเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศให้ไซลิทอลเป็นหนึ่งในปัจจัย ที่ทำให้คนในประเทศเกิดฟันผุน้อยลง

สำหรับในประเทศไทยตอนนี้ก็กำลังทดลองให้เด็กๆ เคี้ยวหมากฝรั่งที่มีส่วนผสมของสารไซลิทอล เพื่อป้องกันฟันผุอยู่ในโครงการทันตกรรมของสมเด็จพระเทพฯ ที่ จ.ฉะเชิงเทราอยู่ค่ะ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็คงต้องตามดูกันต่อไป


(update 18 กุมภาพันธ์ 2004)
[ ที่มา.. life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 93 ธันวาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600