นอกจากฟันผุ จะเป็นโรคในช่องปากอันดับหนึ่งที่เด็กๆ มักเป็นกันแล้ว ยังมีอีกหลายโรคในช่องปาก
ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลลูกอย่างระมัดระวังนะคะ เอ! แล้วจะมีโรคอะไรกันบ้างนะ ทพญ.จิราภรณ์ แต้วีระพิชัย
จากกองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จะมาเป็นผู้ชี้แจงค่ะ
ฟันหรืออะไรกันนะ !?!
ถ้าพบตุ่มหรือเม็ดเล็กๆ ตุ่มเดียวหรือหลายตุ่ม สีเทาขาวหรือเหลืองอ่อน ลักษณะแข็งบนสันเหงือก
หรือเพดานปากของลูก อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ ตุ่มนั้นไม่ใช่ฟันน้ำนมของลูก แต่เรียกว่า ไข่มุกเอพสไตน์ (Epstein's pearls)
ซึ่งพบบ่อยในช่องปากเด็กทารกแรกเกิด โดยตุ่มเหล่านี้จะหายไปได้เองประมาณ 2 อาทิตย์ 3 เดือน
ว้าย! ลูกมีกลิ่นปาก
คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตภายในช่องปากลูกให้ดีนะคะ ว่ามีกลิ่นปากไหม ปกติแล้วปากของเด็กไม่ควรมีกลิ่นเหม็น
เด็กที่มีกลิ่นปากเหม็นอาจเกิดจากสาเหตุของโรคเฉพาะตำแหน่ง เช่น โรคฟันผุ ทำให้เป็นที่สะสมของเศษอาหารในรูผุ
หรือเด็กมีแผลในปาก ไม่ยอมเคี้ยวอาหารข้างที่มีแผลทำให้มีแผ่นคราบจุลินทรีย์เกาะติดที่ตัวฟัน
ประกอบกับเด็กไม่ได้แปรงฟันทำความสะอาดภายในช่องปาก คุณแม่จึงควรรักษาสุขภาพในช่องปากของลูกอย่างถูกวิธีด้วยค่ะ
แผลร้อนใน อูย เจ็บ...
แผลร้อนในมักเกิดขึ้นที่เนื้อเยื่อบุผิวในช่องปาก บริเวณริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม รอยต่อของบริเวณแก้มและเหงือก
และขอบของลิ้น อาจเกิดเพียงหนึ่งแห่งหรือหลายแห่ง จึงทำให้เกิดความเจ็บปวดมาก ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัดค่ะ
แต่เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน สภาพทางจิตใจ ลักษณะทางกรรมพันธุ์
โดยพบว่าเด็กที่พ่อแม่มีประวัติเคยเป็นแผลรอยใจ ลูกจะมีโอกาสเกิดรอยโรคได้ถึงร้อยละ 90
ตลอดจนภาวะการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น ธาตุเหล็ก โฟเลต และวิตามินบี 12
ในปัจจุบันยังไม่มียาชนิดใดที่รักษาแผลร้อนในให้หายขาด โดยไม่ให้โรคปรากฏอาการขึ้นมาอีก
แพทย์จึงให้ยาสเตียรอยด์ทาเฉพาะที่ เพื่อช่วยลดอาการเจ็บและการอักเสบเท่านั้นค่ะ
คางทูม : เมื่อไวรัสบุกต่อมน้ำลาย
เป็นโรคของต่อมน้ำลายที่พบได้ในเด็กเล็กค่ะ เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ทำให้ต่อมน้ำลายมีอาการบวมใหญ่ขึ้น
ลักษณะนุ่มๆ แต่กดแล้วเจ็บน่าดู อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ เด็กจะมีน้ำลายออกมามากกว่าปกติ
เมื่อมีการบดเคี้ยวอาหารจะทำให้มีอาการเจ็บปวด ในระยะนี้เด็กจะเบื่ออาหาร มีไข้และปวดบริเวณหลังหู
จะมีอาการประมาณ 1-2 สัปดาห์แล้วจะหายไปได้เอง แต่คุณพ่อคุณแม่ควรพาไปพบแพทย์
เพื่อตรวจอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ค่ะ
คอและทอนซิลบวมแดง
หากคุณพ่อคุณแม่พบอาการบวมแดงหรือพบความผิดปกติบริเวณภายในคอของลูก
ควรปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ จะดีที่สุด ก่อนที่จะลุกลาม และส่งผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย
เพราะส่วนใหญ่ลูกจะมีอาการไข้ร่วมด้วยค่ะ
จับตา ลิ้น ผิดปกติ
เด็กเล็กจะใช้ลิ้นเพื่อดูดนมและเปล่งเสียงต่างๆ ลักษณะผิดปกติหลายอย่างที่พบของลิ้นและบริเวณใต้ลิ้น คือ
- ลิ้นติด เกิดจากสายรั้งระหว่างลิ้นและพื้นปากสั้นมาแต่กำเนิด ทำให้ลิ้นเคลื่อนไหวได้น้อย
เป็นเหตุให้เด็กทารกดูดนมไม่สะดวก แต่เมื่อเด็กโตขึ้นสายรั้งอาจจะยาวขึ้นได้เป็นปกติ
ในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 3 ขวบ การผ่าตัดสายรั้งควรชะลอไว้ก่อนจนกว่าเด็กจะมีพัฒนาการสมบูรณ์ในการพูด
- ลิ้นเป็นฝ้า ฝ้าขาวบนลิ้นนั้นจะประกอบด้วยเศษอาหาร เชื้อจุลินทรีย์และเยื่อบุเคอราตินเกาะติดอยู่บนตุ่มรับรส
เด็กที่มีน้ำลายไหลน้อยกว่าปกติมาแต่กำเนิด หรือได้รับการฉายรังสีบำบัดโรคในระบบต่างๆ ของร่างกาย
หรือในรายที่มีไข้และขาดน้ำ รวมทั้งเด็กที่ดูดนมเป็นเวลานานๆ มักจะพบลิ้นเป็นฝ้าได้ค่ะ
คุณแม่จึงควรทำความสะอาดลิ้นร่วมกับการแปรงฟันที่มีฟลูออไรด์ผสมในยาสีฟันเสมอ
- ลิ้นเป็นแผนที่หรือลิ้นป็นรอย ลักษณะของลิ้นจะเป็นรอยแดงเรียบ คล้ายแสดงอาณาเขตในแผนที่
แต่จะไม่ลามไปยังที่ อื่นๆ ในช่องปาก ลักษณะลิ้นเป็นรอยนี้มักพบบ่อยๆ เมื่อเด็กได้รับการตรวจสุขภาพช่องปาก
โดยที่ผู้ปกครองไม่ทราบว่ามีความผิดปกติ อาการนี้ไม่จำเป็นต้องให้การรักษาแต่อย่างใด
สามารถหายไปได้เองแล้วเกิดขึ้นใหม่ได้อีก
- ลิ้นเป็นร่อง เป็นลักษณะผิดปกติที่ไม่พบบ่อยนัก เด็กจะไม่มีอาการใดๆ
แต่อาจเกิดการสะสมของเศษอาหารอยู่ในร่องเหล่านั้นได้ง่าย ทำให้อักเสบและเจ็บปวด
แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่แปรงลิ้นและรักษาสุขภาพช่องปากของลูกให้ดี
แกะรอยจากอาการที่พบในช่องปาก
ร่องรอยบางอย่างในช่องปากที่อาจพบโดยบังเอิญขณะพ่อแม่พาเด็กไปพบทันตแพทย์
สามารถบ่งบอกอาการของโรคที่จะเกิดกับร่างกายหนูได้ด้วยค่ะ
- โรคหัด คุณแม่จะพบจุดคอปลิค (Koplik's spot) เป็นจุดสีฟ้าที่มีขอบสีแดง เกิดขึ้นที่เยื่อบุกระพุ้งแก้ม
จุดเหล่านี้จะรวมตัวเป็นกระจุกแล้วแผ่ออกเป็นแผ่นเล็กๆ รอยนี้จะปรากฏในช่องปากเด็กที่เป็นหัดเกือบทุกราย
มักจะเกิดก่อนที่ผื่นแดงบนผิวหนังจะปรากฏ 2-3 วัน
- โรคอีสุกอีใส จะพบตุ่มพองขึ้นที่เยื่อบุผิวบริเวณกระพุ้งแก้ม เพดานปาก คอ ตุ่มนี้จะผุดนูนขึ้น
และล้อมรอบด้วยขอบแดง จากนั้นตุ่มก็จะแตกออกเกิดเป็นแผลที่มีขอบสีแดงคล้ายกับแผลร้อนในแต่ไม่เจ็บ
โรคนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อาการไม่รุนแรง ตุ่มที่เกิดบริเวณผิวหนังจะกระจายไปที่ใบหน้า แขนขา และลำตัว
ในช่วงนี้ไม่แนะนำให้เด็กไปทำฟัน เพราะอาจเกิดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้ ประกอบกับเด็กอ่อนเพลียและมีไข้
จึงควรรอให้หายก่อนค่ะ
จะเห็นได้ว่าการดูแลอวัยวะต่างๆ ในช่องปากของเด็กนั้นมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสุขภาพของลูกในอนาคตได้นะคะ
การรักษาความสะอาด และการสังเกตปากลูกน้อยเพื่อดูแลการเปลี่ยนแปลงต่างๆ
จะช่วยให้ลูกรักมีสุขภาพที่ดีด้วยรอยยิ้มที่สดใสตลอดไปค่ะ
(update 13 ตุลาคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 101 มีนาคม 2547 ]
|