เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า การแปรงฟันเป็นวิธีการป้องกันโรคฟันผุและโรคเหงือกอักเสบที่ได้ผลที่สุด
นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดแผ่นคราบฟันและคราบจุลินทรีย์ที่เกิดขึ้นจากเศษอาหารตกค้างอีกด้วย
ทันตแพทย์จึงมักแนะนำให้แปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร ซึ่งในความจริงเป็นไปได้ยากเต็มที
สิ่งที่ช่วยได้อย่างหนึ่งคือ การบ้วนปาก โดยวิธีบ้วนปากที่ได้ผลคือ การดันกระพุ้งแก้มให้น้ำเคลื่อนไปด้านซ้ายและด้านขวา
หน้าและหลัง บ้วนปากเช่นนี้ซ้ำ 2-3 ครั้ง จะรู้สึกว่าช่องปากสะอาดขึ้นมาก แต่หลายคนเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น
ด้วยการใช้น้ำยาบ้วนปาก
ในท้องตลาดมีน้ำยาบ้วนปากหลายชนิด จำเป็นต้องเลือกใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม
โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและไม่เกิดอันตรายต่อช่องปากและฟันเป็นหลัก
โดยพอจำแนกได้ดังนี้
- น้ำยาบ้วนปากที่ช่วยให้ลมปากสดชื่น
- ส่วนผสมที่สำคัญในน้ำยาบ้วนปากคือ ยาฆ่าเชื้อโรคและสารที่ทำให้มีกลิ่นหอม ช่วยให้ลมปากสดชื่น
แต่จะมีผลแค่ชั่วคราว เพราะเชื้อในช่องปากมีหลายชนิดและยาฆ่าเชื้อที่ใส่ลงไป
ก็มีฤทธิ์ในการทำลายเชื้ออย่างอ่อนๆ เท่านั้น อีกอย่างมีรายงานว่า
ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ที่เข้มข้นเกินไป ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
หรือใช้น้ำยาบ้วนปากที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียแบบเข้มข้นสูงเกินไป ล้วนอาจทำให้สมดุลในช่องปากเสียไป
และอาจเกิดความผิดปกติของเนื้อเยื่อในช่องปากได้
- น้ำยาอมบ้วนปากที่ผสมฟลูออไรด์ช่วยป้องกันการเกิดฟันผุได้
- ปกติเราได้รับฟลูออไรด์จากอาหารที่กินและน้ำที่ดื่มอยู่แล้วและการใช้ฟลูออไรด์ที่ได้ผลดี
ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพที่สุด เห็นจะเป็นการใช้ในรูปของยาสีฟันและเราใช้เป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว
ส่วนการใช้น้ำยาบ้วนปากที่ผสมฟลูออไรด์หลังการแปรงฟันแม้มีรายงานว่า สามารถลดการเกิดฟันผุได้
แต่หากได้รับฟลูออไรด์มากเกินไปหรือเกิดการสะสมก็อาจส่งผลเสีย เช่น ทำให้ฟันตกกระ
มีความผิดปกติในการสร้างกระดูกได้ เป็นต้น
- น้ำยาบ้วนปากที่ช่วยลดเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก
- ทันตแพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มียาฆ่าเชื้อแบคทีเรียในผู้ป่วยที่มีเหงือกอักเสบลุกลาม
หรือผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคเหงือกโดยวิธีผ่าตัด เพื่อให้แผลผ่าตัดหรือเหงือกอักเสบหายเร็วขึ้น
การใช้น้ำยาบ้วนปากประเภทนี้จึงควรใช้เมื่อทันตแพทย์แนะนำเท่านั้น
- น้ำยาบ้วนปากที่ผสมคลอเฮกซีดีน
- คลอเฮกซีดีนที่ผสมในน้ำยาบ้วนปากมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
ช่วยลดการเกิดแผลในช่องปาก ช่วยลดการเกิดฟันผุ และบรรเทาอาการเจ็บคอได้
แต่ข้อเสียคือน้ำยาจะขมมากและหากใช้ติดต่อกันนานๆ มักทำให้เกิดคราบสีเหลืองปนน้ำตาลบนตัวฟัน
และอาจทำให้การรับรสอาหารเสียไปด้วย
- น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากพืชหรือสมุนไพร
- สารสกัดจากพืชหรือสมุนไพรช่วยให้มีกลิ่นหอมและรสชาติดีขึ้น ช่วยระงับกลิ่นปาก
และช่วยลดการอักเสบในช่องปากได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อโรค
และช่วยลดการเกิดคราบจุลินทรีย์ได้บ้างเช่นกัน
- น้ำยาบ้วนปากที่ระบุใช้ก่อนแปรงฟัน
- น้ำยาชนิดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คราบจุลินทรีย์อ่อนตัวและหลุดออกง่าย
โดยใช้อมก่อนการแปรงฟันเพื่อช่วยให้การแปรงฟันมีประสิทธิภาพดีขึ้น
แต่จากรายงานในวารสารทันตรรมพบว่า การใช้ในกลุ่มทดลองไม่มีผลแตกต่างจากผู้ที่ไม่ได้ใช้
โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังบ้วนปากไม่ได้ดีนักยิ่งไม่เหมาะและไม่จำเป็น
การใช้น้ำยาบ้วนปากที่ดี ต้องใช้ปริมาณที่พอเหมาะ อมกลั้วปากให้นานพอ
มีความถี่ในการใช้สม่ำเสมอเพียงพอจึงจะได้ผลเต็มที่ ที่สำคัญน้ำยาบ้วนปากที่ทำออกมาขาย
ในลักษณะที่มีความเข้มข้นมาก ก่อนใช้ต้องผสมน้ำให้เจือจาง มิฉะนั้นจะเกิดอาการแสบร้อน
ชาและไม่รับรู้รสชาติสักพักหนึ่ง
(update 30 เมษายน 2004)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2545-มกราคม 2546 ]
|