เตรียมตัวฟิต พิชิตข้อสอบ


ใกล้สอบแต่ละครั้ง เครียดกันใช่ไหมล่ะคะ หนังสือหนังหาตั้งมากมาย ไม่รู้จะอ่านอย่างไรหมด แต่เรื่องเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาเลยค่ะ ถ้ามีการวางแผนล่วงหน้าเอาไว้ดีๆ และมีวิธีอ่านหนังสืออย่างมีประสิทธิภาพ

และนี่ก็เป็นเทคนิคการเตรียมตัวสอบที่พี่ 'คิดซี' รวบรวมมาจากเนื้อหาใน www.eduzones.com เว็บไซต์เกี่ยวกับการศึกษาที่น่าสนใจอีกเว็บหนึ่ง ที่อยากจะแนะนำให้น้องๆ คลิกเข้าไปดูค่ะ พอเอามาบวกกับเทคนิคที่น้องๆ ที่เป็นแฟนคอลัมน์ช่วยแนะนำเข้ามา ผสมผสานเทคนิคส่วนตัวเข้าไปอีกเล็กน้อย ก็ได้เป็นเคล็ดวิชาสำหรับเตรียมตัวพิชิตข้อสอบนี่ล่ะคะ

เนื้อหาวิชาต่างๆ ที่เราเรียนกันมาตลอดเทอมนั้น มาอ่านเอาคืนสุดท้ายก่อนสอบไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ เพราะต่อให้สมองดีแค่ไหนก็จำได้ไม่หมด แถมยังจะเพิ่มความเหนื่อยล้าและกังวลเปล่าๆ ค่ะ (แต่ถึงรู้อย่างนี้ หลายคนก็ชอบทำ) ทางที่ดีต้องเริ่มต้นจัดตารางอ่านหนังสือตั้งแต่เนิ่นๆ

วิธีจัดตารางอ่านหนังสือ

เริ่มต้นจะต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะใช้เวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยให้เอาปฏิทินมากาง แล้วลองดูว่าก่อนจะถึงวันสอบ เราเหลือเวลาดูหนังสือกี่วัน และในแต่ละวันเราจะมีเวลาให้กับการอ่านหนังสือเวลาไหนบ้าง เพื่อที่จะได้จัดตารางให้สอดคล้องกับความต้องการและข้อจำกัดของตัวเอง และสามารถอ่านได้ทันตามระยะเวลาที่กำหนด

สมมติว่าวันนี้เป็นวันที่ 1 ธันวาคม ถ้าสอบกลางภาคคือ วันที่ 12 มกราคม ก็เท่ากับเหลือเวลาอีก 6 สัปดาห์ก่อนสอบ ก็จัดตารางเวลาที่แน่นอนไปเลยว่า จันทร์ถึงศุกร์ 18.00-19.00 น. จะเป็นเวลาสำหรับการทบทวนบทเรียนโดยเฉพาะ และวันเสาร์จะทบทวนตั้งแต่ 10.00 - 12.00 น. และ 15.00-17.00 น. ส่วนวันอาทิตย์ยกให้เป็นวันพักผ่อน หรือเผื่อมีธุระอย่างอื่นต้องทำ (อาจจะสลับชดเชยกับวันเสาร์ก็ได้)

เมื่อรู้ตารางเวลาแล้ว ก็ให้กำหนดวิชาที่ต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบลงไปในปฏิทินดังกล่าว โดยกำหนดว่าแต่ละวันจะอ่านวิชาอะไร และควรจะอ่านบทไหนให้จบ

ในที่นี้ ลองกำหนดให้ วันจันทร์-ภาษาไทย วันอังคาร-คณิตศาสตร์ วันพุธ-ภาษาอังกฤษ วันพฤหัสบดี-สังคมศึกษา วันศุกร์-วิทยาศาสตร์ ส่วนวันเสาร์ให้เป็นวันเสริมพิเศษสำหรับอ่านคละวิชา หรืออ่านเฉพาะวิชาที่สอบ หรือวิชาที่ไม่ถนัดเลยก็ได้ อันนี้แล้วแต่ค่ะ

เท่ากับว่าเรามีเวลาอ่านหนังสือวิชาละ 6-7 วันเป็นอย่างน้อยก่อนจะถึงวันสอบ ก็ให้แบ่งเนื้อหาบทเรียนที่ต้องสอบออกเป็น 6-7 ส่วน แต่สำหรับเทคนิคส่วนตัวของพี่ 'คิดซี' แนะนำว่าควรแบ่งเนื้อหาวิชาออกเป็น 4 ส่วน เพื่อที่ว่าใน 4 สัปดาห์แรกคือภายในเดือนธันวาคม จะได้อ่านเนื้อหาของทุกวิชาให้จบรอบแรก โดยใช้ปากกาเน้นข้อความหรือขีดเส้นใต้เนื้อหาที่สำคัญเอาไว้ก่อน

แล้วพอเริ่มสัปดาห์ที่ 5 คือต้นเดือนมกราคม ที่ใกล้เวลาสอบมากยิ่งขึ้น ก็ควรจะเริ่มอ่านรอบที่สองอีกครั้ง โดยพยายามจดจำเนื้อหาสำคัญๆ ตามที่ขีดเส้นใต้หรือเน้นเอาไว้ให้ได้ เรื่องไหนที่คิดว่าสำคัญมาก เช่น สูตรคณิตศาสตร์ หรือหลักไวยากรณ์ที่จำเป็น หรือเนื้อหาที่เราคิดว่าต้องออกข้อสอบแน่ๆ อาจจะสรุปออกมาเป็นโน้ตย่อแผ่นเล็กๆ เอาไว้เป็นพิเศษต่างหาก สำหรับทบทวนก่อนสอบสั้นๆ เป็นรอบสุดท้าย

รอบที่สองนี้ แนะนำว่าอาจจะเพิ่มเวลาอ่านหนังสือในวันธรรมดาเป็นวันละชั่วโมงครึ่งหรือสองชั่วโมง ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็อาจจะเพิ่มเวลาเข้าไปอีก เพราะการอ่านในรอบนี้ต้องอาศัยความตั้งใจ และสมาธิมากกว่ารอบที่แล้วเป็นอย่างมาก

เทคนิคอีกเล็กๆ น้อยๆ สำหรับใครที่กลัวจะลืมเนื้อหาที่อ่านไว้ตั้งแต่วันแรกๆ ก็อาจจะดูจากตารางสอบก่อนก็ได้ว่า เราสอบวิชาไหนเป็นวิชาสุดท้าย ให้อ่านวิชานั้นก่อนแล้วค่อยๆ อ่านไล่ขึ้นมาจนถึงวิชาแรก เช่น ตารางสอบมีว่า สอบคณิตศาสตร์ ต่อด้วยวิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ แล้วถึงจะสอบภาษาไทยเป็นวันสุดท้าย ก็ให้เริ่มอ่านที่ภาษาไทยก่อน แล้วตามด้วยภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ พอมาอ่านคณิตศาสตร์ ก็จะตรงกับวันที่ใกล้สอบวันแรกพอดี แล้วหลังจากนั้น เราก็ยังมีเวลาอ่านทบทวนวิชาที่สอบในวันหลังๆ ได้อีกรอบหนึ่ง


กฎ-กติกา-มารยาท
1. ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ว่าเป็นเวลาอ่านหนังสือ ไม่ควรทำกิจกรรมอย่างอื่นไปด้วย เพราะจะทำให้เสียสมาธิ ยกเว้นว่าบางคนอาจจะชอบเปิดเพลงคลอไปด้วยเบาๆ อันนี้ก็แล้วแต่ความถนัดค่ะ (เพราะ 'คิดซี' เอง พอเงียบมากๆ กลับไม่ค่อยมีสมาธิ) แต่ไม่ควรดูทีวีไปด้วย เพราะทีวีน่ะสนุกกว่าตำราแน่ๆ ดูไป อ่านไป เผลอๆ จะกลายเป็นดูทีวีอย่างเดียว ไม่อ่งไม่อ่านหนังสือกันพอดี

2. วิชาคณิตศาสตร์ ควรเป็นการฝึกทำโจทย์มากกว่าที่จะอ่านแล้วดูเฉลยเพียงพอย่างเดียว อันนี้ขอยกเคล็ดลับของนุ้ก หรือสนุกเกอร์- ธนศิลป์ นำไพศาล เจ้าของเหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิกที่เพ่งให้สัมภาษณ์ในคอลัมน์ เรื่องพิเศษของ l&f เมื่อฉบับที่แล้ว มาย้ำให้ฟังอีกครั้งว่า
" หัวใจของวิชาคำนวณคือการทำโจทย์เยอะๆ ครับ มันเหมือนกับกีฬา ถ้าเราฝึกบ่อยๆ เราก็จะเล่นเก่ง อันนี้ก็เป็นกีฬาของสมอง ถ้าเราฝึกบ่อยๆ สมองก็จะคิดเก่งขึ้น"

แต่ไม่ควรใช้เวลาทำแบบฝึกหัดติดต่อกันนานเกิน 2 ชั่วโมงค่ะ เพราะสมองจะล้า ให้สลับด้วยวิชาอื่นที่ใช้ทักษะต่างออกไป เช่น ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ เข้ามาให้สมองผ่อนคลาย

3. ตารางนี้ต้องนึกถึงความเป็นไปได้ให้มากที่สุด อย่าใส่เวลาที่เราต้องทำกิจกรรมอย่างอื่นลงไป ถ้ามีความจำเป็น ไม่สามารถทำตามตารางได้ ควรกำหนดเวลาอ่านชดเชยทันที แต่ถ้าทำได้ตามตารางทั้งหมด ก็อาจจะมีการให้รางวัลตนเองบ้างเล็กน้อย เช่น ทำสิ่งที่ตัวเองชอบสั้นๆ เป็นการคลายเครียด บางคนอาจจะเล่นกีตาร์ บางคนอาจจะอ่านการ์ตูนสักเล่ม (แต่ต้องระวังอย่าติดลมนะคะ)
ตอนนี้เรามาว่าถึงวิธีการอ่านหนังสืออย่างมีประสิทธิภาพกันต่อค่ะ


อ่านอย่างไรให้ได้ผล

วิธีการอ่านหนังสือให้ได้ผลดี ไม่ใช่การอ่านแบบสะเปะสะปะ หรือพยายามท่องจำทุกตัวอักษรหรอกนะคะ แบบนั้นน่ะไม่มีประโยชน์ ต่อให้ขยันแค่ไหน ถึงตอนสอบก็อาจจะจำอะไรไม่ได้เลย หรือไม่ก็ท้อแท้หมดแรงเลิกอ่านไปซะก่อน

วิธีที่ถูกคือ ต้องจับประเด็นให้ได้ว่า เนื้อหาในบทนั้นต้องการบอกอะไรกับเรา เราจะได้รู้ว่าควรจะจำอะไรและเดาทางของข้อสอบได้ถูก

ตัวนุ้กเองซึ่งเป็นเด็กเรียนดี มีมาตรฐานโอลิมปิกรับรองก็บอกว่าไม่ได้จำทุกตัวอักษรค่ะ ถ้าบทนั้นมีใจความสำคัญแค่ 20% ก็จำแค่ 20% นั้นก็พอแล้ว ส่วนอื่นอ่านแค่รู้เรื่องก็พอ
แต่ที่สำคัญ ต้องฝึกจับประเด็นให้ได้ ลองยกตัวอย่างการอ่านแบบจับประเด็นนะคะ

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารายงานการตรวจสอบโรงงานผลิตน้ำตาลมะพร้าวที่จังหวัดเพชรบุรี ปรากฏว่ามีการใช้สารฟอกสีโซเดียมไฮโดรซัลไฟด์ในการผลิตน้ำตาลมะพร้าว เพื่อให้น้ำตาลมีสีขาวขึ้น สารดังกล่าวโดยปกติใช้เป็นสารฟอกสีในอุตสาหกรรมย้อมสีเส้นด้ายและผ้า

ประเด็นสำคัญคืออะไรคะ? วิธีง่ายๆ ที่อยากแนะนำคือ ลองนึกดูว่าถ้าเราจะเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง จะเล่าอย่างไร ?
เล่าหมดทุกตัวอักษร เพื่อนเดินหนีก่อนแน่ เอาแค่สั้นๆ ก็พอว่า…โรงงานน้ำตาลที่เพชรบุรี ใช้สารฟอกสีที่ใช้ย้อมผ้ามาฟอกสีน้ำตาลให้ขาวขึ้น (แล้วตอนนี้ก็ถูกอย.จับได้แล้ว)
เห็นไหมคะ สั้นๆ แค่นี้เอง

นอกจากสูตรเล่าให้เพื่อนฟังแล้ว จะใช้สูตรสากล 5W 1H คือ ใคร (Who) อะไร (What) ที่ไหน (Where) เมื่อไร (When) ทำไม (Why) และอย่างไร (How) ในการตอบคำถามตัวเองเวลาอ่านหนังสือ ก็จะช่วยในการจับประเด็นที่สำคัญๆ หลังจากนี้ให้ทำโน้ตย่อสรุปสิ่งที่ยังจำไม่แม่นจะทำเป็นแผ่นเล็กๆ ติดตัวไว้พกดูเวลาไปไหนมาไหนหรือจะทำเป็นแผ่นใหญ่เท่าฝาบ้านติดไว้ในห้องน้ำ ห้องนอน เพื่อหลอกหลอน เอ๊ย! ไม่ใช่ค่ะ เพื่อเตือนความจำตัวเองบ่อยๆ ก็ไม่ว่า หรือถ้าใครจะวาดภาพประกอบ หรือทำ mind map ส่วนตัว ก็แล้วแต่คะ (ขอให้ทำสักวิธีเถอะ แบบไหนก็ได้ ทั้งนั้น)


เทคนิคการอ่านจากเพื่อนๆ

เทคนิคเหล่านี้ 'คิดซี' ได้มาจากน้อง พิมพ์ธีรา วิสูง ที่เมล์เข้าไปใน www.maceducation.com แล้วนำมาผสมผสานกับบทสัมภาษณ์ของน้องนุ้กเด็กคณิตศาสตร์โอลิมปิก แล้วก็เทคนิคส่วนตัวอีกนิดหน่อยค่ะ
1. วางแผนการเรียนที่ดี ทุกวันหลังเลิกเรียน จัดตารางเวลาอ่านหนังสือทบทวนสิ่งที่เรียนมาในแต่ละวัน เพื่อเป็นการเตรียมตัวระยะยาว

2. ติวกับเพื่อน นัดอ่านหนังสือพร้อมกับกลุ่มเพื่อนที่มีความถนัดในแต่ละวิชา โดยใช้วิธีการถามแลกเปลี่ยนความรู้ที่มี วิธีนี้จะช่วยความจำด้วย เพราะบางทีเราอาจจะนึกคำตอบได้ จากสถานการณ์ที่เพื่อนแต่ละคนพูดอะไรบางอย่าง เช่น เราอาจจะนึกชื่อของเทือกเขาที่กั้นพรมแดน ระหว่างไทยกับมาเลเซียเพราะคุ้นๆ ที่เพื่อนคนหนึ่งเคยบ่นว่า "สันกาลาคีรี ไงล่ะ ชื่อเทือกเขาอะไรไม่รู้ ยาวชะมัด"

3. ฝึกทำข้อสอบเก่า ถ้าเป็นการสอบเอ็นทรานซ์ หรือสอบเข้าสถาบันการศึกษาต่างๆ แหล่งเตรียมความพร้อมที่ดีที่สุดคือข้อสอบเก่า ให้หาข้อสอบเก่าในรอบประมาณ 5-10 ปีที่ผ่านมา (ซึ่งมักจะมีพิมพ์รวมเล่มขายพร้อมเฉลย) มาฝึกทดลองทำ เพื่อดูแนวทาง และจับประเด็นว่า ข้อสอบมักจะถามแบบไหน จะได้เตรียมอ่านหนังสือได้ถูก

4. ไขข้อข้องใจ หากไม่เข้าใจในบทเรียนหรือวิชาไหน ให้ถามเพื่อนหรืออาจารย์ประจำวิชา เพื่อหาคำอธิบายที่กระจ่างก่อนสอบ เพราะเรื่องที่ไม่เข้าใจเพียงเรื่องเดียว ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อบทเรียนอื่นๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันด้วย แถมยังเป็นการรบกวนสมาธิ ทำให้ขาดความมั่นใจก่อนเข้าห้องสอบอีกต่างหาก

5. ทบทวนคละวิชา จัดวิชายากง่ายสลับกันไปในการอ่านและการทบทวน อย่าจัดวิชายากๆ 2-3 วิชาติดกัน เพราะจะทำให้สมองรับข้อมูลมากเกินไป เทคนิคเพิ่มเติมจากนุ้กก็คือ
"ในวิชาที่ไม่ชอบหรือไม่ถนัด เรายิ่งควรจะต้องอ่านเพราะอย่างน้อยก็พอจะได้เรียนรู้อะไรขึ้นมาบ้าง ถ้าอ่านรอบเดียวเราไม่ถนัดอยู่แล้ว ก็อาจจะตกหล่นอะไรไปเยอะ แต่สมมติว่าเราชอบวิชาภาษาไทย เราก็อาจจะอ่านเนื้อหาของวิชาภาษาไทยไปก่อน เพื่อเป็นการสร้างอารมณ์ ความรู้สึกที่อยากอ่าน พออารมณ์ดีแล้ว ค่อยมาอ่านวิชาที่ไม่ชอบต่อไป เช่น ฝึกทำโจทย์คณิตศาสตร์ จะได้ไม่หงุดหงิด แต่ถ้ามาทำโจทย์ทันที ทั้งๆ ที่ไม่ชอบ มันอาจจะหงุดหงิด คิดไม่ออก แล้วพานไม่อยากอ่านหนังสือไปเลย"

6. ขจัดความเครียด ในช่วงใกล้สอบ ไม่ควรโหมอ่านหนังสืออย่างเดียวจนหัวฟูตาโบ๋ ควรจะทบทวนอย่างสบายๆ แทรกด้วยกิจกรรมบันเทิงบ้าง ก่อนสอบหนึ่งวัน อาจจะพักสมองด้วยกิจกรรมเบาๆ อย่างดูทีวี ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือเบาสมอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการพักผ่อน ช่วงสอบควรนอนให้พอ อย่ามาคิดฟิตเปรี๊ยะเอาคืนก่อนสอบเด็ดขาด

(update 20 กุมภาพันธ์ 2004)
[ ที่มา.. life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 93 ธันวาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600