ได้รับทราบปัญหาจากท่านผู้อ่านท่านหนึ่งว่า "หลานอายุ 2 ขวบกว่าแล้ว ยังไม่พูด ทางบ้านเป็นกังวลใจมาก
ไม่ทราบเป็นเพราะสาเหตุอะไร และจะต้องทำอย่างไรบ้าง" จากปัญหาดังกล่าว อาจมีคุณพ่อคุณแม่อีกหลายท่าน
ที่เคยประสบปัญหานี้แล้ว คงมีความกังวลใจไม่น้อยเช่นกัน
ปกติเด็กจะมีขั้นตอนของพัฒนาการตามลำดับ โดยเริ่มจากวัยทารกจะมีการส่งเสียงอืออา อ้อแอ้
จนกระทั่งอายุ 1-2 ขวบ จะเริ่มพูดเป็นคำๆ ที่มีความหมายหรือประโยคสั้นๆ เช่น หม่ำๆ บ๊ายบาย แม่ไปไหน
ต่อมาในช่วงอายุ 3-4 ปี จะสามารถพูดเป็นประโยคยาวๆ ได้ เช่น คุณแม่หนูอยากกินขนม วันนี้คุณครูชมว่าหนูเป็นเด็กดี
แต่การที่เด็กปกติจะพูดช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมด้วย
ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการพูดและการเรียนรู้ที่ดีได้
สำหรับ เด็กพูดช้า คือ เด็กที่มีพัฒนาการด้านภาษาและการพูด ไม่เป็นไปตามอายุ เช่น อายุ 2 ปี
ยังพูดคำเดียว ที่มีความหมายไม่ได้ หรืออายุ 3 ปีแล้ว ยังพูดเป็นประโยคสั้นๆ ไม่ได้ ซึ่งอาจมีสาเหตุได้จาก
- มีความผิดปกติของการได้ยิน เช่น มีหูตึง หูหนวก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตการได้ยินของเด็กตั้งแต่วัยทารก
ว่ามีการตอบสนองต่อเสียงอย่างไร โดยให้ลองสั่นกระดิ่งหรือปรบมือดังๆ ด้านหลังของเด็กเพื่อดูว่าเด็กจะหันตามเสียงหรือไม่
ถ้าเด็กไม่หันตามเสียง ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจระบบการได้ยิน
- มีการใช้หลายภาษาภายในครอบครัว ทำให้เด็กเกิดความสับสนในการพูด ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรมีการตกลงกันในเรื่องการใช้ภาษา
ว่าต้องการให้เด็กใช้ภาษาใดเป็นภาษาหลัก ส่วนภาษารองนั้นก็ให้เป็นการพูดคุยกันภายในครอบครัวระหว่างพ่อและแม่
ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ภาษารองไปเอง
- อาจเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าคือ การพูดจาจากคนรอบข้างและการเปิดโอกาสให้เด็กโต้ตอบ เช่น
เด็กที่พ่อแม่หรือพี่เลี้ยงไม่มีเวลาพูดคุยกับเด็กทำแต่งาน ทำให้เด็กขาดทักษะในการเรียนรู้เรื่องการพูด
หรือไม่เปิดโอกาสให้เด็กพูดเช่น เด็กอยากได้อะไรก็หยิบให้เลยโดยที่เด็กไม่ต้องพยายามออกเสียงเรียกสิ่งที่ต้องการนั้น
แนะนำให้คุณพ่อ คุณแม่ หรือพี่เลี้ยงพยายามพูดคุยกับเด็กให้มากขึ้น หรือมีการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การนั่งเล่น
เดินเล่น การเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน หรือในวันหยุดครอบครัวมีการทำอาหารด้วยกัน
และควรเน้นให้เด็กได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระตุ้นพัฒนาการของเด็กแล้ว
ยังช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่หาสาเหตุไม่พบหรือไม่ทราบว่าจะช่วยเด็กอย่างไรดี
ขอแนะนำให้พาเด็กไปขอรับคำแนะนำและแนวทางการรักษาจากกุมารแพทย์ เพื่อให้การดูแลต่อไป
สำหรับคุณแม่ : ขอให้คุณแม่ใจเย็นๆ ลองสังเกตลูกและหลานของท่านว่า
มีพัฒนาการในการพูดเป็นไปตามวัยดังที่กล่าวไว้ข้างต้นหรือไม่ หากเด็กมีพัฒนาการตามวัยดังนั้นแล้ว
คงคลายความกังวลไปได้เลยค่ะ
กนกพร อิ่มสกุล
พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเทพธารินทร์
(update 5 มกราคม 2004)
[ ที่มา...
กรุงเทพวันอาทิตย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 5889 วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ]
|