พูดแบบไหน โดนใจวัยซน


ดูตัวอย่างเหตุการณ์กับคำพูดเหล่านี้ แล้วลองเช็กตัวเองหน่อยว่า ปกติคุณพูดแบบไหนกับลูก

ถ้าเจ้าคนพี่เกิดอาการหมั่นเคี่ยวอยากแกล้งน้อง
    1. "เห็นมั้ย น้องร้องไห้เพราะน้องเจ็บที่ถูกหนูตีนะลูก"
    2. "แม่บอกเป็นพันครั้งแล้วใช่มั้ยว่าอย่าตีน้อง"
    3. "หยุดตีน้องเดี๋ยวนี้นะ"

ทั้ง 3 ประโยคนี้มีจุดประสงค์เดียวกันคือให้ลูกหยุดแกล้งน้อง แต่ฟังแล้วให้ความรู้สึกที่ต่างกันใช่มั้ยคะ ถ้าปกติสไตล์การพูดที่มีกับลูกส่วนใหญ่เข้าเค้าแบบที่ 1 ขอแนะนำว่า เปิดผ่านหน้านี้ไปได้เลย

ส่วนคุณที่พูดเข้าทำนองที่ 2 และ 3 กับลูกเป็นประจำไม่ว่าสถานการณ์ไหนๆ ก็อยากให้เข้าใจว่า หนูๆ วัยอนุบาลเขามีธรรมชาติตามวัยอยู่อย่างคือ มีความเป็นตัวของตัวเอง อยากเป็นอิสระ ต้องการทำอะไรด้วยตัวเอง คุณจึงเห็นลูกต่อต้าน ลองดี มีอาการประมาณบอกเท่าไหร่ไม่รู้จักฟัง แถมบางทียังมีต่อปากต่อคำให้คุณหงุดหงิดอีกด้วย

ฉะนั้น แทนที่จะปล่อยให้ตัวเองหงุดหงิดหัวเสีย บ่นยืดยาวหรือกล่าวตำหนิลูก ให้ลูกเจ็บช้ำน้ำใจ ต่อต้าน เสียกำลังใจ เราก็มาหาวิธีพูดกับลูก เพื่อให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดี (ด้วยตัวเขาเอง) แบบที่เข้าใจหัวอกคนตัวเล็กดีกว่าค่ะ เพราะทุกคำพูดของคุณล้วนมีผลถึงลูกทั้งทางลบและทางบวก เราคงไม่อยากให้คำพูดของเราเกิดผลลบกับลูก จริงมั้ยคะ

เมื่อจะพูดกับลูกวัยซน
  • อย่างแรกคือบอกตัวเองไว้เสมอว่า ตัวเราเองต้องเป็นฝ่ายฟังลูก อย่าตั้งท่าจะเป็นแต่ฝ่ายพูดอย่างเดียว เราต้องฟังลูกเพื่อที่จะเรียนรู้ ทำความเข้าใจลูก และสอนให้เขารู้จักเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย
  • พูดกับเด็กเล็กๆ อย่างนี้ไม่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้าบวกมหาสมุทร ขุดเหตุการณ์เก่าๆ มาสาธยายให้ยืดยาวหรอกค่ะ ยึดหลักเอาไว้ว่า สั้นกระชับ เข้าใจง่าย ประโยคไม่ซับซ้อน ภาษาที่ไม่ยากเกินวัยลูกจะรับรู้เท่านี้เป็นพอ
  • พูดในเชิงบวกหรืออย่างน้อยก็กลางๆ ไว้ก่อน ประเภทพูดไปตำหนิไป เปรียบเทียบกับคนนู้นทีคนนี้ที ไม่เอา เว้นแต่ถ้าลูกทำผิดก็ให้ตำหนิแบบให้เหตุผลที่การกระทำนั้นค่ะ
ประโยคแบบนี้ ไม่ดี ไม่เอา
  • " ทำได้แค่นี้เองหรือ" หรือ " ทำไมไม่ทำอย่างที่พี่…เขาทำล่ะ" อย่างนี้ลูกก็ไม่กล้าทำอะไรหรอกค่ะ เพราะไม่มั่นใจว่าทำแล้วคุณจะพอใจมั้ย กลัวจะสู้คนอื่นไม่ได้ แล้วอย่างนี้โอกาสในการเรียนรู้ของลูก จะอยู่ที่ตรงไหนล่ะคะ

  • " ทำอย่างนี้พ่อ / แม่ไม่รักแล้ว" หรือ " รักน้องดีกว่าเพราะน้องไม่ดื้อ" ไม่ว่าจะพูดจริงหรือพูดเล่น คำพูดแบบนี้บั่นทอนจิตใจลูกค่ะ คิดดูสิ ถ้าคนที่แกรักมากที่สุดเอ่ยปากว่าไม่รัก ลูกจะรู้สึกยังไง และเด็กที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นที่รักที่ต้องการจะมีความมั่นใจในตัวเอง และรักคนอื่นเป็นได้ยังไง
    อีกอย่างคุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจด้วยว่า เรื่องดื้อ เรื่องซนเป็นธรรมชาติตามวัยของเด็ก ซึ่งเขาต้องการคนเข้าใจ ให้กำลังใจเพื่อให้เขาทำสิ่งที่ดีและถูกต้อง มากกว่าคำพุดซ้ำเติมแบบนี้ แล้วการที่พูดแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้ลูกหยุดพฤติกรรมที่คุณไม่ชอบใจ แต่ทำให้ลูกต่อต้านน้อง ดีไม่ดีอาจถึงขั้นเกลียดน้อง ไม่รักน้องไปเลยก็ได้

  • " ทำไมเป็นเด็กไม่น่ารักอย่างนี้นะ" แทนที่ลูกจะรู้ว่าเขาทำอะไรไม่ถูก กลับจะเข้าใจตามที่คุณพูดแถมความรู้สึกเห็นคุณค่าในตัวเองก็ลดลงด้วย

  • " อย่า…" หรือ " เดี๋ยวก็…" ถ้านานๆ ครั้งล่ะก็พอไหว แต่ถ้าพูดกันบ่อยๆ เท่ากับปิดโอกาสการเรียนรู้ของลูก และทำให้ลูกเป็นเด็กที่ขาดความเชื่อมั่น

  • " แม่บอกกี่ครั้งแล้ว เวลากินอย่าเขี่ยข้าวเล่น เห็นมั้ยเลอะ หมดแล้ว แล้วจะไปโรงเรียนยังไงเนี่ย เสียเวลาจริงๆ ยิ่งสายอยู่ด้วย เดี๋ยวรถติดแม่ก็ไปทำงานไม่ทันพอดี…" ประโยคยาวกิโลฯ แถมยังพูดไป บ่นไป ตำหนิไปแบบนี้เลิกเถอะค่ะ มันไม่ได้ช่วยให้ลูกหยุดเขี่ยข้าว แถมคุณเองก็มีน้ำโหก่อนทำงานด้วย " หนูเขี่ยข้าวแสดงว่าอิ่มแล้ว งั้นเราไปกันได้แล้ว" แล้วเก็บสำรับได้เลยค่ะ
ประโยคแบบนี้สิ โดน
  • " หนูจะ…หรือ…" ประโยคที่ให้ลูกตัดสินใจ โดยแทรกเหตุผลเข้าไปในประโยคด้วย เพื่อให้เรียนรู้เรื่องเหตุผล และความรับผิดชอบ
    ใช้เมื่อ : ต้องการบอกให้ลูกทำอะไร หรือหยุดการกระทำบางอย่าง เช่น " ถ้าหนูอยากเล่นเสียงดังต้องไปเล่นข้างนอก แต่ถ้าจะเล่นในห้องนี้ต้องเล่นเงียบๆ ค่ะ" ถ้า 5 นาทีผ่านไป เจ้าหนูยังส่งเสียงดังเหมือนเดิม คุณก็… " หนูยังเล่นเสียงดังอยู่แสดงว่าอยากไปเล่นข้างนอก งั้นเราออกไปข้างนอกกัน" แล้วจูงลูกออกไปนอกห้อง

  • " แม่รักหนูนะ แต่แม่ไม่ชอบที่หนู…" ประโยคที่บอกรักไปพร้อมกับบอกถึงการกระทำ ที่คุณไม่ยอมรับแบบนี้จะช่วยแยกให้ลูกรู้สึกได้ว่า สิ่งที่เขาทำนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ควรทำและคุณไม่ชอบ ไม่ใช่เขาเป็นเด็กไม่ดี
    ใช้เมื่อ : ลูกทำผิด สอนเรื่องถูกผิด เรื่องควร ไม่ควร ฝึกระเบียบวินัยให้ลูก เช่น "แม่รักหนูนะ แต่ที่หนูตีเพื่อนอย่างนี้ไม่น่ารักเลย"

  • " ที่หนู…ผิดหรือถูกคะ" ประโยคคำถามแบบนี้จะสอนให้ลูกรู้จักคิดหาเหตุผลของการกระทำนั้นๆ รู้จักประเมินการกระทำของตัวเอง และเรียนรู้ที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องในครั้งต่อไป
    ใช้เมื่อ : ลูกทำผิด ก่อนที่จะลงโทษควรถามหาเหตุผลของการกระทำจากลูกก่อน

  • " แม่รักหนูจ้ะ" ประโยคบอกรักที่จะช่วยย้ำให้ลูกมั่นใจว่าตัวเองเป็นที่รักของพ่อแม่ เป็นคนสำคัญของบ้าน
    ใช้เมื่อ : ใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาค่ะ แต่ช่วงจังหวะที่อยากแนะนำเป็นพิเศษคือ ก่อนเข้านอน หลังจากทำโทษลูกแล้ว โอกาสพิเศษๆ อย่างวันเกิดลูกหรือช่วงมีน้องใหม่ๆ ที่อารมณ์ลูกไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ ประโยคแบบนี้จะเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจยังไงอย่างนั้นเลยล่ะค่ะ

  • " ขอบคุณค่ะลูก" และ "ขอโทษค่ะแม่…" สองประโยคนี้ควรพูดกับลูกค่ะ
    "ขอบคุณ" ให้ลูกรู้ว่าคุณเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาทำ รู้ว่าการกระทำนั้นที่เขาทำเป็นสิ่งดี อยากที่จะทำแบบนี้ต่อไป และเรียนรู้ที่จะขอบคุณคนอื่น
    "ขอโทษ" สอนให้รู้จักรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง ให้ลูกรู้ว่าใครๆ ก็ทำผิดกันได้ทั้งนั้น ซึ่งเป็นฐานให้ลูกกล้ายอมรับกับความผิดพลาดของตัวเอง ความผิดหวัง เสียใจ และรู้จักขอโทษผู้อื่น

    ใช้เมื่อ : "ขอบคุณ" ใช้ได้ตลอดเมื่อลูกทำสิ่งดีๆ ให้กับคุณ แม้เป็นเรื่องเล็กน้อยแค่หยิบของให้ก็ตาม "ขอโทษ" อย่าลืมที่จะพูดเมื่อคุณทำผิดต่อลูก เช่น ถอยหลังมาชนลูก นัดลูกไว้แล้วมาสาย สัญญาว่าจะซื้อของมาฝากแล้วลืม เป็นต้น คำนี้ต้องพูดด้วยท่าทีจริงจังด้วยนะคะ ไม่ใช่ "ขอโทษ" พร่ำเพรื่อแล้วไม่สนใจที่จะแก้ไขปรับปรุง ไม่อย่างนั้นเท่ากับคุณกำลังบอกลูกทางอ้อมว่า "ขอโทษ" ให้แก้ตัวเวลาที่ตัวเองทำผิด

  • " เรามา…กันเถอะ" ประโยคเชิญชวนแบบนี้ย่อมดีกว่าประโยคคำสั่งแน่ๆ ค่ะ เพราะจะจูงใจลูกให้ยอมร่วมมือทำตามและลดอาการต่อต้านด้วย
    ใช้เมื่อ : ใช้ได้ทุกเวลาที่อยากให้ลูกมีส่วนร่วมในการทำกิจวัตร หรือกิจกรรมภายในบ้าน

  • " หนูทำ…หรือยังคะ" คล้ายๆ กับประโยคฮิต " วันนี้คุณดื่มนมหรือยัง" สมัยที่เขารณรงค์ให้คนดื่มนมนั่นแหละ เป็นประโยคเชิญชวนกึ่งเตือนให้ทำ จะช่วยกระตุ้นเตือนให้ลูกรู้ว่าตัวเองมีหน้าที่ที่ต้องทำ สอนให้รู้จักรับผิดชอบ และเหมาะสำหรับใช้ฝึกวินัยให้ลูก เช่น "หนูแปรงฟันหรือยังคะ" หรือ "วันนี้เอาเสื้อใส่ลงตะกร้าหรือเปล่าลูก" หรือ "เอ…จำได้มั้ย วันนี้เราจะไม่ตะโกนเสียงดัง"
    ใช้เมื่อ : ถึงเวลาของกิจวัตรประจำวัน หรือ กรณีที่คุณตกลงกติกากับลูกไว้

(update 23 กุมภาพันธ์ 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 96 ตุลาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600