รู้จักตอง-ภัครมัย ไหมคะ
น้องตองเธอเคยร้องเพลง "แม่ ไม่ให้พูด ไม่ให้พูดกับคนแปลกหน้า พ่อ ไม่ให้พูด ไม่ให้พูดกับคนแปลกหน้า"
พอได้มาเจอลูกสาววัย 7 ขวบเศษของเรามีอาการ "ไม่พูดกับคนแปลกหน้า" แถมยังไม่พูดเลยมาถึงคนคุ้นหน้า
ที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันอีก แม่ก็เลยชักสงสัย ทั้งๆ ที่แต่ก่อนน้องเนยก็พูดคุยเป็นอันดี
มีรายการปาร์ตี้ที่ไหนน้องเนยจะอยู่แนวหน้า รับแขกพูดคุยกับคนโน้นคนนี้จนบางทีแม่ต้องเบรกให้หยุดจ้อเสียบ้าง
คนอื่นเขาจะรำคาญลูกเอ๋ย
มาปีนี้น้องเนยเกิดพูดน้อยลง ไปจนถึงไม่พูดเสียงั้นแหละ ทำไมถึงไม่พูด คิดอะไรอยู่หรือ
แม่สงสัยไปจนถึงหงุดหงิดว่าจะเอาอย่างไรก็ไม่พูดบอกออกมาชัดๆ แม่มารู้สึกได้มากขึ้น
ก็เมื่อเรานั่งรถกลับบ้านด้วยกัน จากที่เคยนั่งข้างหลังแล้วยื่นหน้ามาคุยแจ้วๆ
กับแม่ไปตลอดทางกลับบ้าน เดี๋ยวนี้น้องเนยหันหน้าออกนอกหน้าต่าง ถามอะไรก็เหมือนไม่ได้ยิน
ถามว่าจะกินอะไรดีเย็นนี้ เสียงของแม่ดูเหมือนจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาลูกไปเสียเฉยๆ
เกิดอะไรขึ้นกับน้องเนยนักจ้อคนเก่าหรือ ?
แม่มานั่งลำดับภาพดูก็พบว่า เมื่อปีก่อนน้องเนย 6 ขวบเศษ เพิ่งเข้าโรงเรียนใหม่
พบเห็นเรื่องราวใหม่ๆ ทุกวัน ทั้งโรงเรียน ทั้งครู แล้วก็เพื่อน
ซึ่งมีมิติซับซ้อนขึ้นกว่าเมื่อชั้นอนุบาล
เด็กๆ 6-7 ขวบที่มาอยู่รวมกัน กำลังค่อยๆ ก่อฐานบุคลิกภาพชั้นต้นขึ้นในวัยนี้
แต่ละคนคิดและแสดงออกได้แตกต่างมากขึ้นกว่าเมื่อวัยอนุบาลที่เดินเกาะเอวตามกันไปห้องน้ำ
โรงอาหาร หรือเรือนนอน แต่เด็กๆ 6-7 ขวบมีความแตกต่างเกิดขึ้นบ้างแล้ว บางคนก็เริ่มเก่งกล้า
บางคนก็ขี้อาย บางคนก็ถูกความมั่นใจมากๆ ของเพื่อนบั่นทอนความมั่นใจของตัวลง
เรื่องราวต่างๆ ที่น้องเนยได้พบเห็นเป็นสิ่งใหม่ที่อยากเล่าให้แม่ฟังไม่รู้จบ
ต่อเมื่อถึงวัย 7 ขวบ ซึ่งตามพัฒนาการนั้นเป็นช่วงเวลาของการถดถอย
กลับเข้าสู่ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง จึงเป็นไปได้ที่วัย 7 ขวบ จะเกิดอาการนิ่งๆ หรือไม่พูดขึ้นมาชั่วคราว
การกลับเข้าสู่โลกของตนเอง ทำให้น้องเนยสนใจผู้อื่นน้อยลง ครุ่นคิดและบางคราวจินตนาการ
ที่ขยายออกไปไกลตัวมากขึ้น ก็อาจทำให้เกิดความวิตกกังวลขึ้นมาได้ง่ายๆ
จึงวันหนึ่งเมื่อดูข่าวสหรัฐฯ บอมบ์อิรักด้วยกันจบลงครู่ใหญ่ๆ น้องเนยก็ยังคงนั่งเงียบๆ ตามเคย
แต่หน้าตาดูแก่ชราชอบกล พี่นายบอกว่าน้องหน้าเหมือนเนยละลายในเตาไมโครเวฟ
(หมอนี่ก็เวอร์ตามประสา 10 ขวบแหละค่ะ) แม่ถามว่าน้องเนยเป็นอะไรไปลูก น้องเนยไม่มีคำตอบ
ยังคงนั่งหน้าแก่เท่าที่วัย 7 ขวบเศษจะทำได้ต่อไป จนเช้านั่นล่ะค่ะ จินตนาการจึงวิ่งมาบรรจบกับคำพูด
ระหว่างที่แม่ขับรถไปส่งที่โรงเรียน
"แม่จ๋าถ้าไทยรบกับสหรัฐฯ แม่จะพาเนยหนีไปที่ไหน"
แม่น่ะติดตามข่าวมาตลอด เศร้าใจกับข่าวสงครามนี้ทุกค่ำคืน แต่ก็อดขำในความคิดของลูกไม่ได้
ได้แต่ปลอบใจไปว่า ไทยนี้รักสงบ จ้ะลูกจ๋า และสำหรับชาวไทย พ.ศ.นี้ สนามรบได้ถูกเปลี่ยนไปเป็น
สนามการค้าเกือบหมดแล้ว ลูกรักอย่ากังวลไปเลย น้องเนยจึงดูจะสบายใจขึ้นมาหน่อยหนึ่ง
- จริงจัง พูดน้อย ต่อยหนัก สัญลักษณ์หนึ่งของวัย
จินตนาการอันจริงจังซึ่งเป็นลักษณะธรรมดาของวัยนี้ ดูจะส่งผลต่อสัมพันธภาพของน้องเนยกับเพื่อนๆ
ที่เคยสนิทสนมกันอยู่บ้าง เพราะแม้จะพูดน้อยลงแต่ดูเธอจะไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครง่ายๆ แม้ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
อย่างเช่น เมื่อแม่ของน้องบัวให้ช็อกโกแลตเด็กๆ ไปแบ่งกัน ช็อกโกแลต 15 แท่งสำหรับเด็ก 4 คน
จึงกลายเป็นเรื่องยุ่งยากทันทีที่ต้องแบ่งให้เท่ากันเพะ! น้องเนยไม่พูดมากแต่วิ่งกลับมาบ้านเอามีด
และไม้บรรทัดไปวัดตัดแบ่งให้เพื่อนๆ ได้ช็อกโกแลตเท่าๆ กัน
เฮ้อ
อีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อคุณพ่อบอกว่าจะมารับน้องเนยกับพี่นายไปกินข้าวหลังเลิกเรียน
น้องเนยก็แทบจะนั่งจ้องเข็มนาฬิกา และจะบ่นคุณพ่อทันทีหากมาช้าไปแม้เพียง 5-6 นาที
งานนี้แม่ได้บทเรียนทันทีว่า อย่าได้ผิดคำพูดกับวัยที่แสนจะจริงจังนี้ทีเดียว
บางครั้งการไม่พูดของวัย 7 ขวบ ก็อาจเกิดจากความขี้อาย
ทำไมถึงเกิดขี้อายขึ้นมาได้
แม่สงสัย เรื่องนี้คุณหมอนักจิตวิทยาเด็ก ได้ให้ความสว่างว่า บางทีเด็กๆ ที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนที่มีความมั่นใจมากๆ
และมีการเยาะหยันกันโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยที่ผู้ใหญ่ไม่ห้าม ก็อาจทำให้เด็กๆ ที่มีบุคลิกภาพอ่อนอยู่แล้ว
ถูกกดทับลงไปอีก รู้สึกไม่มั่นใจ อาย ไม่พูด แล้วก็เกิดวัฏจักรที่วนเวียนกดทับกันอยู่ร่ำไป
ถ้าเด็กคนนั้นไม่เกิดแรงฮึดสู้ขึ้นมา หรือผู้ใหญ่ไม่เข้าแทรกแซงบ้าง ก็อาจทำให้เด็กคนนั้นขี้อาย
ไม่มั่นใจ ไม่พูด จนเป็นลักษณะหรือบุคลิกประจำตัวไป
เรื่องขี้อายและไม่พูดนี้ ทั้งพ่อแม่ ครู และผู้ใหญ่ในสังคมนี้คงต้องช่วยกัน
นอกจากจะไม่สกัดกั้นการแสดงออกทางความคิดและการกระทำ (อันไม่เกินเลย ของเด็กๆ แล้ว
ยังต้องหาวิธีกระตุ้นให้เด็กๆ กล้าพูดและกล้าทำด้วย)
คุณแม่ของน้องบัวเล่าว่า น้องบัวเองก็เป็นเด็กไม่ค่อยพูด คุณแม่ใช้วิธีมอบหน้าที่โอปะเรเตอร์ของบ้านให้
น้องบัวมีหน้าที่รับและซักถามข้อมูลเบื้องต้นให้ชัดเจนก่อนส่งโทรศัพท์ให้คุณพ่อหรือคุณแม่
แต่กรณีนี้คุณแม่ของน้องบัวบอกว่าต้องขอโทษท่านที่โทร.มา และบอกให้เข้าใจว่า
กำลังฝึกลูกให้พูดคุยสื่อสารแบบให้ได้เนื้อหาสาระ ขออภัยหากน้องบัวจะซักถามมากไปหน่อย
กว่าจะให้คุณแม่หรือคุณพ่อรับสายได้ วิธีอื่นๆ ก็เช่น ขอความร่วมมือไปที่ครู ว่าถ้าโรงเรียนมีงาน
มีการออกร้าน ขอให้น้องบัวเป็นคนขาย นั่นคือการส่งน้องบัวเข้าสู่สถานการณ์ต้องพูดคุย
เชิญชวนให้คนซื้อสินค้า
คุณแม่น้องบัวบอกว่าได้ผลเหมือนกัน
7 ขวบ เป็นช่วงวัยเปลี่ยนผ่านจากการคิดแบบที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางกึ่งจินตนาการ
มาสู่โลกของความเป็นจริงมากขึ้น ช่วงวัยเปลี่ยนผ่านนี้เองที่ทำให้เจ้าตัวต้องหยุดคิด
และความที่ยังอ่อนเยาว์ ความคิดยังไม่ลงร่องเข้าล็อกดี บางทีจึงสับสน พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
พ่อแม่คงต้องช่วยกันประคองลูกให้ผ่านวัยนี้ไปโดยที่ลูกได้เรียนรู้ความรู้สึกและอารมณ์ของตนเองให้ชัดขึ้น
และชัดขึ้นก่อนที่เขาจะก้าวสู่วัยต่อไปได้อย่างสวยงาม
นับครบทุกเหตุผลตามหลักจิตวิทยาที่เกี่ยวกับ 'ลูกไม่พูด' แล้วก็อย่าลืมสังเกตว่า
บางทีอาจไม่ได้เป็นแค่การถดถอยธรรมดาตามวัย บางทีลูกอาจพบปัญหาการเรียนที่ยากขึ้น
บางทีอาจเป็นได้ว่าลูกพบปัญหาบางอย่างที่โรงเรียน ปัญหาการปรับตัวกับเพื่อน กับครู
และบางทีอาจเป็นเพราะลูกยังลำดับความคิดในช่วงวัยเปลี่ยนผ่านไม่ได้ คำพูดจึงหลุดออกมาน้อยลง
อาการแบบนี้บางที เวลา จะช่วยได้
คนเป็นแม่มีหน้าที่จับสังเกตค่ะ ว่าลูกไม่พูดเพราะเหตุใดกันแน่
ไม่ใช่แม่แล้วจะเป็นแมวที่ไหนล่ะ
จริงไหมคะ ?
(update 28 มกราคม 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 92 พฤศจิกายน 2546 ]
|