ปฏิรูปการศึกษาใช่เป็นเรื่องของนักการศึกษาเท่านั้นนะคะ อันที่จริงแล้วเกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวพ่อแม่อย่างเราๆ นี่เอง
เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในหน้าที่ของพ่อแม่ต่อการศึกษาของลูก และเพื่อให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเอง
ให้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น ลองมาฟังคำอธิบายจาก ดร.สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์ หัวหน้าภาควิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กันเลยดีกว่าค่ะ
Q :
แม้จะมีการปฏิรูปการศึกษามา 4 ปีกว่าๆ แต่สำหรับพ่อแม่ยังคงรู้สึกเหมือนไร้ทิศทางกับเรื่องดังกล่าว
ในฐานะที่อาจารย์คลุกคลีกับวงการศึกษามาตลอด จึงอยากขอคำแนะนำค่ะว่าพ่อแม่ควรจะตั้งรับกับเรื่องนี้อย่างไร
A : ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดพ่อแม่ต้องหมั่นขวนขวายหาข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา
เช่น ในหนังสือ ในเอกสารสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ และในวารสาร และพยายามเรียนรู้ไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นพ่อแม่ควรถามตัวเองว่า
เป้าหมายชีวิตของเราคืออะไร และเป้าหมายชีวิตของลูกคืออะไร การศึกษาคืออะไร ซึ่งความจริงการศึกษาคือ
การนำความรู้ที่สะสมทั้งหมดมาลงสู่ภาคปฏิบัติ ดังนั้นพ่อแม่ควรจะสอนให้ลูกรู้จักใช้ชีวิตเป็น อยู่ในสังคมได้
เช่น สอนให้ลูกติดดิน สอนให้ลูกยืนหยัดด้วยตัวเอง สอนให้ลูกเป็นผู้ผลิตมากกว่าผู้บริโภค
ซึ่งการผลิตที่ว่าอาจหมายถึงแค่ว่า ลูกรู้จักทำความสะอาดบ้าน ถูบ้าน ปัดกวาดบ้านเป็น ผู้ผลิตคือผู้ลงมือทำงาน
นอจากนั้นพ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักรับผิดชอบชีวิตตัวเองให้ได้
จะว่าไปแล้วการปฏิรูปการศึกษาทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในตรงนี้ เช่น ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วม
ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนได้
Q :
ตาม พ.ร.บ.การศึกษาอาจจะให้สิทธิ์กับพ่อแม่ในการพัฒนาหลักสูตร แต่เอาเข้าจริงกลับพบว่าหลายๆ
โรงเรียนไม่ได้อนุญาตให้พ่อแม่เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงๆ จังๆ
A : การส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กๆ ของเราเติบโตอย่างมีคุณภาพ
ต้องเป็นความร่วมมือของทุกฝ่ายตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน
การทำ พ.ร.บ.การศึกษาให้สิทธิ์พ่อแม่ในการพัฒนาหลักสูตรเป็นหนทางหนึ่งของการจัดการเรียน
ที่ทุกคนมีส่วนร่วมทั้งครอบครัว โรงเรียน และชุมชน จึงต้องพยายามจัดสิ่งแวดล้อมให้เด็กเกิดการรับรู้เชิงบวก
ในสถานการณ์แวดล้อมที่เด็กเติบโตมา ที่ร่ายยาวมาทั้งหมดต้องการให้บ้านและโรงเรียนมีวิถีทางการทำงานร่วมกันอย่างละมุนละม่อม
กรณีที่บางโรงเรียนยังไม่ให้โอกาสกับผู้ปกครองในการมีส่วนร่วมจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนในโรงเรียน
ผู้ปกครองคงต้องใช้วิธีการที่แยบยลซึ่งไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งหรือบรรยากาศของการเป็นคนละฝ่าย
เพราะผลเสียจะกระทบมาที่ตัวเด็กหรือลูกของเรา ขณะเดียวกัน โรงเรียนต้องมีความชัดเจนในหลักการจัดการศึกษา
สามารถชี้แจงให้รายละเอียดของจุดมุ่งหมายการเรียนการสอนในโรงเรียน ทุกฝ่ายต้องเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน
จะได้ร่วมใจ ร่วมคิด ร่วมมือในการสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมของการเรียนรู้ ที่มีคุณภาพอย่างมีคุณธรรม
Q :
ขอย้อนกลับมาที่การปฏิรูปการศึกษากันอีกครั้ง อยากทราบว่าตอนนี้มีความคลุมเครืออยู่มาก
โดยส่วนตัวอาจารย์คิดว่าพ่อแม่ควรขวนขวายหาความรู้เรื่องอะไรบ้างคะ
A : จริงๆ แล้วเนื้อหาในพ.ร.บ.การศึกษาจะค่อนข้างชัด แต่การตีความและนำมาใช้ยังเบี่ยงเบนกันอยู่
เช่น หลักสูตรสถานศึกษาที่โรงเรียนบางแห่งยังสอนแบบดั้งเดิม ยังไม่ได้เปลี่ยนไปสู่ระบบการสอนแบบเด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้
ตรงจุดนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดว่าเรื่องเด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่
ซึ่งพ่อแม่และครูส่วนใหญ่มักคิดว่าเด็กเป็นศูนย์กลางคือเราต้องตามใจเด็กไปเสียทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริง
คือการเรียนการสอนที่ครูต้องมีกรอบวิชาแน่น และสอนให้ตรงกับพัฒนาการของผู้เรียนรู้เท่าทันผู้เรียน
ท้ายสุดต้องเห็นประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ คือต้องรู้ว่าควรกำหนดวิธีการเรียนรู้อย่างไรที่เหมาะกับเด็กคนนั้นๆ
และเนื้อหาการเรียนรู้ที่เหมาะกับเขา เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเด็กคนนั้นในอนาคต เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องดูไปหมดทั้งร่างกาย
จิตใจ อารมณ์ และสังคม
ความคลุมเครืออีกเรื่องคงจะเป็นเรื่องการเขียนหลักสูตร ซึ่งตอนนี้ครูเราก็มีปัญหาว่าเขียนไม่ค่อยจะเป็นกันเท่าไหร่
เพราะชินกับการที่มีคนเขียนตำรามาให้เสร็จ ครูเพียงหยิบเอาคู่มือครูมาแล้วไปสอนจนจบเทอม
โดยบางครั้งครูเองยังไม่ได้มานั่งคิดวิเคราะห์เลยว่าเด็กได้อะไร หรือควรเชื่อมโยงความรู้ให้เด็กได้อย่างไร
ในส่วนของพ่อแม่เองก็ไม่รู้บทบาทหน้าที่ของตัวเองว่า สามารถเข้าไปร่วมคิดหลักสูตรการเรียนการสอนให้ลูกตัวเองได้
เช่น ทางโรงเรียนจะเป็นผู้เขียนหลักสูตรขึ้นมาก่อน แล้วมาให้พ่อแม่ช่วยฟังและวิจารณ์
Q :
ความคลุมเครือดังกล่าวครอบคลุมเรื่องที่โรงเรียนคาทอลิกบางแห่ง
หันกลับไปใช้นโยบายให้สอบเข้า ป.1 กันอีกครั้งด้วยใช่ไหมคะ
A : แม้ขณะนี้จะมีหลายโรงเรียนที่ปรับเปลี่ยนวิธีการคัดเลือกเด็กเข้าป.1
ที่เหมาะกับพัฒนาการของเด็ก เช่น สอบเตรียมความพร้อม แต่ในขณะเดียวกันมีหลายโรงเรียนที่เน้นสอบแต่เรื่องวิชาการ
ซึ่งเกินพัฒนาการของเด็กไป ทำให้มีผลกระทบต่อการจัดการเรียนรู้ภาคปฐมวัย และมีผลเบี่ยงเบนต่อเด็ก
พูดง่ายๆ คือไม่ได้ส่งเสริมศักยภาพเด็กจริงๆ ดังนั้นตัวเองจึงมีข้อคิดบางอย่างว่า ถ้าโรงเรียนใดต้องการสอบ
ควรเป็นข้อสอบเพื่อคัดเลือกเด็ก โดยดูที่ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง และปรับตัวเข้าไปในสังคมเด็ก
ป.1 เป็นสำคัญมากกว่าการสอบข้อเขียนเชิงวิชาการแต่เพียงอย่างเดียว
Q :
การปฏิรูปการศึกษาน่าจะรวมถึงการเรียนฟรี 12 ปี แต่เอาเข้าจริงพ่อแม่กลับต้องเสียค่าใช้จ่าย
ในภาคอนุบาลอยู่ค่อนข้างมาก ดังนั้นมีทางเป็นไปได้ไหมคะว่าพ่อแม่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
หรือถ้าจะเสียควรจะเสียให้น้อยที่สุด
A : ล่าสุดได้ข่าวมาว่ารัฐบาลจะขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็น 12 ปี ซึ่งตรงจุดนั้นผู้ปกครองมีทางเลือก
ในการรับการอุดหนุนจากรัฐว่าต้องการเงินช่วยเหลือตั้งแต่ปฐมวัย ม.4 หรือ ป.1-ม.6 พูดอีกนัยหนึ่งก็คือว่า
พ่อแม่สามารถได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐเป็นเงินบางส่วน เช่น สมมติว่าพ่อแม่จะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนลูก
เป็นเงินค่าเทอมปีละ 50,000 บาท แต่เมื่อรัฐบาลประกาศเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐานออกมา
พ่อแม่สามารถได้เงินอุดหนุนจากรัฐได้ในบางส่วนจากค่าเทอมจริงที่ต้องเสียไป ที่เหลือพ่อแม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง
เพราะเงินอุดหนุนที่ว่าไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด ถ้าพ่อแม่คนไหนอยากรู้รายละเอียดเงื่อนไขการได้เงินอุดหนุนจากตรงนี้
สามารถขอข้อมูลจากโรงเรียนนั้นๆ เอง หรือจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดกระทรวงศึกษาธิการก็ได้
อนึ่ง เงินอุดหนุนดังกล่าวที่พ่อแม่จะได้รับจากรัฐนั้นจะครอบคลุมแค่เรื่องการศึกษาที่จำเป็นจริงๆ
โดยไม่ครอบคลุมเรื่องค่าเรียนพิเศษอื่นๆ ดังนั้นตรงนี้โรงเรียนมีสิทธิ์ขอเพิ่มได้ค่ะ
Q :
การปฏิรูปการศึกษาสามารถทำให้โรงเรียนแต่ละแห่งมีมาตรฐานเท่าเทียมกันได้หรือไม่ค่ะ
A : การทำให้โรงเรียนแต่ละแห่งมีมาตรฐานเท่าเทียมกัน
ก่อนอื่นโรงเรียนต้องมุ่งให้ผู้เรียนมีการพัฒนาตัวเองแบบองค์รวม นอกจากนั้นควรเน้นให้เด็กคิดเป็น
ทำเป็น วิเคราะห์เป็น ตรงนี้ต้องอาศัยเวลาพอสมควร ขณะเดียวกันโรงเรียนต้องมีการเรียนรู้
และหมั่นไตร่ตรองว่าสิ่งที่กำลังสอนให้เด็กนั้น เด็กเขาได้อะไร ที่สำคัญโรงเรียนควรมุ่งปรับให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข
และเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ มีความใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม
การมีมาตรฐานในโรงเรียนไม่ใช่การมุ่งแต่เตรียมและจัดทำเอกสารเพื่อให้ผ่านการประกันคุณภาพ
แต่ควรเริ่มต้นที่การเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีระบบการจัดเก็บข้อมูลและสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียน
ในโรงเรียนที่มีเกณฑ์มาตรฐาน ดัชนีชี้วัด ซึ่งกำหนดโดยหน่วยงานต่างๆ เป็นกรอบของการเก็บข้อมูลเหล่านี้
เพราะผู้บริหารโรงเรียน รวมทั้งฝ่ายต่างๆ และฝ่ายการสอน จะต้องมีความเข้าใจตรงกันว่าการปฏิรูปการศึกษา
เพื่อจะให้ได้มาตรฐานของโรงเรียนนั้นต้องเริ่มจากการปฏิรูปในห้องเรียนก่อน
Q :
เหตุที่การปฏิรูปการศึกษายังดูคลุมเครือจนล่าช้านั้น
เป็นเพราะโรงเรียนแต่ละแห่งยังไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่ต้องทำหรือเปล่าคะ
A : การปฏิรูปการศึกษาคือ การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการเรียนการสอนในห้องเรียน
ดังนั้นครูและผู้บริหารในโรงเรียนคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ ไตร่ตรอง
และต้องตรวจสอบว่าทิศทางที่โรงเรียนกำลังปฏิบัตินั้น ใช่ที่จะเป็นหนทางของการนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาที่ถูกต้องหรือไม่
นอกจากนั้นโรงเรียนต้องศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานต่างๆ และโรงเรียนอื่นๆ
ที่คิดว่าจะเป็นผู้นำของการปฏิรูปการศึกษาได้
ที่สำคัญโรงเรียนต้องพัฒนาตัวเองเพื่อเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อจะวิจัยค้นหาคำตอบของแนวทางในการปฏิบัติ
ที่จะนำไปสู่การปฏิรูปการเรียนรู้ในโรงเรียนอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐาน
เริ่มจากวันนี้ อยากเชิญชวนคุณพ่อคุณแม่ปรับความคิดและหาแนวทางสนับสนุนการเรียนรู้ของลูกกันเสียใหม่
โดยยึดเป้าหมายที่จะทำให้.. ลูกเราคิดเป็น ทำเป็น และพึ่งตัวเองได้ในท้ายสุดเป็นสำคัญค่ะ
(update 30 สิงหาคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 252 มกราคม 2547 ]
|