ลูกเรียนไม่ดี โทษปี่โทษกลอง


ลูกเรียนไม่เก่ง ได้คะแนนสอบไม่ดี
ไม่ใช่ตัวชี้วัดความฉลาดหรือความเก่งที่แท้จริงของลูก...

ก็จริงค่ะ แต่มันก็พอบอกว่า เกิดปัญหาอะไรบางอย่างในระหว่างเส้นทางการเรียนรู้ของลูก พบบ่อยๆ ว่าช่วงรอยต่อระหว่างประถมปลายจะขึ้นม.1 เด็กบางคนเกรดอาจจะหล่นตุ้บจนคุณพ่อคุณแม่ตกใจ แล้วจะโทษใครดีล่ะคะ...

เขาว่ากันว่า วัยนี้มีกำแพงขวางกั้นระหว่างความสามารถในการเรียนรู้กับความมุ่งมั่นตั้งใจ เรียกว่าเป็นวัยที่เริ่มวอกแวก ก็เพราะธรรมชาติของวัยเขาค่ะ ช่วงนี้เด็กๆ เขาไปโรงเรียนไม่ใช่เพราะอยากไปอ่านเขียน เรียนหนังสือหรอก ใจเขาจดจ่อว่าจะไปเล่นไปพบพูดคุยกับเพื่อนมากกว่า

แล้วการเรียนในช่วงนี้ก็เริ่มน่าเบื่อเสียด้วยสิ มันยากขึ้นซับซ้อนมากขึ้น (ลองเอาตำราลูกมาดูสิคะ) ต้องใช้ทั้งสมาธิ ความมุ่งมั่นพอสมควรจึงจะไปได้ดี แล้วถ้ายิ่งเรียนแบบตามตำรา ไกลตัว เด็กยิ่งเห็นการเรียนเป็นยาขม น่าเบื่อ เซ็ง ไม่เข้าใจ... ปัญหาตามมาเป็นพรวน

ลองดูสิคะ ลูกของเราเจอปัญหาแบบไหนบ้าง
  • เกลียดการเรียน เรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้น ต้องเขียนมากขึ้น แต่ทักษะการเขียนต้องอาศัยทักษะหลายอย่างผสมผสานกัน ทั้งความคิดความเข้าใจ คำศัพท์ ไวยากรณ์ เด็กบางคนอาจไม่ถนัดในการทำอะไรแบบผสมผสาน ขอให้เข้าใจนะคะ แล้วใจเย็นๆ ฝึกลูกเรื่องคำศัพท์ การใช้ภาษา วิธีง่ายสุด ชวนลูกอ่านหนังสือมากๆ ทุกวัน

  • ลูกความจำไม่ดี ในเด็กปกติทั่วไป เด็กๆ มักมีความจำที่ดีค่ะ (ไม่เหมือนคนแก่) แต่ทางการแพทย์บอกว่า ความเครียดมีผลกระทบสมองส่วนความจำ เพราะฉะนั้น ถ้าลูกไปโรงเรียนด้วยความวิตกกังวลหรือกลัวครูดุ สมองส่วนความจำทำงานได้ไม่เต็มที่ค่ะ ยิ่งถ้าลูกเราเป็นเด็กขี้วิตกกังวล ต้องระวังอย่าให้ลูกเครียด ลองถามลูกสิคะว่า บรรยากาศในห้องเรียนเป็นอย่างไร และพูดคุยกับคุณครูให้เข้าใจความวิตกกังวลของลูก

  • ลูกทำงานไม่เสร็จ ส่งงานช้า แปลว่าลูกมีปัญหาในการจัดการเรื่องเวลาค่ะ แต่ละวันลองเอาการบ้านและงานของลูกมาดู ช่วยลูกจัดตารางเวลาทำอะไรก่อนหลัง และฝึกลูกในเรื่องกิจวัตรประจำวันด้วยว่าเวลาไหนควรทำอะไร ปัญหาคือว่า พ่อแม่หลายคนทำงานนอกบ้านด้วยกันทั้งคู่ กว่าจะกลับถึงบ้านมืดค่ำ ไม่มีโอกาสคอยดูแลให้ลูกทำกิจวัตรประจำวันเป็นเวล่ำเวลา ซึ่งเลยเถิดเป็นปัญหาเรื่องการเรียนด้วย

  • ลูกไม่มีสมาธิ ไม่ตั้งใจเรียน เด็กวัยนี้วอกแวกง่าย เพื่อนชวนคุย เสียงรถวิ่ง หรือภาพเด็กที่วิ่งเล่นอยู่ในสนาม ...หาสาเหตุที่ทำให้ลูกวอกแวก และพูดคุยกับคุณครู เพื่อแก้ไขบรรยากาศในห้องเรียน สังเกตดูว่าลูกมีอาการสมาธิสั้นหรือเปล่า ลองให้ลูกทำกิจกรรมที่เป็นงานศิลปะ หรือเล่นดนตรี อาจจะช่วยเรื่องสมาธิได้ อีกอย่างเด็กวัยนี้ชอบเรียนรู้ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง การเรียนตามตำราเรียนอาจทำให้ลูกเบื่อ เอาวิชาที่ลูกเรียนมาดู แล้วหาหนังสือหรือกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ลูกเรียนมากระตุ้นความสนใจลูก พ่อแม่บางคนแก้ปัญหาแบบทุ่นแรงตัวเองด้วยการให้ลูกไปกวดวิชา ซึ่งช่วยได้ไม่มากและไม่แก้ปัญหาในระยะยาวค่ะ
แค่ทุ่มเทเวลาใส่ใจลูกสักพัก น่าจะได้ผล แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าส่งผลต่อการเรียน ในโรงเรียนของลูกได้เหมือนกัน นั่นคะ ทัศนคติของคุณพ่อคุณแม่ต่อโรงเรียนและคุณครูค่ะ บางคนย้ายลูกเข้าออกโรงเรียนเป็นว่าเล่น ก็ยังหาโรงเรียนในฝันไม่ได้สักที คุณแม่อาจทนเหนื่อยได้ แต่ลูกสิคะ การเรียนรู้ไม่ปะติดปะต่อ พานเบื่อเรียนเปล่าๆ

ลองสำรวจทัศนคติของเราดู ว่าเรามองโรงเรียนในแง่ร้ายเกินไปหรือเปล่า มีแบบทดสอบมาให้ทำกันเล่นๆ (แต่เอาจริง) ลงมือเลยค่ะ


1. เมื่อคุณได้รับจดหมายจากโรงเรียนแจ้งว่าจะมีการอบรมสัมมนาที่โรงเรียนของลูก คุณจะ
ก. อ่านปราดเดียว แล้วโยนทิ้งตะกร้า
ข. อ่านดูหัวข้อที่อบรมสัมมนาว่าตรงกับปัญหาของลูกเราหรือเปล่า
ค. อ่านอย่างสนใจ และตอบกลับว่าจะเข้าร่วมสัมมนา แม้ว่าหัวข้อจะไม่ตรงกับปัญหาของลูก แต่ถือว่ารู้ไว้เป็นกำไรชีวิต
2. ในวันประชุมพบผู้ปกครองประจำเทอม อาจารย์ประจำชั้นแจ้งว่า สงสัยว่าลูกของคุณจะติดยาเสพติด คุณจะ...
ก. ถามหาหลักฐาน และเสนอตัวจะแก้ปัญหาด้วยตนเอง
ข. ไม่เชื่อ แต่ไม่อยากจะถามลูก
ค. ทบทวนพฤติกรรมของลูกในช่วงที่ผ่านมา ขอคำแนะนำว่า จะสังเกตลูกอย่างไร และจะแก้ปัญหาอย่างไรดี
3. คุณได้ข่าวลือว่า อาจารย์ของลูกท่านหนึ่งเป็นเกย์ คุณจะ
ก. ขอพบผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง
ข. สนใจเฉพาะความสามารถและความประพฤติของอาจารย์ ท่านนั้นมากกว่าสนใจข่าวลือ
ค. ขอให้ลูกเล่ารายละเอียดให้ฟัง และคุณคิดว่าเขาไม่เหมาะสมจะเป็นครูอาจารย์
4. เมื่ออาจารย์ได้ขอความอนุเคราะห์ทางการเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ของโรงเรียน คุณจะ
ก. ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพราะพอมีทั้งเวลาและฐานะการเงิน
ข. รู้สึกเบื่อโครงการอะไรแบบนี้เหลือเกิน... เพราะคิดว่าโรงเรียนเก็บค่าเล่าเรียนคุ้มแล้ว
ค. อาสาสมัครเข้าช่วยเหลือโครงการ เพราะลูกบอกว่าลูกจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้โดยตรง
5. เมื่อคุณขับรถผ่านโรงเรียนลูกในเวลาเรียน เห็นเด็กๆ เพ่นพ่านอยู่นอกรั้วโรงเรียน คุณจะ
ก. โทษว่าโรงเรียนหย่อนยานเรื่องกฎระเบียบ
ข. คิดว่าทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ตั้งแต่โรงเรียน ครูอาจารย์ ชุมชน แม้แต่ตัวเอง ต้องช่วยกันเป็นธุระแก้ปัญหานี้
ค. โทษพ่อแม่ของเด็กที่หนีโรงเรียนที่ไม่สั่งสอนดูแลลูกให้ดี
6. คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับแนวโน้มของการทำโฮมสคูล
ก. คิดว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมของแต่ละครอบครัว แต่ตัวเองคงทำไม่ได้
ข. เห็นด้วยว่าพ่อแม่ก็สามารถทำหน้าที่สอนลูกแทนครูได้
ค. สงสัยว่าพ่อแม่โฮมสคูลจะให้การศึกษาลูกไปจนระดับสูงๆ ได้หรือ รวมทั้งในการเรียนรู้ทักษะสังคม และได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เด็กในโรงเรียนได้รับ
7. คุณคิดว่าโรงเรียนของลูกมีการสื่อสารกับผู้ปกครองอย่างไร
ก. สื่อสารได้ดีมาก ให้รายละเอียดเกี่ยวกับลูกทั้งในเรื่องการเรียนและพฤติกรรม รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน
ข. ยังทำได้ไม่ดีนักไม่ทำให้ทราบความเป็นไปของลูกที่โรงเรียน หรือได้รับข่าวสารความเคลื่อนไหวของโรงเรียนมากนัก
ค. โรงเรียนจะติดต่อมาก็ต่อเมื่อลูกมีปัญหา
8. คุณคิดว่าครู อาจารย์ที่โรงเรียนของลูก แสดงให้เห็นว่าเอาใจใส่นักเรียนแค่ไหน
ก. เป็นบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่ให้ความใส่ใจแต่เด็กเก่ง
ข. ครูอาจารย์ส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าทำตามหน้าที่เท่านั้นและแสดงความไม่พอใจ เมื่อพ่อแม่ขอพบหรือขอความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
ค. เอาใจใส่ดีมาก ทั้งดูแลใส่ใจ ให้คำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือ ไม่รังเกียจที่จะต้องเหนื่อยมากขึ้น
9. คุณคิดว่าครูอาจารย์สมัยนี้แตกต่างจากสมัยก่อนหรือไม่
ก. ไม่แตกต่าง ครูอาจารย์ยังเป็นผู้ให้ความใส่ใจดูแลเด็กนักเรียน และยินดีที่จะช่วยเหลือให้เด็กๆ ประสบความสำเร็จ
ข. แตกต่าง ครูสมัยนี้คิดถึงเรื่องค่าตอบแทนมากกว่าครูสมัยก่อน และไม่ได้เป็นครูโดยจิตวิญญาณ
ค. ไม่ค่อยแตกต่าง คิดว่ามีทั้งครูที่ดีและครูที่ไม่ดี เหมือนสมัยก่อนแหละ
10. เมื่อเด็กนักเรียนมีปัญหาทางด้านความประพฤติ ตักเตือนแล้ว ก็ยังไม่เชื่อฟัง โรงเรียนจะ
ก. ตัดสินอย่างเด็ดขาด โดยไล่ออกหรือส่งเด็กไปอยู่โรงเรียนอื่น
ข. มีการคุมเข้มกฎระเบียบมากขึ้น
ค. ใช้กลยุทธ์ที่แยบยลมากขึ้น โดยพ่อแม่ นักจิตวิทยา และครูฝ่ายปกครอง ร่วมกันวิเคราะห์หาทางปรับพฤติกรรมของเด็ก

เฉลย

1. ก. 5 ข.10 ค. 15
2. ก. 10 ข. 5 ค. 15
3. ก. 10 ข.15 ค. 5
4. ก. 15 ข. 5 ค. 10
5. ก. 5 ข.15 ค. 10
6. ก. 10 ข. 5 ค. 15
7. ก. 15 ข. 10 ค. 5
8. ก. 10 ข. 5 ค. 15
9. ก. 15 ข. 5 ค. 10
10. ก.10 ข. 5 ค. 15


50-75 คะแนน ไม่ว่าจากประสบการณ์ในวัยเด็ก หรือพบเจอครูบางส่วนหรือบางอย่างในโรงเรียนที่ไม่ประทับใจก็ตาม แต่ทัศนคติแบบนี้ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ไม่ช่วยแก้ปัญหาของลูก ซ้ำคุณเองอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา พลอยทำให้ลูกเบื่อโรงเรียน เบื่อการเรียนยิ่งขึ้น

80-115 คะแนน คุณอาจใส่ใจเฉพาะลูกของคุณมากเกินไป อะไรที่เกี่ยวกับลูกคุณถึงจะใส่ใจให้ความร่วมมือกับโรงเรียน แต่อะไรที่เป็นเรื่องของส่วนรวม คุณอาจไม่สนใจ ซึ่งปัญหาบางอย่างจะต้องร่วมกันแก้ไขในภาพรวม เช่น ปัญหายาเสพติดในโรงเรียน แม้ลูกคุณไม่ติดยา แต่หากร่วมมือกันก็จะช่วยได้ หรือเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่น่าสนใจ ถ้าไม่มีใครสะท้อนความคิดเห็น ก็จะไม่ได้รับการแก้ไข

120-150 คะแนน คุณเป็นผู้ปกครองที่มีวิสัยทัศน์ มองภาพรวมและสามารถช่วยแก้ปัญหาของลูกที่โรงเรียนได้ ถ้ามีพ่อแม่ผู้ปกครองแบบนี้มากๆ จะช่วยให้การศึกษาและโรงเรียนพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ


(update 14 มิถุนายน 2004)
[ ที่มา.. life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 98 พฤษภาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600