ในภาวะที่บ้านเมืองสังคมในประเทศและสังคมโลกเป็นเช่นนี้ ไม่มีอะไรดีกว่าทำให้ลูกเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ
จึงจะอยู่ในยุคนี้มีสุขตามอัตภาพ หมอได้รับคำเชิญจากนักวิชาการในการสัมมนาเรื่องนี้
และจากการขอบทความจากนิตยสารบางฉบับ คิดว่าคงมีข้อคิดที่มีประโยชน์บ้าง จึงขอเสนอบทความนี้ขึ้นมา
ในตัวมนุษย์ทุกคนย่อมมีจุดแข็งและจุดอ่อน ถ้ารู้จุดบกพร่องของตัวเองก็สร้างเสริมแก้ไขได้
สำหรับลูกเล็กๆ นั้นคงไม่มีใครรู้ดีเท่าคุณพ่อและคุณแม่ โดยพยายามสร้างสมดุลให้เกิดแก่ลูก
เพื่อความสุขในการดำรงชีวิต
ในร่างกายมนุษย์มีระบบอัตโนมัติอยู่ เราเรียกว่า AUTONOMIC NERVOUS SYSTEM
ต่างจากระบบประสาททั่วไปที่เราใช้อยู่ทุกวันในการดำรงชีวิต การเดิน การกิน การนอน การเคลื่อนไหว การพูด ฯลฯ
ล้วนแต่ถูกกำกับโดยสมองเป็นผู้สั่งการ เรากำลังเดินอยู่เห็นรถวิ่งเข้ามาทำท่าจะชน สมองรับรู้จากสัญญาณที่ส่งจากการเห็น
จะสั่งให้เราหยุดเดิน กระโดดหนี หรือหลบ เด็กๆ ส่งเสียงตะโกนโวยวาย คุณครูดุ สมองจะสั่งให้เด็กหยุดตะโกนและเข้าระเบียบได้
ระบบอัตโนมัตินี้เป็นไปอย่างอัตโนมัติจริงๆ คือเราไม่สามารถควบคุมสั่งการได้ด้วยสมองและจิตใจ หากเกิดความไม่สมดุล
จะทำให้อารมณ์ พฤติกรรม และนิสัยเด็กผันแปรได้
ระบบอัตโนมัติมี PARASYMPATHETIC และ SYMPATHETIC มีคู่กันเหมือนพระอาทิตย์กับพระจันทร์
กลางวันคู่กับกลางคืน ขาวกับดำ หรือหยินกับหยาง ระบบ PARASYMPATHETIC เพื่อความสงบของร่างกาย
ทำให้มีการย่อยอาหารและกระบวนการต่างๆ เป็นปกติ ยามร่างกายประสบต่อการเปลี่ยนแปลง
ในสมัยยุคหินมนุษย์เผชิญกับอันตรายตลอดเวลาจากไดโนเสาร์ สิงโต สัตว์ร้ายต่างๆ และภัยธรรมชาติ
รวมทั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเองของมนุษย์ เมื่อเกิดเหตุการณ์มนุษย์จะเกิดความกลัว (FRIGHT)
ทำให้ต้องตัดสินใจว่าจะกระโจนหนี (FLIGHT) หรือหนีไม่ทันแน่ต้องสู้ (FIGHT) ระบบนี้จะทำงานคือ
หลั่งฮอร์โมนของความเครียด ทำให้กล้ามเนื้อตึงตัว หัวใจเต้นแรง ชีพจรเต้นแรง ความดันโลหิตสูง
หายใจหอบแรง หน้าตาแดง และพร้อมเผชิญวิกฤต ถ้าเกิดเหตุบ่อยๆ ทำให้ร่างกายอ่อนล้า เหนื่อยมาก
และจิตใจสับสน หวาดกลัว
ในชีวิตประจำวันของบรรพบุรุษมนุษย์ตั้งแต่ 5 หมื่นปีก็เป็นเช่นนี้ และยังคงมีสัณชาตญาณติดตัวเรามาจนถึงปัจจุบัน
แม้นเราไม่ได้เผชิญกับสัตว์ร้ายที่อาจทำอันตรายถึงชีวิต แต่เหตุการณ์ในแต่ละวันก็ทำให้เกิดความเครียดได้ตั้งแต่วัยเด็กเล็กจนถึงผู้ใหญ่
ระบบทั้งสองต้องสมดุล ถ้าระบบใดระบบหนึ่งเด่นมาก ร่างกายและวิถีชีวิตมนุษย์คนนั้นไม่ปกติสุข
ถ้ามีแต่ความเครียดและไม่รู้จักผ่อนคลายจะเป็นเด็กเจ้าทุกข์ มีวิตกจริตเป็นนายเรือน มีแต่ความทุกข์กังวล
ไม่กล้าตัดสินใจ เป็นเด็กขี้ขลาด ตกใจง่าย บางรายก็เจ้าอารมณ์ ไม่มีเหตุผล โมโหโมโสเป็นประจำ ก้าวร้าว รุนแรง
ไม่เกิดผลดีต่อร่างกาย ทั้งนี้เพราะสารก่อทุกข์เป็นต้นกำเนิดของโรคหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง
และโรคหัวใจก่อนวัยอันควรด้วย
เราต้องการให้ลูกรักของเราเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ด้านร่างกายนั้นบ่มเพาะสะสมได้ไม่ยาก
ถ้าโภชนาการดี ออกกำลังกายพักผ่อนเพียงพอ เด็กก็เติบโตได้ดี สูงสง่า หรือหุ่นนางงามนางแบบก็ย่อมได้
แต่ความเข้มแข็งด้านจิตใจเป็นอีกเรื่องที่ละเอียดอ่อน ต้องผ่านการอบรมบ่มนิสัย
และมีประสบการณ์สะสมด้วยรูปแบบที่ดีที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่
ในบรรดาความรู้สึกต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อความเข้มแข็งของเด็กคือความกลัว (FEAR)
ซึ่งก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในจิตใจ ว้าวุ่น หวาดกลัว ไม่มั่นใจในตัวเองพานเป็นผลเสียต่อสุขภาพ
จึงต้องพยายามเลี้ยงลูกอย่าให้เป็นคนขลาดกลัวอะไรโดยไม่มีเหตุผล
ความกลัวของเด็กเกิดขึ้นในสภาวะใดบ้าง มีดังต่อไปนี้ค่ะ
ความกลัวสิ่งแวดล้อมภายนอก
1. เกิดจากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีความปลอดภัย เด็กรู้สึกไม่มีสวัสดิภาพ
เช่นพ่อแม่ที่มัวยุ่งแต่การทำมาหากิน คนเลี้ยงก็พึ่งพาไม่ได้ แถมอาจทำร้ายเด็กทั้งกาย วาจา ใจ
เด็กจะมีความหวาดกลัว วิตกกังวล
2. พ่อแม่ที่ชอบหลอก โกหก ผิดศีล 5 กับลูกทุกวัน ไปส่งลูกที่โรงเรียนก็หลอกเด็กว่า เดี๋ยวเดียวจริงจริ๊ง
แต่หายไปทั้งวัน บางครอบครัวทิ้งเด็ก 2 ขวบไว้ที่เนิร์สเซอรี่จนมืดค่ำ สามทุ่มแล้วก็ไม่มา พ่อคิดว่าแม่จะไปรับ
แม่ก็คิดว่าพ่อจะไป เด็กจึงหวาดกลัว
3. จากการเลี้ยงดูที่ชอบหลอกเด็กให้กลัวความมืด กลัวปอบ กลัวผี ฯลฯ ธรรมชาติเด็กอ่อนจะตกใจง่ายอยู่แล้ว
แค่เสียงเดินตึงๆ ตังๆ เสียงสุนัขเห่า เสียงฟ้าร้องก็ตกใจแย่อยู่แล้ว ผู้เลี้ยงดูต้องโอบกอด ปลอบโยนว่าไม่มีอันตราย
ดังนั้นผู้ที่ใกล้ชิดเด็กที่สุดควรเป็นแม่หรือผู้ที่มีภาพพจน์ของแม่ (MATERNAL FIGURE) ที่พร้อมจะโอบกอด ปลอบโยน
และให้อภัยเด็กได้ด้วย
4. จากการเลี้ยงดูและประสบการณ์ที่ได้จากผู้ใหญ่ทำให้เขาเติบโตมาโดยมั่นคง และมั่นใจ
มีเหตุมีผลและปราศจากความกลัว เกิดความเข้มแข็งด้านจิตใจ
5. การลงโทษโดยไม่มีเหตุผล ลงโทษเกินเหตุ ลงโทษด้วยอารมณ์ของผู้ใหญ่
เป็นบ่อเกิดของความกลัวและความโกรธแค้น ผู้ใหญ่จึงควรรู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง
สอนเด็กให้รู้ถึงความไม่เหมาะสมและแนะนำด้วยวาจาดีกว่าจะเฆี่ยนตี
ความกลัวเกิดจากสภาพภายในร่างกายของเด็กเอง
1. เด็กที่เจ็บไข้ได้ป่วย พระท่านกล่าวว่า ยามร่างกายป่วย จิตจะอ่อนหรือจิตจะตกเป็นความจริงแน่นอน
ท่านสังเกตดูลูกหลาน ถ้าวันนี้ตัวรุมๆ งอแง หงุดหงิดไม่เข้าเรื่อง อารมณ์เสียไปหมด กลัวโน่นกลัวนี่ ไม่กล้าอยู่คนเดียว
ระวังว่าเด็กจะไม่สบาย เพราะเป็นอาการเริ่มแรกที่เด็กบางคนไม่สามารถบอกให้เราทราบได้ว่าเขาป่วยแล้วนะ
ดังนั้นเด็กเจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นฉับพลัน เช่น ไข้ขึ้นสูง หรือป่วยเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต
โรคมะเร็ง ฯลฯ ในร่างกายเขาไม่ปกติสุข จะเกิดความหวาดกลัว เพราะเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เกรงจะถูกละทิ้ง
กลัวเรียนไม่ทัน บางคนกลัวถูกลงโทษเพราะไม่ได้ทำการบ้านจาการป่วย บางรายกลัวมากถึงกลัวการตาย
เพราะเด็กมักมีจินตนาการเกี่ยวกับเรื่องน่ากลัว
2. เด็กป่วยไข้ด้านจิตใจ ร่างกายกับจิตมีโอกาสป่วยได้เช่นเดียวกัน ยามเด็กมีปัญหาด้านจิตใจ เช่น
ย้ำทำย้ำคิด หวาดกลัว หวาดระแวงผิดปกติ ต้องได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่ และแก้ไขด้วยความอดทน
ธรรมชาติของเด็ก
เด็กต้องการการคุ้มครองจากผู้ใหญ่จนกว่าจะเติบใหญ่และดูแลตนเองได้ ต่างจากสัตว์โลกชนิดอื่น เช่น
ลูกนก พ่อแม่นกสอนหัดบิน หาเหยื่อได้ ก็ปล่อยเดี่ยวในเวลาไม่นาน แต่ลูกเราต้องเฝ้าดูแลส่งเสียจนจบการศึกษา
และแนะนำชี้แนะไปตลอด ต้องการผู้ใหญ่ดูแลเป็นเวลายาวนาน เน้นให้เขาเป็นคนกล้าหาญ เผชิญอุปสรรคได้ทุกสถานการณ์
ปราศจากความกลัวต่อเหตุการณ์ต่างๆ และแก้ไขปัญหาได้ดี โดย พ่อ แม่ ครู พระ รุ่นพี่ สื่อ และผู้ชี้นำสังคม
ล้วนแต่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กได้เลียนแบบความเข้มแข็ง สิ่งสำคัญคือควรให้กำลังใจ และให้โอกาสหากเขาผิดพลาดไป
เพราะสี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง
การฝึกจิตใจเข้มแข็งเป็นสิ่งทำได้ยาก แต่ถ้าผู้ใดมีคุณลักษณะดังกล่าวชีวิตของเขาจะประสบความสุขและความสำเร็จยิ่ง
ฝึกตามหลักพุทธศาสนาที่เราเรียนมาคือ ยึดหลักอิทธิบาทสี่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ทำให้เขามีความเข้มแข็งด้านจิต
และเสริมปัญญาเป็นอาวุธให้ลูกรู้จักใช้เหตุผล กลั่นกรอง มีสติเป็นตัวหลักสำคัญ มีอะไรเกิดขึ้นมีสติก่อน อย่าเตลิดเปิดเปิง
และรู้จักวิเคราะห์หาเหตุผล เพิ่มภูมิต้านทานด้านจิตใจให้เข้มแข็ง พอดีหมอได้อ่านบทความที่ท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)
ท่านเขียนในหนังสือพรตลอดปี ชีวิตดีตลอดไป โดยท่านให้ข้อคิดมีประโยชน์มากดังจะคัดลอกบางส่วนมาดังนี้
พุทธวิธีเสริมสุขภาพ ธรรมดานั้น กายและใจพึ่งพาอาศัยกัน ยามเจ็บป่วยร่างกายไม่สบาย จิตใจเศร้าหมอง
กระวนกระวาย ยามร่างกายสบาย จิตใจผ่องใส เบิกบาน ท่านให้ถือหลักคือ องค์แห่งการตรัสรู้และสุขภาพที่สมบูรณ์
โพชฌงค์ คือ องค์แห่งความตรัสรู้ มี 7 ประการ
องค์ที่ 1 คือ สติ
องค์ที่ 2 คือ ธัมมวิจยะ
องค์ที่ 3 คือ วิริยะ
องค์ที่ 4 คือ ปิติ
องค์ที่ 5 คือ ปัสสัทธิ
องค์ที่ 6 คือ สมาธิ
องค์ที่ 7 คือ อุเบกขา
ความหมายเป็นรายข้อนั้น คงพอเข้าใจกันว่า สติ หมายถึง ความระลึกได้ เป็นเครื่องดึงจิตไว้
คือดึงจิตหรือกุมจิตไว้กับอารมณ์ ซึ่งท่านผู้อ่านคงเข้าใจความหมายดี
- ธัมมวิจยะ หรือ ธรรมวิจัย คือ ธรรมที่เล่าเรียนมา เลือกเฟ้นและนำมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- วิริยะ หรือความเพียร แปลตามศัพท์คือ ความเป็นผู้กล้าหาญ ไม่หวาดหวั่น ไม่กลัว
ใจสู้ ไม่ย่อท้อหรือท้อถอย มีกำลังประคับประคองตนเอง
- ปิติ คือ ความอิ่มใจ ดื่มด่ำ ปิติเป็นอาหารสำคัญหล่อเลี้ยงจิตใจ ดังนั้นเพื่อช่วยจิตใจตนเอง
พยายามสร้างปิติอยู่เสมอ
- ปัสสัทธิ หมายถึง ผ่อนคลาย สงบเย็น ไม่เครียด ไม่กระสับกระส่าย
- สมาธิ คือ ความตั้งมั่น แน่วแน่กับสิ่งนั้น อย่างที่เรียกว่า ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน
- ความจริงสติกับสมาธิทำงานประสานและอาศัยกัน สติเป็นตัวนำ สมาธิตามมา ถ้าสมาธิยังอ่อน สติต้องทำงานมาก
- อุเบกขา คือ การวางเฉย คือความเรียบสงบของจิต เป็นกลางๆ แต่เป็นการเฉยแบบรู้ทัน
และพร้อมจะทำการเมื่อถึงจังหวะ
ธรรมทั้ง 7 ประการ แม้นทำข้อใดข้อหนึ่งก็ทำให้จิตใจสบายแล้ว ถ้าเป็นผู้เจ็บไข้มีเพียงข้อสองข้อก็สบายใจได้แล้ว
เช่น จิตใจสบายมีสติไม่ฟั่นเฟือน มีปัสสัทธิกายใจผ่อนคลาย เรียบเย็นสบาย ไม่เครียด ถ้ามีธัมมวิจยะก็ทำใจได้
ถ้ามีวิริยะคือกำลังใจต่อสู้ ถ้ามีปิติ สมาธิ และอุเบกขาก็ยิ่งดี
หมอคิดว่า ธรรมะ 7 ประการ ถ้าคุณพ่อคุณแม่นำไปปฏิบัติทั้งในยามปกติและยามลูกเจ็บไข้ได้ป่วยจะมีประโยชน์
ยิ่งก่อเกิดความสุข สงบ ร่มเย็นในครอบครัว ซึ่งเด็กจะได้ดูแบบอย่างไว้เป็นบุคลิกและลักษณะประจำตัวของเขา
ทำให้เขามีความเข้มแข็งอดทน ประสบแต่ความสุขความเจริญ ไม่ว่าเขาจะเป็นเด็กปกติ หรือเด็กมีโรคภัยไข้เจ็บเรื้อรัง
ข้อสำคัญอีกอย่างคือปิติเป็นอาหารหล่อเลี้ยงจิต อย่าให้ลูกตกอยู่ในอารมณ์ด้านลบคือ กลัวทุกข์ เศร้าหมอง ฯลฯ
หากเกิดอารมณ์เช่นนั้น จิตตกแน่นอน สติ สมาธิ ปัญญาย่อมไม่เกิด พยายามดึงลูกออกจากหลุมดำโดยเร็ว
ให้ลูกมีอารมณ์แจ่มใสชื่นบาน การทำความดีเสมอๆ ทำให้จิตใจแจ่มใส มีปิติคิดถึงครั้งใดก็เกิดความชุ่มชื่นใจ
และเข้มแข็งต่ออุปสรรคทั้งปวง เร่งทำความดีให้เป็นแบบอย่างแก่ลูก ปฏิบัติทุกๆ วัน
และขอฝากข้อคิดตามประสาผู้อายุมากแล้วคือ การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง
(update 11 สิงหาคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 248 กันยายน 2546 ]
|